Home Exclusive เคาท์ดาวน์ 5 หนังสงครามเรือดำน้ำ ก่อนดิ่งสู่ปฏิบัติการเรือเพชฌฆาต “HUNTER KILLER”

เคาท์ดาวน์ 5 หนังสงครามเรือดำน้ำ ก่อนดิ่งสู่ปฏิบัติการเรือเพชฌฆาต “HUNTER KILLER”

0 2545

เมื่อพูดถึงภาพยนตร์แนวสงครามในฮอลลีวู้ด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสงครามที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน ถ่ายทอดปฏิบัติการของเหล่าทหารบกที่ต้องปะทะกับศัตรูแบบระยะประชิด และใช้อาวุธปืน ระเบิด หรือรถถังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรบ แต่ยังมีหนังสงครามอีกส่วนหนึ่งที่หยิบเอาเรื่องราวปฏิบัติการในสมรภูมิใต้ทะเลลึก โดยมีสุดยอดอาวุธ “เรือดำน้ำ” เป็นตัวชูโรงซึ่งแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่สร้างความตื่นเต้นของฉากรบใต้น้ำ และความระทึกของแผนการรบที่บีบหัวใจ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมไม่น้อยหน้าหนังสงครามใดๆ แม้แต่น้อย

รวมทั้งภาพยนตร์เรื่องล่าสุด HUNTER KILLER สงครามอเมริกาผ่ารัสเซีย ที่นำเสนอชั่วโมงระทึกของวีรกรรมทหารแนวหน้าใต้มหาสมุทร เป้าหมายชิงตัวประธานาธิบดีรัสเซียจากกลุ่มกบฎที่ต้องการจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่3 ผลงานแอคชั่นฟอร์มยักษ์ของผู้อำนวยการสร้าง Olympus Has Fallen และ Fast and Furious นำแสดงโดย เจอร์ราด บัตเลอร์ และ แกรี่ โอลด์แมน ซึ่งกำลังจะมีกำหนดออกฉายในบ้านเรา 25 ตุลาคมนี้

มาร่วมนับถอยหลังก่อนปฏิบัติการครั้งใหม่ใน HUNTER KILLER จะอุบัติ ไปกับ 5 หนังสงครามเรือดำน้ำ เรื่องเยี่ยมที่โลกไม่เคยลืม

DAS BOOT (1981) ภาพยนตร์สงครามสัญชาติเยอรมันที่ได้ชื่อว่าเป็นภาพยนตร์เรือดำน้ำที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีการสร้างมา โดยฝีมือของผู้กำกับวูล์ฟกัง ปีเตอร์เซน ดำดิ่งไปกับภารกิจของเรืออู-96 ในปฏิบัติการทำลายขบวนเรือสินค้าของอังกฤษแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก ก่อนที่จะต้องเปิดฉากโจมตีกับกองเรือของอังกฤษระหว่างเล็ดลอดผ่านช่องแคบยิบรอลตา

ปีเตอร์เซนนำเสนอภาพยนตร์ผ่านมุมมองของลูกเรือ โดยเน้นถึงความเป็นอยู่ของลูกเรือขณะใช้ชีวิตในเรือดำน้ำ ทั้งความเครียด ความอึดอัด และความหวาดกลัวขณะทำการรบ ภาพยนตร์ใช้เวลาถ่ายทำนานถึงสองปี ใช้กล้องมือถือติดตามนักแสดงที่ใช้ชีวิตอยู่ในฉากเรือดำน้ำเป็นเวลานานหลายเดือนโดยไม่มีโอกาสได้ออกมาอยู่กลางแจ้ง ภาพยนตร์สร้างด้วยงบประมาณสูงถึง 35 ล้านมาร์กเยอรมันเนื่องจากผู้กำกับต้องการให้มีความสมจริงในทุกด้าน นับเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดเป็นอันดับสองของเยอรมนี

THE HUNT FOR RED OCTOBER (1990) ภาพยนตร์ระทึกขวัญที่ดัดแปลงจากผลงานเรื่องแรกในนวนิยายชุด แจ็ค ไรอัน โดยปลายปากกาของทอม แคลนซี เป็นผลงานกำกับของจอห์น แมคเทียร์แนน เรื่องราวของผู้บังคับการเรือฝ่ายโซเวียตที่ต้องการแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ตกเป็นหน้าที่ของ แจ๊ค ไรอัน CIA หนุ่มที่ต้องพิสูจน์เบื้องหลังของการเปลี่ยนฝ่ายครั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างสองชาติ นำแสดงโดยฌอน คอนเนอรี และ อเล็ก บอลด์วิน

ในตอนแรก THE HUNT FOR RED OCTOBER เป็นนวนิยายที่ได้รับความนิยมแต่ยังไม่มีค่ายไหนสนใจจะนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เนื่องจากมีเนื้อหาที่ซับซ้อนและสุ่มเสี่ยง ในที่สุด อเล็ก บอลด์วินถูกเรียกตัวให้มาแสดงในช่วงเดือนธันวาคม ค.ศ. 1988 เขาได้รับการฝึกให้ควบคุมเรือดำน้ำชั้นลอสแอนเจลิสโดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังจะได้รับบทเป็นแจ็ค ไรอัน ในขณะที่ฌอน คอนเนอรี รับบทมาร์โก เรเมียส ผู้บังคับการเรือ Red October ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกได้สูงถึง 200.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  จากงบสร้างแค่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

CRIMSON TIDE (1995) ถือเป็นภาพยนตร์เรือดำน้ำที่ยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนอีกเรื่องหนึ่ง เพราะได้สองดาราแม่เหล็กในเวลานั้นอย่าง เดนเซล วอชิงตัน มาประชันบทกับ ยีน แฮคแมน แถมบวกกับฝีมือของ โทนี่ สก็อตต์ สุดยอดผู้กำกับสายแอคชั่นผู้ล่วงลับ ทำให้ CRIMSON TIDE ออกมาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความระทึกและความสมจริงของยุทธการทางทหารจนครองใจทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์

เรื่องราวเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตระดับโลก กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้ยิงนิวเคลียร์ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ความตึงเครียดก่อตัวขึ้นทันทีที่นาวาโทสูงประจำเรือดำน้ำ (แฮคแมน) และรองผู้บังคับการคนสนิท (วอชิงตัน) ขัดแย้งกันเรื่องความน่าเชื่อถือของคำสั่ง และต่อสู้กันด้วยจิตวิทยาเพื่อเป็นผู้บังคับเรือลำนี้

U-571 (2000) นำแสดงโดย แมทธิว แม็คคอนาเฮย์, บิลล์ แพ็กซ์ตัน, ฮาวีย์ ไคเทล และจอน บอง โจวี กำกับการแสดงโดย โจนาธาน มอสโทว์ ค.ศ. 1942 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเรือสหรัฐจับสัญญาณเรดาร์ได้ว่า เรือดำน้ำของนาซีเยอรมันรุ่น อู-571 (U-571) ลำหนึ่งจอดเสียลอยน้ำอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ที่สำคัญในเรือลำน้ำมีเครื่องส่งสัญญาณ “อีนิกม่า” (Enigma) อยู่ด้วย ซึ่งถ้ายึดเครื่องนี้มาได้จะเป็นจุดหักเหของยุทธบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเลยทีเดียว

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว นับได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีงานสร้างและการออกแบบศิลป์ย้อนไปในยุคสมัยนั้นอย่างแท้จริง จนมีการนำไปเปรียบเทียบกับเรื่อง DAS BOOT และเมื่อเข้าฉายแล้วก็สามารถทำรายได้เป็นอันดับ 1 ของตารางบ็อกออฟฟิศได้ถึง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ภาพยนตร์ได้รับเสียงวิจารณ์ว่าสร้างบรรยายกาศกดดันได้เป็นอย่างดี และได้ชนะเลิศรางวัลออสการ์ สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยมในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 73

K-19: THE WIDOWMAKER (2002) เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงของเรือดำน้ำชั้นโฮเทล หมายเลข K-19 ที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1961มันคือเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์สัญชาติโซเวียต ที่ประสบอุบัติเหตุกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลเนื่องจากระบบหล่อเย็นชำรุดขณะ ปฏิบัติการอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ภาพยนตร์กำกับโดยผู้กำกับหญิงแกร่งของวงการ แคทริน           บิเกโลว์ ที่ต่อมาเธอกลายเป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมจากอีกหนึ่งภาพยนตร์สงครามเรื่อง THE HURT LOCKER

นำแสดงโดยสองตัวพ่อแห่งวงการแอคชั่น แฮร์ริสัน ฟอร์ด และ เลียม นีสัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ใช้ทุนสร้างสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นภาพยนตร์อิสระที่สร้างด้วยทุนสูงที่สุดเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์ริเริ่มจากแนวคิดของแคทริน บิเกโลว์ ที่ต้องการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเรือดำน้ำ K-19 ผู้เขียนบทเดินทางไปรัสเซีย เพื่อพบกับนาวาเอกนีโคไล ซาเตเยฟ ผู้บังคับการเรือ และนาวาเอกวลาดีมีร์ เยนิน ต้นเรือ ต่อมาบิเกโลว์เดินทางไปสมทบ และสัมภาษณ์ลูกเรือทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่