Home Review ZOOTOPIA มหานครสัตว์โลกเสมือนจริง

[Sense Review] ZOOTOPIA มหานครสัตว์โลกเสมือนจริง [A-]

0 1249

ZOOTOPIA

กำกับโดย ไบรอน โฮเวิร์ด (ราพันเซล, โบลท์) และ ริช มัวร์ (เวร็ค-อิท ราล์ฟ, เดอะ ซิมป์สันส์) และผู้ช่วยผู้กำกับ จาเรด บุช (เพ็นน์ ซีโร่: พาร์ทไทม์ฮีโร่)

ความยาว 108 นาที

มหานครสุดทันสมัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแ­ห่งซูโทเปีย คือเมืองที่ไม่เหมือนใคร สถานที่ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จากช้างตัวมหึมาไปจนถึงกระแตตัวจิ๋ว คุณสามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโลกสวยอย่าง จูดี้ ฮอบส์ (Ginnifer Goodwin) ได้มาถึง เธอก็รู้ว่าการเป็นกระต่ายตัวแรกในกองตำรว­จของเหล่าสัตว์ใหญ่ผู้บึกบึนนั้นไม่ใช่เรื­่องง่าย ด้วยความมุ่งมุ่นในการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงกระโจนเข้าสู่การคลี่คลายคดี ถึงแม้ว่ามันจะต้องเป็นการร่วมมือกับจิ้งจอก 18 มงกุฏปากไว นิค ไวลด์ (Jason Bateman) ในการไขปริศนาลึกลับนี้

เหมือนว่าการใช้ตัวละครเป็นสัตว์ในเรื่องนี้จะเป็นแค่การสร้างสัญลักษณ์ในเชิงแบ่งแยกชาติพันธุ์ของมนุษย์เพียงเท่านั้น เพราะสังเกตได้จากการที่หนังเลือกที่จะใช้ความเป็น Anthropomorphism เต็มรูปแบบ โดยการทำให้พวกสัตว์ในโลกของ ZOOTOPIA เปรียบเสมือนกับมนุษย์ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะท่าทางการเดินไปจนถึงทัศนคติต่างๆ แต่ก็ยังไม่ละทิ้งการเล่นประเด็นคุณลักษณะทางธรรมชาติต่างๆของสัตว์ นอกจากมันจะสร้างอรรถรสให้ลึกขึ้นไปอีกขั้นผ่านบทสนทนาที่ฉลาดเฉลียวมีชีวิตชีวา มากกว่าประเภทโลกสวยไร้สาระแล้ว มันยังทำให้เด็กน้อยใหญ่ทั้งหลายได้รับรู้ถึงความเป็นไปที่แท้จริงของโลกนี้ได้อย่างดี ผ่านการสอดแทรกสาร “โลกนี้ไม่ได้สวยอย่างที่คิด” จากตัวละครใหญ่ของเรื่องซึ่งก็คือมหานคร ZOOTOPIA ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายตั้งแต่ภูมิประเทศ สภาพอากาศ ไปจนถึงประชาชนที่อยู่ในเมืองนานาพันธุ์ เช่นเดียวกันกับมนุษย์เราที่มีหลายเชื้อชาติอยู่บนโลกนี้ ผู้ล่า และเหยื่อก็กลายเป็นรากฐานของสังคมที่สามารถสะท้อนไปถึงระบบชนชั้นทางสังคมและอำนาจที่ครอบครองโดยไม่ชอบธรรมของผู้มีสิทธิพิเศษเป็นทุนเดิม การใช้เส้นสายทางการเมืองเป็นทางลัดเหนือกฏหมายก็เป็นอีกเรื่องที่นำเสนอมาได้อย่างตรงไปตรงมา จากการที่ฮอปส์มักจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันทีทันใดจากเบลเวทเธอร์ ผู้ช่วยนายกเทศมนตรีที่เป็นเพียงผู้เดียวในเมืองที่เห็นค่าความสามารถของเธอ และมีสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกัน ซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่จะให้เด็กดูฉากพวกนี้เสียเท่าไหร่ จะว่าไปแล้วมันก็เป็นอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นถึง woman และ minority power เหมือนกันนะ การจับกระต่ายกับจิ้งจอกมาเป็นคู่หูกันถือว่าเป็นการเสริมแก่นเรื่องให้แข็งแรงเข้าไปอีกชั้น ทำให้การคุมโทนและทิศทางของเรื่องดำเนินไปด้วยดีไม่มีไขว้เขว๋เลยทีเดียว ยังไม่นับกลิ่นอายความเป็นภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์สืบสวนสอบสวน ที่สังเกตเห็นได้จากการดำเนินเรื่องแบบภาพยนตร์ suspense ในช่วงองก์ที่ 2 ของเรื่องเป็นต้นไป บวกกับการออกแบบฉากสถาปัตยกรรมที่ละเอียดละออ ใส่ใจในทุกรายละเอียดราวกับนั่งชมภาพยนตร์เรื่อง Metropolis ของ Fritz Lang อีกครั้งในรูปแบบแอนิเมชั่น อันที่จริงตัวหนังก็ได้เก็บเล็กผสมน้อยจากหนังชั้นครูเรื่องอื่นนั่นแหละ การนำฉากหนังในตำนานมา parody ก็ถือว่าเป็นตัวสร้างสีสันและเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นฉากบ้าน Mr.Big ที่หยิบฉากแนะนำตัว Don Corleone จาก The Godfather มาล้อเลียนอย่างเจ็บแสบ และฉากอื่นอีกมากมาย (ไม่มีใครขำฉาก Walther กับ Jesse เลยหรอ?) นอกจากล้อภาพยนตร์แล้วก็ยังมาล้อวัฒนธรรมร่วมสมัยอีก เพลงป็อปเอย สมาร์ทโฟนเอย ซึ่งทำออกมาได้ดีนะในแง่ของการเสียดสีและให้ข้อคิดไปในตัว แต่ข้อเสียของเรื่องนี้คือประเด็นมันเยอะจนให้ความสำคัญได้ไม่ค่อยดี ประเด็นที่ควรเน้นหนักก็ถูกแทนที่ด้วยประเด็นอื่นไปเรื่อยๆ จนบางทีผู้ชมเลือกจุดที่จะให้หนังพาไปไม่ได้ ไม่เป็นไร เพราะแต่ละประเด็นก็ถูกตีแผ่ออกมาได้ชัดเจน

ต้องขอบคุณบุคลากรชุดเดิมของ Disney ผู้สร้าง Frozen และ Big Hero 6 ที่ค่อยๆเพิ่มมาตรฐานให้ตัวเองในทุกๆเรื่อง การพากย์เสียงของ Ginnifer Goodwin กับ Jason Bateman ก็ลื่นไหลมาก ไม่รู้สึกเลยว่ามีอาการติดขัดเลย (แถม Idris Elba ให้อีกคน) ดนตรีประกอบของ Michael Giacchino ก็ดีงามตามท้องเรื่องอยู่แล้ว ตัดต่อกระชับไม่มีช่วงที่รู้สึกดึงหรือยืดยาว นี่มันคือแอนิเมชั่นที่ดีงามจนเกือบจะไร้ที่ติเลยสิเนี่ย!