Home Exclusive Sense Special Sense Thai Taste Special : วัยระเริง (พ.ศ. 2527)

Sense Thai Taste Special : วัยระเริง (พ.ศ. 2527)

0 2438

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ปีที่แล้ว…ทางค่าย ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ได้ทำการเชิญเราไปยังบริษัท…เพื่อที่จะทำการทดลองอะไรบางอย่าง…

ซึ่งสิ่งนั้น ทาง ไฟว์สตาร์ เรียกว่า Five Star Vintage…

Five Star Vintage นี่เป็น theme ของการจัดฉายภาพยนตร์ของทางค่าย ที่เป็นการนำเอาภาพยนตร์ที่ได้สร้างเอาไว้มาตั้งแต่ที่เริ่มก่อตั้งบริษัทในปี พ.ศ. 2516 มาจนถึงปัจจุบัน…มาทำการ remastered ใหม่ ให้ภาพและเสียงในแบบ HD (High Definition)…ซึ่งเมื่อวานนี้เป็นการจัดงานนี้ครั้งแรก…

สาเหตุที่ทาง ไฟว์สตาร์ ต้องทำการนำเอาหนังของตัวเองมาทำการ remastered นั้น…จากที่ได้พูดคุยกับทีมงานก็สามารถจับประเด็นได้ 2 ข้อหลักๆ คือ…ด้วยความที่เทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นก้าวไกลกว่าเดิมค่อนข้างมาก…โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา…โดยที่ทางค่ายได้เป็นเจ้าแรกๆของประเทศที่ทำการขายหนังใน iTunes Store และ Play Store…เพื่อเปิดช่องทางการรับชมแบบใหม่…กับอีกเหตุผลที่ผมมองว่าน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด คือ ด้วยความที่ฟิล์มภาพยนตร์นั้นก็มีอายุการเก็บรักษาอยู่ประมาณหนึ่ง…การที่จะปล่อยเก็บไว้เฉยๆ ก็มีแต่ที่ฟิล์มภาพยนตร์เหล่านั้นมันจะเสียหายไปเปล่าๆ…ทางค่ายจึงลงทุนที่จะนำเอาหนังที่ได้สร้างมานั้น ทำการ remastered ให้เป็นแบบ digital เพื่อเป็นการเก็บรักษาด้วยนั่นเอง…ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ถูกๆ…

และภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำการ remastered แล้ว และ เราได้รับเกียรติให้ร่วมรับชมก็คือ…วัยระเริง…

—————————————————————

วัยระเริง เป็นภาพยนตร์ไทยของผู้กำกับ เปี๊ยก โปสเตอร์ ที่เข้าฉายครั้งแรกในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527…ถ้านับถึงปัจจุบัน ก็ครบ 30 ปีเต็มพอดี…เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ หนุ่ย-อำพล ลำพูน และ วรรษมน วัฒโรดม…ก่อนที่ทั้งคู่จะมาร่วมงานอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่องต่อไปของทั้งคู่ และ ประสบความสำเร็จแบบสุดๆอย่าง น้ำพุ (พ.ศ. 2527)…

พล็อตหลักๆของเรื่องก็มีแค่…ห้องเรียนห้องหนึ่งในโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง เป็นที่ขยาดของครูทั้งหลายในการรับมือ…จนกระทั่ง ครูประจำชั้น ผู้ซึ่งมีหลานชายที่ก็ไม่เอาการเรียนเช่นกัน แต่มีความสามารถด้านดนตรี…ครูท่านนี้เลยใช้ ดนตรี Hard Rock ที่กำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้น มาเป็นสื่อกลางในการละลายพฤติกรรมของนักเรียนห้องนี้…

หนังได้วางตำแหน่งตัวเองไว้ว่าเป็นหนังวัยรุ่น สนุกสนาน…ซึ่งก็นำเสนอออกมาได้ตามนั้น…แต่ว่าในตัวหนังก็ยังคงแฝงประเด็น และ เรื่องราวของสังคมในสมัยนั้น ซึ่งหลายๆสิ่งก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ในยุคปัจจุบัน…

อย่างแรกสุดเลยก็คือ วัยรุ่น…วัยรุ่นในสมัยนั้นก็แสดงออกมาในสิ่งที่อยากจะเป็น อยากจะทำ และ ต้องการให้ผู้ใหญ่เข้าใจ และ ยอมรับ…ทั้งตัวพระเอก ที่อยากจะเป็นนักดนตรี และ ต้องการพิสูจน์ให้พ่อของตัวเองยอมรับ…ซึ่งยังดีที่เขายังมี คุณย่า ซึ่งเป็นครูประจำชั้นของนางเอก เข้าใจ และ ให้การสนับสนุน…และตัวนางเอก ที่แสดงพฤติกรรมต่อต้านครูท่านอื่นๆ เพราะว่าตัวของครูท่านอื่นๆนั้นได้ตั้งแง่ และ ใช้ไม้แข็งในการสั่งสอน…ในขณะที่ ครูประจำชั้น นั้นเลือกที่จะทำความเข้าใจ และ ปรับวิธีในการสอนเด็กเหล่านี้แทน…

วัยรุ่นในยุคสมัยนั้น เมื่อมองย้อนกลับมายัง วัยรุ่นในปัจจุบัน…ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นัก…วัยรุ่นก็ยังคงต้องการเป็นในสิ่งที่อยากจะเป็น ทำในสิ่งที่อยากจะทำ และ ต้องการให้ผู้ใหญ่เข้าใจ และ ยอมรับเหมือนกัน…แต่ด้วยสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และ ปัจจัยอื่นๆในสังคม เราก็เลยจะมองเห็นว่า ปัญหาวัยรุ่นปัจจุบันนี้ รุนแรงกว่าสมัยก่อนค่อนข้างมาก…

อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การศึกษา…ระบบการศึกษาในยุคนั้น กับ ยุคนี้ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก…แม้ว่าการเรียนการสอนจะต่างจากสมัยนั้นไปเลยก็ตาม…แต่สิ่งที่ยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบันก็คือ ทัศนคติของคนที่เป็นครูผู้สอน…ครูหลายๆคนก็ยังคงมีความคิดว่า เด็กเรียนดี เด็กเรียนเก่ง เป็นเด็กน่ารัก…เด็กเรียนอ่อน เด็กไม่ตั้งใจเรียน เป็นเด็กเก…ในหนังก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า การแสดงของของครูบางท่าน ระหว่าง เด็กเรียนเก่ง กับ เด็กเก นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…และยิ่งครูแสดงออกกับเด็กจำพวกที่ครูนั้นเรียกไว้ว่า เด็กเก แบบนั้น ยิ่งเพิ่มความต่อต้านในการเรียนให้มากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง…ในขณะที่ครูประจำชั้นเอง มองเห็นว่า ด้วยวัยของเด็กนั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรเลวร้าย จึงเลือกใช้วิธีการเข้าหาเด็กแบบนุ่มนวล และ ยอมรับวัฒนธรรมในยุคสมัยนั้น มาปรับใช้กับการเรียนการสอน…ซึ่งส่งผลลัพท์ออกมา เป็นการเพิ่มการยอมรับแก่เด็ก และ กระตุ้นให้เด็กเกิดการอยากเรียนรู้ในการเรียน…

ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นครับ…ทัศนคติของครูหลายๆท่านก็ยังคงเป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง…ในขณะที่ครูรุ่นใหม่ๆก็ดูเหมือนจะยังมีจิตวิญญาณของความเป็นครูยังไม่เต็มที่นัก…และที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ…ผู้ที่มีอำนาจในระบบการศึกษา เสือกเลือกที่จะทำสิ่งต่างๆขึ้นมา โดยที่ไม่ได้ดูสภาพแห่งความเป็นจริงเลยว่า มันจะส่งผลดีผลเสียโดยตรงกับเด็กมากน้อยแค่ไหน…

ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นทางการศึกษาขึ้นในปัจจุบัน…ที่คนที่เรียนดีเลยก็จะไปได้ดีกับการเรียน โดยที่ก็ไม่รู้ว่า จะสามารถนำไปใช้ในการทำงานจริงได้มากน้อยแค่ไหน…คนที่อยู่ระดับกลางๆก็อาจจะเรียนไปงั้นๆ ถึงเวลาจบมาก็นั่งทำงานไปวันๆ…และพวกที่เรียนไม่ไหว ก็จะแตกแยกออกไปสู่ปัญหาสังคมด้านอื่นๆตามมา…จริงอยู่ครับว่ามันไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบนั้นหมดทุกคน แต่ว่ามันมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นค่อนข้างสูง…

พูดกันตรงๆก็คือ…ระบบการศึกษาไทย ตอนนี้มันเลยคำว่า ล้มเหลว ไปไกลแล้วนะครับ…
ปัญหาครอบครัวก็มีหยอดมานิดๆนะครับ…กับเรื่องราวของ พระเอก และ พ่อผู้ที่มองแต่รายได้ และ ผลประโยชน์…ซึ่งหนังไม่ได้เล่นประเด็นนี้มากมายนัก เพราะว่าหนังได้ส่งตัวละคร คุณย่า ให้มาช่วยโอบอุ้มหลานชายคนนี้ ให้ได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เสียหาย และ ทำให้ใครเดือดร้อน…

ในสังคมไทยเรานั้น ยอมรับเลยว่า ปัญหาครอบครัว เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของปัญหาหลายๆอย่างนะครับ…และวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออย่าง วัยรุ่น ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่เปราะบางมากๆ…ใครที่ยังมีคนที่เข้าใจ และ สามารถโอบอุ้มดูแล ประคับประคองกันไปได้ ก็ถือว่าค่อนข้างโชคดีไป…ในขณะที่อีกหลายๆคนนั้น อาจจะไม่ได้มีโชคดีขนาดนั้น…ในเรื่องนี้ พระเอกของเรา ถือว่าโชคดีนะครับ ที่เขายังมีคนที่เข้าใจ…

————————————————————-

หนังได้สะท้อนวัฒนธรรมในสังคมยุคนั้นออกมาในรูปแบบของ ดนตรี และ การแต่งกาย กันเป็นหลักนะครับ…ช่วงเวลานั้นเป็นการคาบเกี่ยวกันของ ดนตรีแบบ Disco และ ดนตรี Rock…ในหนังเราจะได้ฟังเพลง Hard Rock กันแทบตลอดทั้งเรื่อง เพราะว่ามันเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวระหว่าง คู่พระนาง และ ครูกับนักเรียน…ในขณะที่ก็ยังแอบเสียดสีกันเล็กๆ กับการที่ ตัวครูประจำชั้น ที่เป็นคนยุคเก่า ฟังเพลงไทยเดิม…แต่กลับเลือกแต่งเพลงที่ใช้สอนนักเรียนเป็นเพลง Hard Rock!! และตัวคนรับใช้ของครูท่านนี้ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนกับการแต่งกาย…

แม้ว่าหนังจะนำเสนอเรื่องราวออกมาได้ค่อนข้างโอเค และ มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่บ้าง…แต่ด้วยความที่หนังมันอายุ 30 ปีเข้าไปแล้ว การที่ได้ชมในยุคสมัยนี้ (Admin Chcpzz เกิด พ.ศ. 2530…เกิดไม่ทัน และ ไม่เคยชมหนังเรื่องนี้มาก่อน) เลยมีความรู้สึกว่า หนังนั้นเดินเรื่องราวได้ ค่อนข้างเชย และ ทื่อตรงเกินไปในหลายๆจุด…ผมคิดว่าน่าจะเป็นรูปแบบของสไตล์หนังไทยในช่วงเวลานั้นมากกว่า ที่จะนำเสนอเรื่องราวกันแบบ ตรงๆ ง่ายๆ ถึงขั้น ทื่อๆดื้อๆ กันเลยในบางช่วง…

อีกจุดที่ผมชอบก็คือ งานภาพ…มุมกล้องอาจจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก แต่หลายๆช่วงนี่เห็นได้เลยว่า มันเป็นช็อตที่ดูง่ายๆ แต่ถ่ายทำจริงๆคงจะโคตรยาก โดยเฉพาะช็อตน้ำตก ที่นำเสนอแบบแช่ภาพไว้มุมหนึงซักพักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆแพนไป เพื่อรอให้คนจมน้ำนั้นไหลเข้าเฟรมมา…ผมไม่เห็นการถ่ายภาพออกมาในลักษณะนี้มานานมากๆแล้ว และผมก็มองว่า มันทำยากเอาเรื่อง กับการที่ต้องรอให้คนไหลเข้ากล้องแบบจังหวะค่อนข้างจะพอเหมาะพอเจาะ…ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากมากๆ…

แต่เมื่อมองย้อนกลับมาถึงปัจจุบัน…หลังๆบ้านเราก็ไม่ค่อยมีใครที่ทำหนังที่เล่นเรื่องราว และ ประเด็นแบบนี้ออกมาเท่าไหร่แล้ว ทั้งเรื่องราววัยรุ่นแบบเรียบง่าย และ ประเด็นการศึกษา…อาจจะเป็นเพราะว่า ทำออกมาแล้วมันขายยาก…(เพราะขนาด วัยระเริง เองก็ยังโปรโมตเองเลยว่า “ภาพยนตร์ เฮฮา ประสาวัยรุ่น เพลงเพียบ…เฉียบทุกเพลง” )

————————————————————–

กลับมาที่เรื่องราวของตัวหนัง เวอร์ชั่นที่ remastered กันบ้างครับ…

ด้วยความที่ผมไม่ทันดูตอนเข้าฉายในโรงแน่ๆ และ ไม่เคยชมมาก่อนเลย…จากสิ่งทีได้ชมนั้น ผมถึงกับลืมไปเลยว่า นี่คือหนังที่มีอายุถึง 30 ปีแล้ว!! ภาพ และ เสียง คมชัดมากๆ…โดยเฉพาะภาพที่สีสันค่อนข้างสดใส และ ดูสว่างตากว่าที่คาด…ซึ่งทาง ไฟว์สตาร์ ได้บอกมาว่า เวอร์ชั่นที่เราได้ชมกันนั้น เป็นการ remastered แบบละเอียดสุดๆ และ สมบูรณ์แบบกว่าที่เคยมีมาก่อน…กว่าแบบที่ขายออนไลน์เสียอีก!!

และยิ่งเมื่อมาลองหาเพลงจากหนังฟัง และ ได้เห็นภาพที่ตัดมาจากหนังนั้น…เหมือนผมนั่งดูกันคนละยุคเลยครับ!!

https://www.youtube.com/watch?v=z9thlka1wEI

จริงอยู่ว่ามันทำยังไงก็ให้คมกริ๊บแบบหนังปัจจุบันไม่ได้อยู่แล้ว…แต่ความละเอียดและคมชัดของ วัยระเริง เวอร์ชั่น remastered แล้วนี้ ก็ให้ความสดใหม่แก่การรับชมได้เป็นอย่างดี จากความเห็นของหลายๆท่านที่ทันดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์…ยิ่งคนรุ่นหลังๆอย่างผมนี่ ชมแล้วยังตื่นตาตื่นใจเลยนะครับ…

————————————————

ทีนี้…หลังจากที่ได้ทดลองฉายให้แขกที่รับเชิญมากลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง (รวมทั้งทางเรา Sense on Films นี้ด้วย) ได้รับชมกัน…ทาง ไฟว์สตาร์ มีโครงการอะไรต่อไป สำหรับการ remastered หนังในครั้งนี้?

ตอนนี้ยังไม่มีการฟันธงเลยว่า จะดำเนินการออกมาในรูปแบบไหน…โดยในช่วงนี้อาจจะยังคงเป็นการทดลองฉายกลุ่มเล็กๆกันไปก่อน…โดยที่บางที ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะมีการจัดเป็นเทศกาลหนัง หรือ นิทรรศการ หรือ อาจจะเข้าฉายในโรงเป็นการเฉพาะกิจ…เราก็ยังไม่ทราบได้…แต่สิ่งที่ ไฟว์สตาร์ ออกตัวก่อนเลยก็คือ “เรายังไม่มีแผนที่จะจำหน่ายออกมา…เราต้องการที่จะเผยแพร่ออกมาแบบนี้มากกว่า”

แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น…ผมมองเห็นความพยายามในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยของทางค่าย ในการที่ remastered หนังไทยของตัวเองไว้ เพื่อเป็นการเก็บรักษาไม่ให้มันสูญสลายไปตามกาลเวลา…นี่คือสิ่งที่ต้องขอชื่นชมจากใจจริง…

และผมก็หวังว่า ในอีกไม่นานนี้…ทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ก็คงจะมีโอกาสได้รับชม หนังไทยเก่าๆที่ขึ้นหิ้งกันไปแล้ว ที่ผ่านการ remastered ให้คมชัดขึ้นแล้ว…ในรูปแบบต่างๆ ที่ทาง ไฟว์สตาร์ เตรียมที่จะนำเสนอต่อไป…

ขอขอบคุณ ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น สำหรับโอกาสดีๆในครั้งนี้…

ปล. จากการที่ได้นั่งคุยกันหลังจากชมหนังเรื่อง วัยระเริง จบแล้ว…หลายท่านๆได้พูดถึงความน่ากลัวของหนังเรื่อง เงินปากผี (ซึ่งก็ remastered เสร็จแล้วเช่นกัน)…ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ชมเมื่อไหร่เหมือนกัน (ทั้งๆที่ตัวผมเองโคตรจะกลัวผีก็ตาม)…แต่ผมขอจองที่นั่งไว้ก่อนล่ะ ^-^

ปล. 2 พรุ่งนี้ (13 กุมภาพันธ์) จะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง ฉบับ remastered นี้ ทางช่อง ไทยรัฐทีวี ตั้งแต่เวลา 22:00 น. เป็นต้นไป…

คนไทยร่างใหญ่ที่เริ่มชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย...และชอบติดตามข่าวสาร จนจับพลัดจับผลูได้มานั่งเขียนข่าวสารต่างๆมาตั้งแต่ปี 2011...