Home Exclusive Sense Special Sense Special : เมื่อการรับชมภาพยนตร์ กำลังเดินทางมาถึง “ทางแยกสำคัญ” อีกครั้ง…

Sense Special : เมื่อการรับชมภาพยนตร์ กำลังเดินทางมาถึง “ทางแยกสำคัญ” อีกครั้ง…

0 2647

ช่วงนี้แวดวงภาพยนตร์ Hollywood นั้นค่อนข้างที่จะ “น่าตื่นเต้น” และ “น่าเบื่อ” ไปพร้อมๆกันนะครับ…

น่าตื่นเต้นตรงที่มีการลงทุนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะ พวกที่มาจาก การ์ตูน comic หรือ นิยาย…

แต่มันก็น่าเบื่อตรงที่…มันจะมีแต่หนังจำพวกด้านบนเสียเกือบหมด นั่นแหละครับ…- -”

เรื่องนี้ ถ้าจะโทษสาเหตุก็คงต้องรับผิดชอบร่วมกันหมดทุกฝ่ายนะครับ…ทั้งนายทุนผู้ลงทุนสร้าง, โรงภาพยนตร์ และ ผู้ชมเองก็ตาม…

ปัญหาทั้งหลายแหล่นั้นก็คงไม่ต้องสาธยายกันมากนะครับ…เชื่อว่าหลายๆท่านก็คงจะมองออก และ ทราบกันดี…

โดยที่ไม่มีอะไรที่รุนแรงมากไปกว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ อีกแล้ว…

ถ้าไม่เชื่อก็ไปดูสถิติที่เราได้นำเสนอกันมาในปี 2014 และ 2015 กันนะครับ…

ความพยายามครั้งใหญ่ของวงการในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น อยู่ที่การให้ความสำคัญกับ การรับชมในรูปแบบ streaming กันมากขึ้น…ซึ่งในเวลานี้ถือได้ว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก และ รุนแรงกันพอสมควร…

แต่ว่า…ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการโหลดเถื่อนดูฟรีลงไปได้มากเท่าไหร่นัก…

และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการภาพยนตร์ Hollywood ขึ้นอีกครั้งนะครับ…

ในกรณีที่…มันได้เกิดขึ้นจริงๆนะครับ…

 


 

โดยทั่วไปนั้น…ผู้ให้บริการ online streaming แบบ video-on-demand (VOD) ทั้งหลายนั้น ได้ตกลงเงื่อนไขกับเหล่า studio ในการที่จะนำเอาภาพยนตร์ของแต่ละค่ายมาฉายในบริการของตัวเอง ซึ่งมีช่วงเวลาที่ทิ้งห่างต่างกันตามแต่ที่ได้ตกลงกันไว้…

(ตัวอย่าง : Netflix ได้ตกลงทำสัญญากับทาง Warner Bros., Universal และ 20th Century Fox เอาไว้ว่า จะสามารถให้บริการ VOD หนังจากค่ายเหล่านี้ ภายหลังจากที่มีการวางแผงจำหน่ายในรูปแบบแผ่นต่างๆแล้ว 28 วัน)

แต่นั่นก็ยังไม่ช่วงให้ปัญหาการ “ล่องเรือ” ของผู้ชมที่ “มักง่าย” ทั้งหลายแหล่นั้นลดลงมากเท่าไหร่นัก…เพราะว่ากว่าที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องนั้น จะมาถึงขั้นตอนการวางแผงจำหน่ายในรูปแบบ home video (ศัพท์โคตรเก่าเลยแฮะ) ได้นั้น…อาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานประมาณ 2-3 เดือน หรือ มากกว่านั้น หลังจากที่เสร็จสิ้นการฉายจากโรงภาพยนตร์ไปแล้ว…

(ใครที่อยากดูไวๆแบบไม่อยากไปดูในโรง, ไม่อยากโหลดเถื่อน และ ไม่อยากรอซื้อแผ่น…แนะนำให้ไปใช้บริการของ สายการบิน และ โรงพยาบาล ของต่างประเทศเขานะครับ ^_^)

ถ้านับระยะเวลากันเล่นๆ…ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจะมีอายุไขในโรงภาพยนตร์ที่สหรัฐฯกันประมาณ 8 สัปดาห์…จากนั้นก็ไปอยู่บนเครื่องบิน และ โรงพยาบาลกันก่อน…หลังจากนั้นประมาณ 2-3 เดือน ถึงจะถูกนำมาลงแผ่นขาย…เท่ากับว่า หนังเรื่องนั้นมีระยะเวลาประมาณ 4 เดือน เป็นอย่างเร็ว ในการเดินทางจาก โรงภาพยนตร์ มาสู่ แผ่นแท้ ในมือคุณ…

แต่สำหรับ “ของฟรี” นั้น…มันสามารถหลุดออกมาได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากที่หนังเข้าฉายเลยนะครับ…แถมบางที มันก็หลุดออกมาก่อนเข้าฉายกันเป็นเดือน!!

ที่ล้มหายตายจากกันไปแล้ว คือ ร้านให้เช่าทั้งหลายแหล่นะครับ…ขนาดเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Blockbuster ยังต้องโบกมือลาไปเล่น on-demand กับเขาด้วยเลย…

และที่กำลังใกล้จะถึงจุดจบตามไป ก็คงจะเป็น บรรดาโรงภาพยนตร์ทั้งหลายนั่นแหละครับ…

 


 

Screen-Shot-2013-04-15-at-11.16.20-AM

 

กลับเข้าเรื่องในวันนี้กันเสียทีครับ…^_^

ตัวละครหลักในงวดนี้ คือ ยอดชายนาย Sean Parker ที่หลายๆคนอาจจะรู้จักเขาดีจากการที่เป็น ผู้ร่วมสร้าง Napster โปรแกรมที่เคยทำลายวงการเพลงโลกด้วย MP3 กันมาแล้ว และยังเป็นประธานคนแรกของ Facebook อีกด้วย…

เขาร่วมมือกับ Prem Akkaraju ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นของ SFX Entertainment (ไม่ใช่โรงหนังในบ้านเรานะครับ) รวมทั้งยังเคยทำงานให้กับ JP Morgan Entertainment Partners และ Sanctuary Music Group…ในการก่อตั้งบริษัท The Screening Room ขึ้นมา…โดยจะเป็นผู้ให้บริการ online streaming รายใหม่นั่นเอง…

แต่สิ่งที่ Sean Parker กำลังจะนำเสนอผ่านทาง The Screening Room ก็คือ…

 

“การให้ได้ชมหนังเข้าใหม่ไปพร้อมๆกับที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์”

 

โดยที่คอนเซปต์ที่ทาง The Screening Room ที่วางเอาไว้ก็คือ…ผู้ใช้บริการจำเป็นที่จะต้องติดตั้งกล้อง set-top box ของบริการนี้เสียก่อน ซึ่งจะโดนฟันกันดอกแรกแน่ๆ 150 เหรียญสหรัฐ…ซึ่งทางบริษัทออกมาคุยว่า กล่องนี้จะมีระบบป้องกันการขโมยข้อมูลอย่างดีเยี่ยม…

และในการรับชมแต่ละเรื่องนั้น จะต้องเสียเพิ่มอีกเรื่องละ 50 เหรียญ!!ขอย้ำนะครับว่า…เรื่องละ 50 เหรียญ!!

ซึ่งผู้ใช้บริการนั้นจะสามารถชมภาพยนตร์เรื่องนั้นๆได้ โดยต้องรับชมภายใน 48 ชั่วโมง…มิเช่นนั้นก็ต้องเสียตังค์ซื้อใหม่นะครับ…

ซึ่งถ้ามองเผินๆแล้ว…เหมือนจะยังไม่เห็น “ข้อดี” ของบริการนี้เลยนะครับ…โดยเฉพาะ โรงภาพยนตร์ ที่จะโดนผลกระทบโดยตรงจากบริการนี้เลย…

The Screening Room ก็เลยมีก๊อกสองไว้รองรับนะครับ…โดยที่ผู้ที่จ่ายตังค์ซื้อบริการ 50 เหรียญ/ครั้ง สามารถเลือกได้ว่า จะชมผ่านกล่อง set-top box อยู่ที่บ้าน หรือ จะเดินทางไปดูในโรงภาพยนตร์…โดยที่สามารถไปรับบัตรชมภาพยนตร์เรื่องนั้นฟรี 2 ที่นั่ง ในโรงภาพยนตร์ที่เป็นพันธมิตรกับทางผู้ให้บริการ…

และในตอนนี้…ทาง TSR (ขออนุญาตย่อชื่อนะครับ) ได้ออกมาเคลมแล้วว่า…ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับทาง AMC Theatres ซึ่งเป็นเครือโรงภาพยนตร์รายใหญ่เจ้าหนึ่งในสหรัฐฯ กันแล้วนะครับ!!

 

อ้าว…ไฉนโรงภาพยนตร์ถึงได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ล่ะ?

แน่นอนครับ…ผลประโยชน์ล้วนๆ…

TSR ได้ออกมาเปิดเผยว่า…รายได้จำนวน 50 เหรียญจากการให้บริการนั้น…จะแบ่งให้ทาง โรงภาพยนตร์ที่ “เอาด้วย” กับโปรเจคต์นี้ ประมาณ 20 เหรียญ เลยทีเดียวนะครับ…โดยที่ ผู้จัดจำหน่าย ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆจะได้ไป 20% ของรายได้นี้…ส่วน TSR ขอ “ค่าข้าว” แค่ 10% ก็พอ…

จากส่วนแบ่งด้านบนนี้…ทางโรงภาพยนตร์ “ยิ้มแฉ่ง” เลยล่ะครับ…เพราะว่าที่ผ่านๆมา ไม่เคยได้รับอะไรเลยจากพวก VOD เจ้าอื่นๆมาก่อน…

มาคำนวนกันเล่นๆ…ราคาเฉลี่ยตั๋วหนังในสหรัฐฯตอนนี้ อยู่ที่ 8.70 เหรียญต่อใบ…ฉะนั้นแล้ว ส่วนแบ่ง 20 เหรียญจากทาง TSR นั้นถือว่าโรงหนังไม่เจ็บตัวหนักเท่าไหร่นัก…เพราะว่าจำนวนยอดตั๋วที่ขายได้ลดลง แต่รายได้จากการขายตั๋วไม่ได้ลดลงตามไปด้วย…ที่อาจจะขาดหายไปคือ รายได้จากการขายของอื่นๆ…ซึ่งถ้าเทียบกับบริการเจ้าอื่นๆที่ไม่เคยให้อะไรมาเลยนั้น…AMC เลยมองว่า “คุ้ม” นะครับ…

 

ทว่า…นอกเหนือจาก AMC แล้วนั้น…เหล่าผู้ที่เกี่ยวข้องที่ได้รับเชิญไปฟังโปรเจคต์นี้จากทาง TSR…กลับไม่มีใครเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่ายหนังต่างๆเองก็ตาม…โรงภาพยนตร์เครืออื่นๆเอย…ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เอย…โดยเฉพาะ Disney ที่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนเลยว่า “กูไม่เอาด้วย”…

ดูท่าแล้ว…โปรเจคต์นี้ไม่น่าจะรอดกันตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยนะครับ…

แต่ว่า…สถานการณ์อาจจะมีการพลิกผันกันอีกครั้งก็เป็นได้…

เพราะมีรายงานออกมาด้วยนะครับว่า…เหล่าผู้สร้างภาพยนตร์ โดยเฉพาะ ผู้กำกับชื่อดังหลายคน อาทิ Steven Spielberg, Peter Jackson, J.J. Abrams, Brian Grazer และ Ron Howard เหมือนจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และ เตรียมที่จะให้การสนับสนุนโครงการนี้กันนะครับ!!

 


 

 

งานนี้ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะครับ…ว่าโปรเจคต์นี้มันจะเป็นอย่างไรกันต่อไป…และ พลังของฝั่งไหนที่จะ “strong” กว่ากัน…

ความเห็นส่วนตัว…ผมมองว่า แนวคิดนี้มันก็มีทั้ง ผลดี และ ผลเสีย นะครับ…

มาว่ากันที่ผลดีก่อน…อย่างแรกๆก็คือ การที่แบ่งรายได้ให้กับทางโรงภาพยนตร์นั้น เหมือนเป็น “น้ำเลี้ยง” ที่ช่วยต่ออายุให้กับ โรงภาพยนตร์ต่างๆ เองด้วยนะครับ…อย่างน้อยๆ ได้มาบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย อย่างที่เกิดขึ้นกับ VOD และ “โหลดเถื่อนดูฟรี” นะครับ…

อีกจุดดีที่อาจจะมองข้ามกันไปก็คือ…เป็นโอกาสที่จะเพิ่มฐานลูกค้าให้ได้รับชมภาพยนตร์ใหม่ๆได้ง่ายมากขึ้น…โดยเฉพาะ กลุ่มผู้ที่ ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปชมที่โรงภาพยนตร์ นะครับ…ถ้ามองลึกลงไปก็คงจะเป็น ผู้ทุพพลภาพ, คนชรา และ เด็กเล็กๆที่อาจจะยังไม่เหมาะกับการไปชมในโรง นั่นเอง…

และสำหรับบางคนนั้น…ถือได้ว่าเป็นการ “ลดค่าใช้จ่าย” ที่จะต้องใช้ในการชมภาพยนตร์ลงไปนะครับ…ซึ่งก็เป็นจุดที่ต้องตระหนักถึงด้วยเช่นกัน ในสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กันไปทั้งโลกแบบนี้…

 

 

มาที่ผลเสียกันบ้าง…อย่างแรกก็คือ รายได้ของโรงภาพยนตร์จะลดลงอย่างแน่นอน…แม้ว่าจะได้จาก TSR มาช่วยแล้วก็ตาม…และอาจจะกระทบชิ่งไปถึง รายได้ของธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง…ทั้ง ของขบเคี้ยวทางเล่นทั้งหลายเอย…ร้านรวงต่างๆที่อยู่ในละแวกโรงภาพยนต์เอย…

มาที่เรื่องต่อไป…แม้ว่าทาง TSR จะออกมาคุยไว้ใหญ่โตแค่ไหนว่า ระบบป้องกันการขโมยข้อมูลของพวกเขานั้นยอดเยี่ยม…แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้จริงในเวลานี้ว่า เมื่อให้บริการจริงแล้ว จะไม่สามารถหาวิธีที่จะ “ขโมย” หนังเหล่านี้มา “ปล่อยฟรี” ได้จริงๆ…และยิ่งถ้ามีคนที่สามารถ “เจาะระบบ” นี้เข้าไปได้จริงๆ…มันจะยิ่งทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ในตอนนี้ “ชิบหาย” มากกว่าเดิมหลายเท่าเลยนะครับ…ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ไม่มีค่ายหนังใดเลยที่เห็นด้วยกับโปรเจคต์นี้…

(นี่ยังไม่นับถึงพวก home video ที่ตายไปรอบนึงแล้วจากการมาถึงของ VOD นะครับ)

 

และอีกข้อเสียเลยที่จะเกิดขึ้น…และมันเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับพวกเราทุกคนเลยนะครับ…

มันจะทำให้ “วัฒนธรรมในการไปชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์” ค่อยๆเลือนหายไป นั่นเองครับ…

 

—————————————————————

 

credit : รูปภาพโรงภาพยนตร์ AMC Theaters ที่ Vallco Fashion Park จาก DPR Construction