Home Exclusive Sense Special Sense Special!! : เมื่อคนแถบอเมริกาเหนือ ไปดูหนังในโรงลดลง…ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี!!

Sense Special!! : เมื่อคนแถบอเมริกาเหนือ ไปดูหนังในโรงลดลง…ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี!!

0 1650

ผ่านพ้นปี 2014 ไปแล้วนะครับ…

ช่วงนี้ก็จะเป็นการสรุปโน่นสรุปนี้ประจำปีกันไป…ซึ่งเราก็จะทยอยนำเสนอมาให้ได้อ่านกันนะครับ…

แต่เรื่องนี้จะนำมาฝากในวันนี้…เป็นอะไรที่น่าตกใจพอสมควรครับ…

ปี 2014 ที่ผ่านมานั้น…Box Office ของอเมริกาสรุปยอดรายได้รวมที่ 10,351.4 ล้านเหรียญ…โดยมีตั๋วขายออกไปทั้งสิ้น 1,274.8 ล้านใบ…ราคาตั๋วเฉลี่ยอยู่ที่ 8.12 เหรียญ…และมีหนังเข้าฉายโรงทั้งสิ้น 685 เรื่อง…

ซึ่งรายได้ 10,351.4 ล้าน นั้น…ลดลงจากปีก่อนหน้านี้ (2013) ถึง 5.2%!! โดยปีนั้นทำได้ 10,923.6 ล้านเหรียญ…และถือได้ว่า น้อยที่สุดในรอบ 5 ปีหลังสุดนี้นะครับ…

แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือ…จำนวนตั๋ว 1,274.8 ล้านใบ ที่ขายได้นั้น…น้อยที่สุดในรอบ 20 ปีหลังสุดนี้เลยนะครับ!! ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา…มีแค่ปี 1995 เท่านั้นที่ขายตั๋วได้น้อยกว่า…และเป็นปีแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ที่ขายตั๋วได้ไม่ถึง 1,300 ล้านใบ!!

ซึ่งในปี 1995 นั้น…ราคาตั๋วเฉลี่ยอยู่ที่ 4.35 เหรียญเท่านั้น…

 

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น…3 อันดับหนังทำเงินในอเมริกาของปี 2014 นี้ได้แก่…

1. Guardians of the Galaxy – 332.9 ล้านเหรียญ

2. The Hunger Games: Mockingjay – Part 1 – 319.1 ล้านเหรียญ

3. Captain America: The Winter Soldier – 259.7 ล้านเหรียญ

 

ที่น่าตกใจก็คือ…จำนวนเงิน 332.9 ล้าน ของ Guardians of the Galaxy นั้น…เป็นรายได้สูงที่สุดของปี ที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปีเลยนะครับ!!

ซึ่งถ้านับจากปี 2000 เป็นต้นมา…จะมีแค่ How the Grinch Stole Christmas (260 ล้าน) ในปี 2000 และ Harry Potter and the Sorcerer’s Stone (317.5 ล้าน) ในปี 2001 เท่านั้นที่ได้น้อยกว่า…

 


 

 

มันเกิดอะไรขึ้นที่นั่น? ทำไมคนอเมริกันไปดูหนังลดลง?

ปัจจัยที่ผมพอจะมองเห็นก็มีอยู่ไม่กี่อย่างนะครับ…

 

– การเติบโตของ VOD และการล่มสลายของธุรกิจเช่าวิดีโอ…

การพัฒนาเทคโนโลยีด้านอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วราวกับก้าวกระโดดนี้ ทำให้หลายๆอย่างในการใช้ชีวิตดูจะสะดวกสบายมากขึ้น…

รวมทั้งการรับชมสิ่งบันเทิงต่างๆด้วย…

ในอเมริกานั้นมีครบครันทั้งแบบ เคเบิลใยแก้ว, ดาวเทียม และ streaming ซึ่งอย่างหลังนี้น่าจะส่งผลกระทบมากที่สุด…

จากที่ต้องมารอประมาณ 3-4 เดือน กว่าที่จะได้ชมหนังที่ออกโรงแล้วทาง ร้านเช่าหนัง หรือ เคเบิลต่างๆ…กลับกลายเป็นว่า เดี๋ยวนี้รอหนังออกโรงไปแค่ 1-2 เดือน ก็สามารถซื้อ หรือ เช่า มาดูที่บ้านได้เลย…

หนำซ้ำ บางเรื่องก็กลายเป็น exclusive ที่สามารถดูได้ในระบบ video-on demand (VOD) ได้พร้อมๆกับที่เข้าฉายในโรงเลยด้วยซ้ำ!!

แถมบางเรื่องก็ส่งตรงเข้า VOD ไปเลยก็มี!!

ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลต่อโรงภาพยนตร์เท่านั้น…แต่ทำให้ธุรกิจการเช่าหนังทั้งหลายถึงกับล่มสลายไปโดยปริยาย…

เห็นได้ชัดเจนจากการปิดตัวของร้าน Blockbuster ที่กลายสภาพเป็น Blockbuster on Demand ไปในที่สุด…

 

– สภาพเศรษฐกิจ

แน่นอนครับว่าการมาถึงของ VOD มันส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของอเมริกันชน ผู้รักความสะดวกสบายเป็นแน่แท้…เพราะว่าจ่ายเงินซื้อจากในบ้านได้เลย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปชมที่โรงภาพยนตร์…ไหนจะค่ารถ+ค่าน้ำมันเอย ค่าอาหารเอย ค่าของทานเล่นระหว่างชมเอย…

เมื่อคำนวนค่าใช้จ่ายแล้ว…VOD ประหยัดตังค์ได้มากกว่าเยอะเลยครับ…

เจ้าตลาดอย่าง Netflix นั้น…คิดค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 8.99 เหรียญ…แพงกว่าค่าตั๋วหนังโดยเฉลี่ยไปนิดเดียวเองนะครับ!!

หนังใหม่ๆใน iTunes ก็เช่าได้แบบ HD ที่เรื่องละ 4.99 เหรียญโดยประมาณ…

บ้านเราก็มี Hollywood HD เดือนละ 199 บาท…แต่ว่าบ้านเรายังไม่ค่อยนิยมกับการชมแบบ “ถูกลิขสิทธิ์” กันเท่าไหร่นัก…บริการนี้เลยยังไม่เป็นที่รู้จักมาก…แต่ราคาใกล้เคียงกับราคาตั๋วหนังในบ้านเรา…

จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่จะมีผู้ชมใช้บริการแบบนี้กันมากขึ้น…

 

– โหลดเถื่อน

ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์แบบบ้านเรานั้นคงไม่ต้องพูดอะไรกันมากนะครับ…

แต่ใช่ว่าที่อเมริกานั้นจะไม่เป็นปัญหา…ที่นั่นก็ได้รับผลกระทบกันหนักเหมือนกัน…

หนังหลายๆเรื่องนั้นก็หลุดออกมาบ้าง ทั้งแบบแอบถ่ายจากในโรง หรือ ออกมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง…

The Expendables 3 หลุดออกมาก่อนเข้าฉายในโรงถึง 3 สัปดาห์…และมีคนโหลดไปดูถึง 2.2 ล้านครั้ง…Lions Gate ผู้เป็นเจ้าของหนัง เสียรายได้ไปไม่น้อยกว่า 100 ล้านเหรียญ…

นี่ยังไม่นับถึงเรื่องที่ Sony ถูก hacker ปล่อยหนังในช่วงปลายปีอีกนะครับ…

และมีการสรุปออกมาแล้วนะครับว่า ในปี 2014 ที่ผ่านมานั้น…ภาพยนตร์ที่ถูก “โหลดเถื่อน” จากทุกๆอ่าว และ ทุกๆโฮสต์นั้น มีดังต่อไปนี้…

 

1. The Wolf of Wall Street
2. Frozen
3. Gravity
4. The Hobbit: The Desolation of Smaug
5. Thor: The Dark World
6. Captain America: The Winter Soldier
7. The Legend of Hercules
8. X-Men: Days of Future Past
9. 12 Years a Slave
10. The Hunger Games: Catching Fire

 

และที่น่าตกใจก็คือ…อันดับ 1 อย่าง The Wolf of Wall Street นั้น…โดนโหลดเถื่อไปไม่ต่ำกว่า “30 ล้านครั้ง” เลยนะครับ!!

ปล. สถิตินี้เขานับมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 ธันวาคม 2014 นะครับ…

ปล.2 ผมรู้…คุณก็โหลด…^_^

 

– คนดูเริ่มเบื่อหนังฟอร์มยักษ์?…

อย่าได้ปฏิเสธกันเลย ว่ายุคนี้มันไม่ใช่ยุคของพวก เหนือมนุษย์ และ หุ่นยนต์!!

20 อันดับหนังทำเงินของปี 2014 นั้น…เหนือมนุษย์ มาซะ 6…หุ่นยนต์อีก 1…ถ้านับพวกตัวเอกเป็น hero อีกก็ต้องเพิ่ม The Hunger Games: Mockingjay – Part 1 กับ Divergent เข้ามาอีก…เกือบครึ่งหนึ่งพอดี…

แน่นอนครับว่าอะไรที่มันออกมาเยอะๆ ซ้ำๆ มันก็ไม่ค่อยที่จะดึงดูดผู้ชมเท่าไหร่นัก…

Transformers: Age of Extinction ทำเงินในบ้านไป 245.4 ล้านเหรียญ…น้อยที่สุดในบรรดา 4 ภาค…แต่ด้วยความที่มันโกยเงินทั่วโลกรวมได้เฉียดๆ 1,100 ล้านเหรียญแล้วนั้น…มันเลยต้องมีภาค 5…

The Amazing Spider-Man 2 นั้นก็รักษาสถิติของฮีโร่โคตรอาภัพตัวนี้ต่อไปได้นะครับ…คือยิ่งสร้างออกมา รายได้ในบ้านก็ยิ่งได้น้อยลง – -” แม้ว่าจะทำเงินนอกบ้านได้ถึง 506.1 ล้านเหรียญก็ตาม…

ในขณะที่ Interstellar ของ Christopher Nolan นั้น…แม้จะไม่ใช่ 2 ประเภทที่ว่า…แต่ผู้ชมบางส่วนก็เริ่มจะเบื่อๆสไตล์หนังที่เข้าใจยากของแก จนทำให้ทำเงินได้บ้านไปได้เพียง 181.2 ล้านเหรียญเท่านั้น…

และปีนี้ หนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง คว่ำในบ้านกันเป็นแถวเลยนะครับ…

Edge of Tomorrow, 300: Rise of An Empire, The Maze Runner, Noah, Penguins of Madagascar (ติดมาด้วยรึ?), Hercules, Exodus: Gods and Kings, RoboCop, Jack Ryan: Shadow Recruit, Dracula Untold และ Need for Speed…

อ้อ!! ลืม The Expendables 3 กับ Pompeii ไปซะงั้น…

แถมในปี 2015 นี้…พวก เหนือมนุษย์ และ หุ่นยนต์ นั้น…มันจะมีมากกว่านี้อย่างแน่นอน!!

 


 

 

แล้วปี 2015 ล่ะ…จะมีแนวโน้มดีขึ้นกว่านี้ไหม?

อันนี้เราต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดล่ะครับ…เพราะว่ามันเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางเลย…ถ้าไม่รุ่งเรืองสุดขั้ว มันก็จะตกต่ำสุดขีด…

และปี 2015 นี้…อาจจะเป็นปีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน Hollywood อีกครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้นะครับ!!

เพราะว่าปีนี้ หนังฟอร์มยักษ์ขนาด B+ ถึง A+ เข้าฉายกันเยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมา…และหลายเรื่องก็ชนกันตู้มต้ามเสียด้วย…

เราอาจจะได้เห็นหนังฟอร์ยักษ์หลายเรื่องนี้แป๊กจนน่าตกใจ และ อาจจะมีหนังฟอร์มเล็กหลายๆเรื่องที่ฮิตเกินคาด…

รวมทั้งการเติบโตของ series ที่ฉายแบบ exclusive ทั้งหลาย…โดยเฉพาะจาก 2 ค่ายฮีโร่อย่าง Marvel และ DC…ซึ่งน่าจะมีผลในการที่ผู้ชมจะตัดสินใจเดินทางออกไปชมภาพยนตร์ในโรงแน่นอนล่ะครับ…

ยังไม่นับการพัฒนาของ VOD อีกนะครับ…รวมทั้ง พวก cable TV ก็คงไม่หยุดอยู่เฉยๆแน่นอน…

เป็นงานหนักของแต่ละค่ายหนัง และ โรงภาพยนตร์แต่ละเจ้าแล้วล่ะครับ…ว่าจะสามารถดึงผู้ชมจากการใช้เวลาในส่วนอื่นๆ เพื่อเดินทางมาชมหนังในโรงกันอย่างไร…

ไม่เช่นนั้น…ปี 2015 นี้…ทุกอย่างอาจจะแย่ลงกว่านี้ก็ได้…