Home Exclusive KONG: Skull Island | ‘KONG’ อาจไม่ใช่ ‘ลิง’

[Sense Special] KONG: Skull Island | ‘KONG’ อาจไม่ใช่ ‘ลิง’

0 3470

                *บทความนี้อาจมีเนื้อหาบางส่วนที่เป็นการสปอยล์ ไม่เหมาะแก่ผู้ที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์ทั้ง GODZILLA (2014) และ KONG: Skull Island

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมการออกแบบลักษณะท่าทางของราชาวานรยักษ์ ‘KONG’ ในครั้งนี้ ถึงดูเหมือนมนุษย์เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน กริยาต่างๆ (การกิน การใช้ชีวิตอื่นๆ) รวมไปถึงการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ บนเกาะหัวกะโหลก ที่ KONG มีการประยุกต์เอาวัตถุรอบตัวมาเป็นอาวุธ ตั้งแต่ต้นไม้ใหญ่ๆ จนไปถึงใบพัดเรือ

KONG ใช้ต้นไม้ต่างกระบองเพื่อหวด Skull Crawler

ย้อนกลับไปในปี 1930 ‘แมเรียน ซี คูเปอร์ ‘ผู้มีความคลั่งไคล้ในสัตว์โลกที่เรียกว่า ‘กอริลลา’ โดยตัวจุดประกายความคลั่งไคล้ของเขา มาจากกอริลลาของ ‘พอล ดูเชลลู’ ในหนังสือบันทึกการเดินทางชื่อ ‘Explorations and Adventures in Equatorial Africa’ ที่มีการบันทึกนิยามของกอริลลาและวาดภาพอย่างคร่าวๆ ออกมาดูเป็นอสูรกายที่น่าเกรงขาม แต่ดูคล้ายมนุษย์ เสริมด้วยคำบอกเล่าของชนพื้นเมืองที่เชื่อว่า อสูรกายชนิดนี้ถือครองผืนป่า และมีความอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีอะไรทำร้ายมันได้

ภาพวาด ‘กอริลลา’ ของ พอล ดูเชลลู จากหนังสือ Explorations and Adventures in Equatorial Africa

แมเรียน ซี คูเปอร์ จึงเกิดความต้องการที่จะทำหนังสัตว์ยักษ์ถล่มเมืองที่มีกอริลลาเป็นสัตว์ยักษ์ตัวชูโรงของเรื่อง คูเปอร์ติดต่อไปยังค่ายหนัง ‘RKO Radio Picture’ บริษัทผลิตภาพยนตร์ติดอันดับ 1 ใน 5 บริษัทใหญ่ที่สุดแห่งยุค โดยเขาได้ถ่ายทอดความต้องการที่จะใส่กอริลลาในหนังของเขาว่า กอริลลาของเขาจะต้องมีขนาดใหญ่กว่าปกติ

เมื่อไอเดียของคูเปอร์ได้รับการตอบรับ ขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบกอริลลายักษ์ โดยคูเปอร์วางให้กอริลลาตัวนี้มีพละกำลังเทียบเท่ากับพละกำลังของมนุษย์ถึง 100 คน มีใบหน้าที่ไม่ใช่เพียงแค่กอริลลาธรรมดา แต่ค่อนมาทางมนุษย์มากขึ้น

เมื่อโมเดลต้นแบบของกอริลลายักษ์ของคูเปอร์ออกแบบสำเร็จ ลักษณะโดยรวมของมันคือกอริลลาที่มีรูปลักษณ์บางอย่างคล้ายมนุษย์ เช่น มีร่างกายที่ผอมเพรียวขึ้น แทนที่จะมีพุงและสะโพกที่ใหญ่แบบกอริลลาทั่วไป ทำให้มันดูมีความเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์อยู่ในตัว

ส่วนที่มาของชื่อ KONG นั้น เกิดจากการที่ แมเรียน ซี คูเปอร์ ชอบตัวอักษร K และอยากสร้างคำที่ฟังแล้วดูมีพลัง จนเขาได้ค้นพบถึงถิ่นกำเนิดของกอริลลา นั่นคือผืนป่าแห่งประเทศ ‘คองโก’ ในทวีปแอฟฟริกา จึงหยิบเอาพยางค์แรกของชื่อประเทศมาใช้เป็นชื่อของสัตว์ยักษ์จนเกิดเป็นชื่อ ‘KONG’ ที่ฟังดูมีพลัง ลึกลับ แต่จดจำง่าย และแล้ว KONG ของแมเรียน ซี คูเปอร์ ก็ได้ยลโฉมบนจอเงินในปี 1933

KONG vs. Pteranodon ในหนัง KING KONG (1933)

ต่อมาในปี 1962 ชื่อเสียงของ KONG สัตว์ยักษ์แห่งอเมริกา ได้เป็นที่รู้จักไปถึงดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง ‘ญี่ปุ่น’ ที่ได้ประกาศศักดาหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ของค่าย TOHO มาตั้งแต่ปี 1954 นั่นคือ ‘GODZILLA’ จึงเกิดไอเดียแก่ทีมผู้สร้าง GODZILLA ที่จะจับเอาราชาแห่งสัตว์ประหลาดสุดแดนตะวันตกมาปะทะกับสุดแดนตะวันออก จนกลายมาเป็น KING KONG vs. GODZILLA ออกฉายในปี 1962 ที่ใช้เทคนิค Suitmation หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ชุดยาง’ ที่จะให้นักแสดงใส่ชุดสัตว์ประหลาดมาสู้กัน หรือถล่มเมืองจำลอง และที่พิเศษสุดๆ สำหรับการเจอกันของ 2 ราชาคู่นี้ นั่นคือ KING KONG vs. GODZILLA (1962) คือหนังเรื่องแรกของทั้งคู่ที่เป็นหนังแบบภาพสี จากตลอดมาที่ทั้ง GODZILLA และทั้ง KONG ก็มีหนังเป็นของตัวเองถึง 2 ภาค แต่ยังเป็นภาพขาวดำ

KONG vs. GODZILLA ในหนัง KING KONG vs. GODZILLA (1962)

ในส่วนนี้ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมผู้สร้าง KONG: Skull Island ออกแบบ KONG ตัวใหม่ไซส์ใหญ่กว่าเดิม ให้มีท่าทางคล้ายมนุษย์ เพื่อต้องการ Throwback ไปถึงการออกแบบของแมเรียน ซี คูเปอร์ ที่คิงคองจะมีลักษณะคล้ายครึ่งคนครึ่งลิง และเทคนิค Suitmation ที่สัตว์ประหลาดจะมีกริยาท่าทางคล้ายกับคน

จากมุมมองของผมเอง นอกจากการ Throwback ถึง KONG ตัวแรกในปี 1933 หรือเทคนิค Suitmation ในปี 1962 แล้ว ยังมีแนวคิดว่า KONG อาจเป็นมากกว่าลิง หรือมากกว่าแค่ลิงยักษ์โตผิดไซส์ แต่มันคือเผ่าพันธุ์มนุษย์วานรที่เพิ่งวิวัฒนาการมาจากลิงที่ลงจากต้นไม้แล้วเริ่มเดินหลังตรง ตรงกับสายพันธุ์ ‘Australopithecus Afarensis’ (ออสตราโลพิเธคัส อะฟาเรนซิส) ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5 ล้านปีที่แล้วในความเป็นจริง โดย Australopithecus เรียกได้ว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นแรกของช่วงเวลาของวานรก่อนจะมาเป็นมนุษย์ที่นอกจากจะเริ่มเดินแบบสองขาและหลังตรงแล้ว Australopithecus ยังรู้จักนำเอาวัตถุจากสิ่งแวดล้อมมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ เช่น การใช้หินกะเทาะเปลือกแข็งของผลไม้ หรือใช้กะเทาะกระดูกของสัตว์อื่นๆ เพื่อคว้านกินไขสันหลัง และการใช้ท่อนไม้ หรือท่อนกระดูกที่มีความยาวและขนาดพอดีมือมาเป็นอาวุธในการต่อสู้กับสัตว์อื่นๆ รวมไปถึงพวกเดียวกันเอง ซึ่งตรงกับท่าทางของ KONG เป็นอย่างมากที่มีการประยุกต์วัตถุจากสิ่งแวดล้อมมาใช้งานต่างอุปกรณ์หรือเครื่องทุ่นแรง

Australopithecus Afarensis