Home Review : The VVitch (2015) – ความชั่วร้ายเป็นธรรมชาติของมนุษย์

[Sense Review] : The VVitch (2015) – ความชั่วร้ายเป็นธรรมชาติของมนุษย์

0 1381

ครอบครัวหนึ่ง อันประกอบไปด้วย สามี, ภรรยา และลูกอีกห้าคน ถูกเนรเทศออกจากกลุ่มคริสเตียนอันแสนเคร่งครัด เนื่องด้วยข้อหาการละเมิดหลักคำสอน … งานนี้พวกเขาจึงต้องหันไปตั้งรกรากกันใหม่ ณ ย่านชนบทในนิวอิงแลนด์ (เขตหนึ่งในสหรัฐอเมริกา) และแล้ววันหนึ่ง ‘ลูกเล็กคนสุดท้อง’ ก็หายตัวไป ขณะกำลังเล่นจ๊ะเอ๋กับพี่สาว (นามว่า Thomasin) … เหตุการณ์นี้ทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกและเศร้าหมอง พร้อมพรั่งพรูไปด้วยความไม่รู้ว่า ‘สิ่งใด’ ที่ขโมยตัวลูกคนนี้ไป … จะเป็น มนุษย์, สรรพสัตว์ หรือสิ่งตามตำนานอย่าง ‘แม่มด’ ที่หลบซ่อนอยู่ในป่าทึบอย่างเร้นลับ

● เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารวงการหนังก็คงจะต้องเคยได้ยินชื่อของ “The VVitch” มาบ้างแล้ว เป็นที่ัชัดเจนว่าสื่อนอกชั้นนำหลายรายต่างก็ยกให้ผลงานนี้ขึ้นแท่นเป็น “หนังสยองขวัญแห่งปี” หรือ “หนังที่น่ากลัวที่สุดแห่งปี” … และแน่นอน เราคงจะไม่ขอปฏิเสธคำกล่าวยกย่องนั้น เพราะ The VVitch นั้นก็มีข้อดีอันแสนเลิศเลอมากอยู่จริงๆ แถมยังเป็นผลงานที่ไม่ได้เล่าถึง “ความน่ากลัวของสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ” แต่เพียงอย่างเดียว … เพราะนี่ยังเป็นชิ้นงานที่เน้นผลักประเด็น “ความน่ากลัวในตัวของมนุษย์” ออกมาได้อย่างชัดเจน จนน่าหวาดผวาไม่แพ้กัน

thewitchstill

“ความชั่วร้ายเป็นธรรมชาติของมนุษย์” … เมื่อ ‘ลูก’ หายตัวไป และพอเริ่มไม่รู้ว่า ‘สิ่งใดกันแน่’ ที่กระทำการเช่นนี้ … จากตอนแรกมันคือ ‘ความผิด’ ที่ทุกฝ่ายต่างต้องแบกไว้ในปริมาณที่เท่าเทียมกัน แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ความหวาดระแวง และ ความไร้สติต่างก็เริ่มเข้าครอบงำ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พวกเขาต่างต้องมองหา ‘เหยื่อ’ บางรายเพื่อที่จะได้ลงมือผลักไส-โยนความผิดให้คนๆ นี้อย่างเต็มๆ

“พระเจ้ามีจริงไหม?” … ชะตากรรมของเด็กน้อยที่หายตัวไปนั้นจะเป็นอย่างไร? เราจะสามารถไปยังสวงสรรค์ได้ไหม ถ้าเรายังมีบาปติดตัว? เมื่อถึงเวลานั้น พระเจ้าจะให้อภัยเราไหม? … ในท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเหยื่อคนนี้จะไม่ใช่ ‘พระเจ้า’ … ก็คงจะต้องเป็น ‘หนึ่งในพวกเขา’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

● ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสวดมนต์อธิษฐานขอพรจากสิ่งใดๆ หรือสังเวยเลือดเนื้อเพื่อการบูชา … แต่ความเชื่อทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้กลับดูจะไม่สามารถช่วยเหลือและเยียวยาความชั่วร้ายภายในเบื้องลึกจิตใจของพวกเขาได้เลยด้วยซ้ำ … หรือบางทีในอีกแง่หนึ่งพวกเขาอาจไม่เหลือไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นมนต์ดำจากไสยศาสตร์ หรือ มนต์ดำจากแง่ร้ายแห่งความเป็นมนุษย์ … สิ่งนี้กลับซึมซาบผ่านรอยแตกร้าวของร่างกายแห่งวิญญาณที่ถูกสาป จนกลืนกินเอกลักษณ์แห่งตัวตนไปอย่างหมดสิ้นไม่เหลือร่องรอย

robert-eggers

● ผู้กำกับ “Robert Eggers” เก่งกาจในเรื่องการหยอกล้อ-หลอกเล่นกับคนดูในส่วนของ “ความลึกลับ” … ผู้ชมคงใคร่รู้อยากเห็นหน้าตาของ “แม่มด” … นอกจากนี้เรายังอาจฟุ้งซ่าน พร้อมสงสัยในสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ตามหลังต้นไม้ในป่าทึบ ตามความขุ่นมัวของบรรยากาศอันแสนหม่นเทา … ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ณ ที่ตรงนั้นอาจจะไม่มีอะไรซ่อนอยู่เลยก็ได้ … มันล้วนมีแต่สิ่งที่เราคิดจินตนาการไปเองแทบทั้งสิ้น

● นอกจากผู้กำกับแล้ว เราคงต้องจับตานักแสดงนำหญิงสาวอย่าง “Anya Taylor-Joy” กันไปอีกในระยะยาวเลย เพราะการแสดงของเธอนั้นช่างงดงาม และน่าตื่นตะลึงมากเลยทีเดียว … เธอมารับบทบาทเป็น ‘Thomasin’ เด็กไร้เดียงสาที่เติบโตมาในความรุนแรงของยุคอาณานิคม หนำซ้ำยังต้องมาเผชิญหน้ากับครอบครัวที่มองว่าเธอคือต้นตอของปัญหาทั้งหมด (เธอถูกมองว่าเป็น แม่มดในร่างของหญิงสาว) จนพาลได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนป่าเถื่อน

“The VVitch” หาใช่ผลงานที่เปิดขนบใหม่จนถึงขั้นต้องตื่นตะลึงกันทั้งวงการภาพยนตร์ แต่มันคือผลงานระทึก-สยองขวัญที่เลือกใช้วิธีการเล่าเรื่องตามสไตล์แบบหนังคลาสสิกแต่เก๋าเด่นๆ หลากหลายเรื่อง (หนึ่งในนั้น ชวนให้นึกถึง The Shining) … คุณคงจะไม่ได้พบกับขนบรูปแบบการสร้างความระทึก-การกลั่นความสยองในสไตล์แบบหนังสมัยใหม่สักเท่าไหร่นัก (ตุ้งแช่, การตัดต่อ-เล่าเรื่องอันฉับไว, การสร้างโลกอันโฉบเฉี่ยวปราดเปรียว ฯลฯ)

10572261_667846140048482_1659287008397549630_o

● แต่ในท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นผลงานที่เล่นกับอารมณ์แห่งความอัดอั้น, ความอ้างว้าง, การถูกกักขัง ไปจนถึง การหมดสิ้นไร้ซึ่งความหวัง … ก่อให้เกิดเป็นความหวาดผวา-ความไม่สบายเนื้อสบายตัวที่จะค่อยๆ กัดกินคุณไปทีละนิดๆ ถึงแม้ตัวหนังจะจบลงอย่างบริบูรณ์แล้วก็ตาม

ปล. อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ … ถ้าตัดในเรื่องหัวข้อมนต์ดำ, คาถาอาคม และไสยศาสตร์ต่างๆ แล้ว … “The VVitch” เองก็คงจะเปรียบเป็นดั่งภาพตัวแทนของ ‘ชาวอังกฤษ’ รุ่นแรกๆ ที่เข้ามาตั้งรกรากในอเมริกา (ในที่นี้ก็คือ ณ นิวอิงแลนด์) … พวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความพรั่งพรึง ว่าการพยายามของพวกเขาในท้ายที่สุดแล้วจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดบนแผ่นดินอเมริกาได้หรือไม่?

(เกร็ด) หนังเรื่องนี้อ้างอิงจากตำนานพื้นบ้านในยุคศตวรรษที่ 17 ของนิวอิงแลนด์ … ซึ่งแท้จริงแล้ว หลายๆ ประโยคคำพูดในหนังนั้นก็เป็นการหยิบยกเอามาจากประโยคดั้งเดิมจริงๆ ที่เคยถูกบันทึกไว้ในหลักฐานเอกสารของยุคสมัยนั้น (มีขึ้นข้อมูลนี้ระบุขึ้นไว้ในตอนท้ายของหนัง)