Home Exclusive ย้อนเวลาไปกับ SPECTRE องค์กรที่จะกลับมามีบทบาทอีกครั้งในหนัง Bond เรื่องที่ 24

ย้อนเวลาไปกับ SPECTRE องค์กรที่จะกลับมามีบทบาทอีกครั้งในหนัง Bond เรื่องที่ 24

5 7559
James Bond SPECTRE

Written by JaneWiT Wittayadet [Alecaster] (James Bond Thailand fan page)

Edited by   Admin Jerry (Fanpantae 2012)

หากย้อนเวลาไปในยุคคุณพ่อคุณแม่ยังเป็นเด็กเป็นวัยรุ่น หากใครที่เติบโตมาพร้อมกับภาพยนตร์ชุด เจมส์ บอนด์ 007 ในยุคปี 60-70 หรืออาจจะเป็นคนยุคนี้ที่ได้เคยมีโอกาสหยิบหนังบอนด์สมัย เซอร์ฌอน คอนเนอรี่ ขึ้นมาดู ย่อมต้องเคยผ่านตากับองค์กรก่อการร้ายที่มีหัวหน้าใหญ่จอมโหดหัวโล้น ๆ เหม่ง ๆ อุ้มแมวเปอร์เซียสีขาวขนสวยกันมาบ้าง (โปรดอย่าไปจำ ดร.อีวิล ในหนัง Austin Powers นะ) จนล่วงเลยเวลามาร่วม ๆ 40 ปี

ใครจะคิดว่าชื่อขององค์กรนี้จะได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งในหนังชุด เจมส์ บอนด์ 007 เรื่องที่ 24 และเป็นการกลับมามีบทบาทครั้งสำคัญเพราะชื่อขององค์กรนี้ถูกใช้เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของหนัง นั่นคือ SPECTRE บทความนี้จึงขอเป็นการใช้พื้นที่เพื่อพาคนรักหนังบอนด์ หรือสนใจติดตามหนังชุดนี้ ย้อนอดีตกลับไปทำความรู้จักองค์กรนี้พร้อม ๆ กัน แล้วจะได้ทราบกันว่าองค์กรนี้มีอะไรมากกว่าที่เกริ่นไปข้างต้น

จุดเริ่มต้นขององค์กรจอมวายร้าย

SPECTRE คือองค์กรก่อการร้ายที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางจากภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 007 ที่มาของชื่อ SPECTRE นั้นมาจากคำเต็มภาษาอังกฤษว่า “Special Executive for Counter-intelligence, Terrorism,Revenge and Extortion” หนึ่งในผู้ให้กำเนิดองค์กร SPECTRE คือ เอียน เฟลมมิ่ง ผู้สร้างตัวละครเจมส์บอนด์ นอกจากนั้นยังมีรายชื่อของ 2 นักเขียนอย่าง เควิน แม็คคลอรี่ และแจ็ค วิตติ้งแฮม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยซึ่งจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป การปรากฏตัวครั้งแรกของ SPECTRE ในซีรีส์เจมส์ บอนด์ 007 นั้น เกิดขึ้นในนวนิยายเล่มที่ 8 เรื่อง Thunderball ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1961 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับปฏิบัติการ Omega ซึ่งเป็นการยึดเครื่องบิน Villiers Vindicator และเข้าควบคุมหัวรบนิวเคลียร์ 2 ลูก เพื่อเรียกค่าไถ่จำนวน 100 ล้านปอนด์ จาก NATO ก่อนที่บอนด์จะกล่าวถึงภารกิจและองค์กรดังกล่าวเพียงเล็กน้อยใน “Him” ส่วนที่ 3 ของนวนิยายเรื่อง The Spy Who Loved Me ได้รับการตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 1962 ต่อมาใน On Her Majesty’s Secret Service นวนิยายเล่มที่ 10 ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 1963 องค์กร SPECTRE ก็ได้กลับมาโลดแล่นบนหน้ากระดาษอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ SPECTRE ได้หนีหายย้ายไปตั้งฐานเพื่อทำงานวิจัยลับอยู่ที่ Piz Gloria บนยอดเขา Schilthorn ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ SPECTRE ได้นำหญิงสาวชาวอังกฤษและไอริชที่เป็นโรคภูมิแพ้ประเภทต่าง ๆ มาทำการบำบัดเป็นการบังหน้าจุดประสงค์แท้จริงที่ต้องการล้างสมองและใช้เป็นอาวุธทางชีวภาพในการทำลายระบบเศรษฐกิจด้านอาหารของโลก

หลังจากนั้น SPECTRE ก็ได้กลับมามีบทบาทครั้งสุดท้ายในนวนิยายเล่มที่ 11 เรื่อง You Only Live Twice ตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 1964 โดยเป็นการดำเนินเรื่องในช่วงเวลา 8 เดือนให้หลังจากตอนจบของเหตุการณ์ในนวนิยายเรื่อง On Her Majesty’s Secret Service ซึ่งในครั้งนี้ SPECTRE ได้โยกย้ายไปตั้งฐานในปราสาทแห่งหนึ่ง ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยภายในปราสาทมีสวนพืชมีพิษที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวนแห่งความตาย” (Garden of Death) แต่ทว่าองค์กรดังกล่าวก็ถึงจุดจบด้วยฝีมือของบอนด์ และนวนิยายเรื่องนี้ก็ถือเป็นการปิดฉากองค์กร SPECTRE ซึ่งนวนิยายทั้ง 3 เล่ม ที่องค์กรดังกล่าวปรากฏตัวเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “Blofeld Trilogy”

SPECTRE บนจอเงินที่คุ้นเคย

Dr. No

Dr. No

ในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ 007 ที่สร้างโดย EON Productions องค์กร SPECTRE ถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างมากในยุคของบอนด์ที่รับบทโดย เซอร์ฌอน คอนเนอรี่ โดยครั้งแรกที่มีการเอ่ยถึง SPECTRE นั้น เกิดขึ้นใน Dr.No ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เรื่องแรก เข้าฉายในปี 1962 โดยผู้ที่กล่าวถึงก็ไม่ใช่ใครอื่น Dr.No วายร้ายหลักประจำเรื่องนั่นเอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสายธารแห่งความชั่วร้ายของ SPECTRE ในหนังบอนด์เรื่องต่อ ๆ มา ทั้งนี้ บทประพันธ์ดั้งเดิมในนวนิยายเรื่อง Dr.No นั้น ระบุให้ Dr.No ทำงานให้กับสหภาพโซเวียต แต่ในหนังเปลี่ยนให้ทำงานให้กับ SPECTRE และแต่เดิมองค์กรที่มีบทบาทในนวนิยายก็ไม่ใช่ SPECTRE แต่เป็นองค์กรต่อต้านศัตรูของสหภาพโซเวียตที่ชื่อว่า SMERSH

From Russia With Love

From Russia With Love

ต่อมาในปี 1963 องค์กร SPECTRE ก็กลับมาอีกครั้งใน From Russia With Love ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มีการเปิดเผยตัวผู้นำองค์กรเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อเรียกว่า Number 1 พร้อมกับลูกสมุนจอมโหดอย่าง โรซ่า เคล็บบ์ (Rosa Klebb) อดีตสมาชิกองค์กร SMERSH และเรด แกรนท์ (Donald “Red” Grant) นักฆ่าผู้ไร้ความรู้สึก ภารกิจร้ายของ SPECTRE ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือการปั่นหัวเจ้าหน้าที่สาวรัสเซียให้ฉกเครื่องถอดรหัสเล็คเตอร์มาให้แก่องค์กร พร้อมกับการล้างแค้นให้กับวายร้ายผู้จงรักภักดีต่อองค์กรอย่าง Dr.No ด้วย

Thunderball

Thunderball

หลังจากนั้นองค์กร SPECTRE ก็ถูกเว้นว่างไปใน Goldfinger (1964) และได้กลับมามีบทบาทอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องที่ 4 คือ Thunderball ที่ออกฉายในปี 1965 ซึ่งภารกิจของ SPECTRE ในเรื่องนี้เหมือนกับที่ปรากฏในนวนิยายชื่อเดียวกัน โดยมีหัวหลักในการก่อการร้าย คือ เอเมลิโอ้ ลาร์โก้ (Emilio Largo) หรือ Number 2 และต่อเนื่องใน You Only Live Twice ภาพยนตร์เรื่องที่ 5 เข้าฉายในปี 1967 องค์กร SPECTRE ก็กลับมาเป็นศัตรูตัวหลักของเจมส์ บอนด์ อีกครั้ง โดยถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการเปิดเผยโฉมหน้าและแนะนำตัวอย่างเป็นทางการของผู้นำองค์กรหมายเลข 1 ที่ชื่อว่า เอิร์น สตาฟโร โบลเฟลด์ (Ernst Stavro Blofeld) รับบทโดย โดนัลด์ พลีเซนซ์ (Donald Pleasence) พร้อมแมวเปอร์เซียขนปุยสีขาวคู่กาย ซึ่งภารกิจร้ายในครั้งนี้เกิดขึ้นในฐานลับใต้ปล่องภูเขาไฟ ณ ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งยึดกระสวยอวกาศของสหรัฐอเมริกาและโซเวียต เพื่อให้ทั้งสองประเทศเข้าใจผิดและก่อสงครามกัน

On Her Majesty's Secret Service

On Her Majesty’s Secret Service

หลังจากที่แผนการร้ายถูกทำลายโดยฝีมือของเจมส์ บอนด์ และสหาย ทั้งโบลเฟลด์และองค์กร SPECTRE ก็ได้หลบลี้หนีไปตั้งฐานลับและทำภารกิจร้ายครั้งใหม่ใน On Her Majesty’s Secret Service ภาพยนตร์เรื่องที่ 6 ที่เข้าฉายในปี 1969 ซึ่งในครั้งนี้นอกจากจะเปลี่ยนผู้รับบทเจมส์ บอนด์ จาก เซอร์ฌอน คอนเนอรี่ มาเป็น จอร์จ ลาเซนบี้ แล้ว ผู้รับบท โบลเฟลด์ ก็เปลี่ยนจาก โดนัลด์ พลีเซนซ์ เป็น เทลลี่ ซาวาลาส (Telly Savalas) ด้วยเช่นเดียวกัน โดยภารกิจในครั้งนี้คือการสร้าง ทีมนางฟ้าแห่งความตาย (Angels of Death) หญิงสาวจากทั่วโลกที่มีอาการของโรคภูมิแพ้ ที่โบลเฟลด์ทำทีเปิดคลีนิกบำบัดให้ แต่กลับใช้เป็นเครื่องมือในการแพร่ไวรัสโอเมก้าเพื่อทำลายระบบพืชพันธุ์ธัญญาหารของโลก และนอกจากภารกิจยึดครองโลกของ SPECTRE และโบลเฟลด์ในหนังเรื่องนี้ ในตอนจบของหนังยังได้ทำร้ายจิตใจของคนดูอย่างรุนแรงด้วยการให้สมุนคนสำคัญของโบลเฟลด์ คือ เออร์ม่า บุนท์ (Irma Bunt) ลอบสังหาร เทรซี่ บอนด์ หญิงสาวคนเดียวที่กุมหัวใจเจมส์ บอนด์ ภายหลังจากเข้าพิธีแต่งงาน

Diamonds Are Forever

Diamonds Are Forever

และทันทีทันใดในฉากแอ็คชั่นเปิดเรื่อง Diamonds Are Forever ภาพยนตร์เรื่องที่ 7 เข้าฉายในปี 1971 เจมส์ บอนด์ ที่กลับมารับบทโดย เซอร์ฌอน คอนเนอรี่ ก็กลับมาตามล่าล้างแค้นโบลเฟลด์ทันที พอ ๆ กับโทนี่ จา ตามหาช้างในต้มยำกุ้ง ซึ่งในหนังเรื่องนี้จะเผยให้เห็นว่าโบลเฟลด์คือมนุษย์พันหน้า รับบทโดย ชารลส์ เกรย์ (Charles Gray) แปลงโฉมไปเรื่อย ๆ และที่สำคัญคือยังให้คนหลายคนมาแปลงโฉมเป็นตัวเองซะด้วย โดยภารกิจร้ายของโบลเฟลด์และ SPECTRE ในครั้งนี้คือการนำเพชรมาสร้างจานดาวเทียมเลเซอร์ขนาดยักษ์เพื่อข่มขู่ทำลายเมืองสำคัญ ๆ ของโลกและเรียกค่าไถ่จากปฏิบัติการดังกล่าว

ภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ 007 ที่สร้างโดย EON Productions ทั้ง 6 เรื่อง ถือเป็นเรื่องราวที่องค์กร SPECTRE เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก หลังจากที่สิ้นสุดเจมส์ บอนด์ ในยุคของ เซอร์ฌอน คอนเนอรี่ องค์กร SPECTRE ก็ขาดหายไปจากหนังชุดเจมส์ บอนด์ 007 เกือบถาวร โดยสาเหตุหนึ่งอันน่าจะเนื่องมาจากปัญหาการถือสิทธิในตัวละครโบลเฟลด์และ SPECTRE จากภาพยนตร์เรื่อง Thunderball นั่นเอง

เรื่องราวการฟ้องร้องเพื่อถือสิทธิใน Thunderball และ SPECTRE

เรื่องราววุ่น ๆ เกี่ยวกับการถือครองสิทธิ Thunderball และ SPECTRE มีที่มาจากในช่วงฤดูร้อนปี 1958 เมื่อ เอียน เฟลมมิ่ง และอีวาร์ ไบรซ์ พูดคุยกันถึงเรื่องการสร้างภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ 007 ขึ้นจากนวนิยาย ไบรซ์ก็ได้แนะนำให้เฟลมมิ่งรู้จักกับ เควิน แม็คคลอรี่ ผู้กำกับและผู้เขียนบทหนุ่มไฟแรง หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็ได้ร่วมกันก่อตั้ง Xanadu Productions ขึ้น แต่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด หลังจากนั้นพวกเค้าก็ได้ขึ้นโครงภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เอาไว้โดยมีแม็คคลอรี่เป็นหัวเรือสำคัญ ซึ่งเนื้อเรื่องและฉากที่ถูกจินตนาการขึ้นนั้นมีความคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในนวนิยายและภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในหนังชุดเจมส์ บอนด์ และหนึ่งในนั้นก็มีองค์กร SPECTRE เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ด้วย โดยแม็คคลอรี่ และแจ็ค วิตติ้งแฮม นักเขียนบทภาพยนตร์ ได้เขียนบทจนแล้วเสร็จพร้อมกับส่งให้เฟลมมิ่งได้อ่านโดยใช้ชื่อเรื่องว่า Longitude 78 West

จนกระทั่งเวลาผ่านไปร่วม 2-3 ปี ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้น แต่ทว่าเนื้อหาจากบทภาพยนตร์ดังกล่าวกลับไปปรากฏในนวนิยายที่ชื่อว่า Thunderball ที่ตีพิมพ์ขึ้นในปี 1961 และเมื่อแม็คคลอรี่ได้อ่านนวนิยายเรื่องดังกล่าว ทั้งเค้าและวิตติ้งแฮมได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงในลอนดอนให้มีคำสั่งหยุดการวางจำหน่ายนวนิยายเรื่องดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นผล นวนิยายเรื่อง Thunderball ยังได้รับอนุญาตให้วางจำหน่ายได้ต่อไป แต่แม็คคลอรี่ก็ยังไม่ยอมแพ้ และยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพื่ออ้างการถือสิทธิในบทประพันธ์ดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน 1963 ซึ่งเป็นช่วงในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นช่วงที่สุขภาพของเฟลมมิ่งไม่สู้ดีนัก จึงได้มีการตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยให้แม็คคลอรี่ได้ถือครองสิทธิในบทประพันธ์และบทภาพยนตร์ Thunderball ส่วนเฟลมมิ่งได้ถือครองสิทธิในนวนิยายเรื่องดังกล่าวไป โดยให้มีการอ้างอิงชื่อ เควิน แม็คคลอรี่และแจ็ค วิตติ้งแฮม เข้าไปด้วย เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Thunderball ที่เข้าฉายในปี 1964 EON Productions ก็ได้เพิ่มเครดิตให้กับ แม็คคลอรี่ และ วิตติ้งแฮม ในฐานะเจ้าของบทประพันธ์ด้วย เหล่านี้จึงเป็นที่มาของการปรากฏตัวอีกครั้งของวายร้ายหัวโล้นนั่งวีลแชร์และใส่เฝือกคอ ซึ่งแม้ไม่ระบุชื่อในเครดิตก็ตาม ก็สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นโบลเฟลด์

For Your Eyes Only

For Your Eyes Only

ในฉากแอ็คชั่นเปิดเรื่อง For Your Eyes Only เข้าฉายในปี 1981 โดยให้เจมส์ บอนด์ กำจัดตัวละครดังกล่าวอีกครั้งเป็นการล้างแค้นให้กับเทรซี่ บอนด์ และตัดตัวละครตัวนี้ทิ้งไปอย่างถาวร เพื่อจบปัญหาการถือสิทธิในตัวละครดังกล่าว แต่หลังจากนั้นในปี 1983 ตัวละครโบลเฟลด์และองค์กร SPECTRE ก็ได้ไปมีบทบาทในหนังเจมส์ บอนด์ ที่ไม่ได้สร้างโดย EON Productions ที่ใช้ชื่อว่า Never Say Never Again (โบลเฟลด์รับบทโดยแม็กซ์ ฟอน ซีโดว (Max von Sydow) ซึ่งถึงแม้ชื่ออาจจะเปลี่ยนไป แต่หากใครได้เคยรับชมแล้วก็จะรู้เลยว่า นี่มันคือ Thunderball นั่นแหละ เพราะหนึ่งในทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มิใช่ใครอื่นไกล เค้าคือ เควิน แม็คคลอรี่ นั่นเอง

Never Say Never Again

Never Say Never Again

ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญใน SPECTRE

สำหรับตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในที่นี้จะขอกล่าวถึงที่ปรากฏตัวเฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้นนะครับ เพราะถือว่าน่าจะคุ้นเคยผ่านตากันมาบ้าง และอาจจะมีบางส่วนที่ได้ปรากฏตัวหรือมีผลต่อภาพยนตร์ SPECTRE ที่กำลังจะเข้าฉายต่อไป

หมายเลข 1 เอิร์น สตาฟโร โบลเฟลด์ (Ernst Stavro Blofeld)

Ernst Stavro Blofeld

Ernst Stavro Blofeld ที่ปรากฏตัวในภาคต่างๆ วนตามเข็มนาฬิกา You Only Live Twice (Donald Pleasence), On Her Majesty’s Secret Service (Telly Savalas), Never Say Never Again (Max Von Sydow) และ Diamonds are Forever (Charles Gray).

ภาพยนตร์เรื่องที่ปรากฏตัว
From Russia With Love รับบทโดย Anthony Dawson ให้เสียงโดย Eric Pohlmann
Thunderball รับบทโดย Anthony Dawson ให้เสียงโดย Eric Pohlmann
You Only Live Twice รับบทโดย Donald Pleasence
On Her Majesty’s Secret Service รับบทโดย Telly Savalas
Diamonds Are Forever รับบทโดย Charles Gray
For Your Eyes Only รับบทโดย John Hollis ให้เสียงโดย Robert Rietti
Never Say Never Again รับบทโดย Max von Sydow

หมายเลข 2 เอเมลิโอ้ ลาร์โก้ (Emilio Largo)

Emilio Largo

Emilio Largo (ชายตาเดียว)

ปรากฏตัวใน
Thunderball รับบทโดย Adolfo Celi ให้เสียงโดย Robert Rietti

หมายเลข 3

Rosa Klebb

Rosa Klebb

– โรซ่า เคล็บบ์ (Rosa Klebb) ปรากฏตัวใน From Russia with Love รับบทโดย Lotte Lenya
– ไม่ระบุชื่อ ปรากฏตัวใน You Only Live Twice รับบทโดย Burt Kwouk

หมายเลข 4
– ไม่ระบุชื่อ ปรากฏตัวใน You Only Live Twice รับบทโดย Michael Chow

หมายเลข 5

Tov Kronsteen

Tov Kronsteen

– ทอฟ ครอนสตีน (Tov Kronsteen) ปรากฏตัวใน From Russia with Love รับบทโดย Vladek Sheybal
– ไม่ระบุชื่อ ปรากฏตัวใน Thunderball รับบทโดย Philip Stone

หมายเลข 6

Jacques Bouvar

Jacques Bouvar

– ฌาคส์ บูวาร์ (Jacques Bouvar) ปรากฏตัวใน Thunderball รับบทโดย Bob Simmons

หมายเลข 7 – 10
– ไม่ระบุชื่อ ปรากฏตัวใน Thunderball รับบทโดย Cecil Cheng, Michael Smith, Clive Cazes และ André Maranne ตามลำดับ

หมายเลข 11
– ไม่ระบุชื่อ ปรากฏตัวใน Thunderball รับบทโดย Gábor Baraker

Helga Brandt

Helga Brandt

– เฮลก้า แบรนดท์ (Helga Brandt) ปรากฏตัวใน You Only Live Twice รับบทโดย Karin Dor

ปรากฏตัวใน Never Say Never Again
– เอิร์น สตาฟโร โบลเฟลด์ (Ernst Stavro Blofeld) รับบทโดย Max von Sydow
– แม็กซิมิเลี่ยน ลาร์โก้ (Maximilian Largo) รับบทโดย Klaus Maria Brandauer
– ฟาติมา บลัช (Fatima Blush) รับบทโดย Barbara Carrera

ยังไม่ระบุสถานะและองค์กรชัดเจน

Mr. Hinx

Mr. Hinx

มิสเตอร์ ฮิงซ์ (Mr. Hinx) ปรากฏตัวใน SPECTRE รับบทโดย Dave Bautista

  • นิวก็อตนะ

    อ้าวคุณ Alecaster กับคุณ Jerry เป็นคนเดียวกันเลยครบ ติดตามมาจากในพันทิพมานานแล้ว

    • เป็นแฟนพันธุ์แท้ด้วยกันคร้าบ ผมให้เครดิตแล้วคร้าบผม 🙂

    • Jerry Asanachinda

      เป็นแฟนพันธุ์แท้เหมือนกันครับ พอดีบทความนี้คุณ Alecaster เขียน แล้วผมขอมาครับ ขอโทษทีที่ตกหล่นเครดิตครับผม

  • Leon Fong

    เอาบทความมาจากในพันทิพย์ป่ะครับ
    ไมไม่ลงเครดิตให้เค้าด้วยล่ะครับ
    -..-

    • ขอโทษทีครับ พอดีลืมครับผม คุณ Alecaster เป็น Fanpantae เหมือนกันครับ
      บทความนี้เครดิตให้แกเต็มๆเลยครับ ต้องขอโทษทีที่ตกหล่นทำให้เข้าใจผิดนะครับ _/\_