Home Review Sense Review : The Martian…ความรู้ท่วมหัว จึงเอาตัวรอด

Sense Review : The Martian…ความรู้ท่วมหัว จึงเอาตัวรอด [A]

0 2813

ระหว่างภารกิจเดินทางสู่ดาวอังคาร…มนุษย์อวกาศ Mark Watney ถูกคิดว่าเสียชีวิตหลังเกิดพายุรุนแรงและถ­ูกทีมงานทิ้งไว้ แต่เขากลับรอดชีวิตและพบว่าตัวเองอยู่­อย่างโดดเดี่ยวลำพังบนดวงดาวที่โหดร้าย…เขามีเพียงเสบียงอันน้อยนิด เขาต้องใช้ความฉลาด ไหวพริบ และความมุ่งมั่นเพื่อการอยู่รอดและหาทางส่­งสัญญาณกลับมายังโลกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ จากระยะทางที่ไกลนับหลายล้านไมล์…NASA และ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติต่าง­พยายามนำ “ชาวดาวอังคาร” ผู้นี้กลับบ้าน ขณะเดียวกันเพื่อนร่วมทีมของเขาได้ร่วมกัน­วางแผนว่าจะเป็นอย่างไรหากภารกิจการช่วยเห­ลือล้มเหลว จากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นความกล้าหาญ ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้ Mark Watney กลับมา­อย่างปลอดภัย…

 

นี่คือเรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง The Martian…ผลงานกำกับล่าสุดของป๋า Ridley Scott ที่ช่วงนี้มาขยันเอาตอนแก่ ปล่อยหนังให้ได้ชมกันทุกปีเลยนะครับ…และถ้านับมาตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เรามีภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับ อวกาศ ที่ทำออกมาได้ดี และ น่าสนใจมาก ให้ได้ชมกันทุกปีด้วยเช่นกัน…นับตั้งแต่ Prometheus (ซึ่งกำกับโดยป๋า Scott เช่นกัน), Gravity, Interstellar จนมาถึง The Martian เรื่องนี้…

แม้ว่าจะมีหนังเกี่ยวกับ อวกาศ ออกมาให้ได้ชมกันถี่ในช่วงหลังๆนี้ แต่ว่าทั้ง 4 เรื่องที่กล่าวมา ต่างก็มีจุดดี และ จุดเด่นที่น่าสนใจ และ แตกต่างกันออกไปนะครับ…ในส่วนของ Prometheus นั้นก็จะออกไปในแนว sci-fi ล้ำโลกล้ำยุค และ มีการเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ชุด Alien…ซึ่งผมเองนั้นยังไม่ได้ชม เลยขอไม่พูดถึงมากก็แล้วกัน…Gravity จะเน้นที่การสร้างบรรยากาศที่อึดอัด และ กดดัน ในห้วงอวกาศ กับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เราไม่สามารถควบคุมได้…Interstellar จะเน้นไปที่การพิสูจน์ทฤษฎีรูหนอน และ ความเป็นไปได้ในการเดินทางข้ามมิติ โดยที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ทางวิชาการ…

ส่วน The Martian นั้น…เหมือนเป็นการอยู่จุดกึ่งกลางของ Gravity และ Interstellar…คือการที่ตัวเอกต้องตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเพียงลำพัง…และเขาต้องงัดเอาภูมิความรู้ทุกอย่างที่มี เพื่อที่จะเอาชีวิตรอด และ หาทางติดต่อกลับมายังโลก…แม้ว่าสถานการณ์ของตัวเอกใน The Martian นั้นอาจจะดูไม่หนักหนาและสาหัสเท่ากับ Gravity ก็ตาม…แต่การที่เราอยู่นอกโลกนั้น เราไม่สามารถที่จะคาดเดาอะไรได้จริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปจากนี้…ส่วนองค์ความรู้ต่างๆนั้น…ต่างจาก Interstellar ที่เป็นการยกเอาทฤษฎี และ ความเป็นไปได้ต่างๆมาเพื่อหาทางออก มาเป็น การนำเอาองค์ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่นั้น มาลงมือทำกันให้เห็นชัดๆไปเลย…

 

martian-gallery9-gallery-image

 

และสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง The Martian นั้นได้เข้าฉายจริงๆแล้วนั้น…คือการที่ผู้ชมจะต้องกลับมาค้นคว้าหาความรู้ และ คำตอบ ถึงสิ่งที่ตัวเอกของเรื่องนั้นได้พล่าม และ ทำให้ดูกัน ว่ามันเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าบางอย่างนั้นอาจจะดูเป็นไปได้จริง แต่บางสิ่งก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้จะเป็นไปได้เช่นกัน…เหมือนกับที่ตอน Interstellar เข้าฉาย ที่มีการตั้งกระทู้ถามถึงเรื่องราวต่างๆในหนัง…

ในส่วนของฉากนั้น…ขอชื่นชมในการหาสถานที่ ที่ทำให้ผู้ชมเห็นแล้วรู้สึก แห้งแล้ง อ้างว้าง และ หมดหวัง ตามไปกับตัวเอกของเรื่องได้จริงๆ…และนอกจาก พายุทะเลทรายแล้ว ก็ไม่ค่อยจะมีงานโชว์เทคนิคและเอฟเฟคต์อะไรเท่าไหร่นัก…ปล่อยให้ผู้ชมนั่งแห้งแล้งบนดาวอังคารกันเป็นหลัก…

อีกจุดที่ต้องชมเชยอย่างมากก็คือ…การกระจายน้ำหนักของเรื่องราว ที่แบ่งส่วนได้อย่างพอเหมาะ และ ลงตัวมากๆ…จากเรื่องราวบนดาวอังคาร ที่เกิดขึ้นกับตัวเอกที่เหลือเพียงคนเดียว…พอทางโลกจับสัญญาณได้ ก็เริ่มเทน้ำหนักของเรื่องราวมาที่การจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่ NASA มากขึ้น…ซึ่งทุกการถกเถียงของเหล่าตัวละครที่มีบทบาทในโลกนั้น ก็ทำให้ผู้ชมนั้นต้องคอยมาลุ้นต่อไปว่า ทางโลกจะตัดสินใจกันอย่างไร…สุดท้าย เมื่อเรื่องราวทั้งหมดนั้น ต้องให้เพื่อนร่วมทีมของตัวเอกนั้นรับทราบด้วย…เลยทำให้เรื่องราวนับจากจุดนั้น เป็นสถานการณ์ 3 ฝ่าย ที่จะต้องตัดสินใจ และ ดำเนินการเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน…

 

1E2FE3AD

 

มาถึงส่วนของ นักแสดง กันบ้าง…จากหน้าหนังนั้น อาจจะดูเหมือนว่าตัวของ Matt Damon เองนั้นจะเป็นคนที่แบกหนังเอาไว้คนเดียวทั้งเรื่อง…ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆอยู่ครึ่งเดียวนะครับ…เพราะอย่างที่เราได้บอกไว้ข้างต้นว่า เนื้อเรื่องได้มีการกระจายน้ำหนักออกไป ทำให้เมื่อเห็นรายชื่อนักแสดงนำครั้งแรกนั้น ผมก็อดแปลใจไม่ได้ว่า ทำไมถึงต้องเอานักแสดงมีชื่อมาเล่นด้วยเยอะแยะขนาดนี้…

และเมื่อได้ชมแล้วจึงเข้าใจในจุดนี้จริงๆ…เพราะว่าทุกคน และ ทุกส่วนนั้น ต่างก็เป็นส่วนที่สำคัญที่จะทำให้ภารกิจนั้นสำเร็จหรือไม่…เหล่าคนโตใน NASA ก็ต้องมาฟาดฟันและเชือดเฉือนกันหลายต่อหลายครั้ง กว่าจะได้บทสรุปในแต่ละอย่าง…ส่วนเพื่อนร่วมทีมของตัวเอกนั้น ก็ต้องแบกรับความรู้สึกที่หลากหลายเอาไว้ในใจ…และนี่คือสาเหตุที่หนังเรื่องนี้ ต้องใช้นักแสดงมีฝีมือมาเล่นมากมายนั่นเองครับ!!

ส่วนสุดท้ายที่จะต้องพูดในคราวนี้ คือ…ในเมื่อหน้าหนังมันออกมาหนัก และ เครียดขนาดนี้…เวลาชมจะรู้สึกเหมือนตอนที่ชม Gravity หรือ Intersellar ไหม? คำตอบคือ…ไม่เครียดขนาดนั้นครับ…เพราะว่าผู้กำกับ Ridley Scott นั้นได้สอดแทรกสิ่งที่เรียกว่า “ตลกร้าย” เอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง…ทำให้โทนหนังโดยรวมนั้น ไม่ได้ออกมาหนักและเครียดเท่ากับ 2 เรื่องที่กล่าวมานะครับ…

อ้อ!! ในส่วนของงานภาพนั้น…ฉากในอวกาศก็อาจจะไม่ได้เน้นอะไรมากมายเท่าไหร่นะครับ…แต่อย่างที่เราได้บอกไปว่า ฉากบนดาวอังคารนั้น ยอดเยี่ยมจนทำให้เรารู้สึก แห้งแล้ง และ หมดหวังจริงๆ…

 


 

สรุป : The Martian เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอวกาศที่นำเสนอออกมาได้เยี่ยมยอดอีก 1 เรื่อง…มีครบครันทั้งความตื่นเต้น ระทึกใจ สิ้นหวัง ให้กำลังใจ จุดประกาย ตลกร้าย ฯลฯ…เป็นการแบ่งน้ำหนักของ ความรู้ และ ความบันเทิงที่ลงตัวมาก…ผู้กำกับ และ นักแสดง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองออกมาได้ยอดเยี่ยม…งานภาพอาจจะไม่โดดเด่นมาก แต่ฉากดาวอังคารนั้น สร้างความรู้สึกร่วมได้ดี…

ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เด็กๆและเยาวชนทั้งหลายได้มาชมหนังเรื่องนี้กันนะครับ…เพื่อที่จะเป็นการจุดประกายความคิดในใจของพวกเขาได้ว่า “ความรู้นั้น สำคัญเพียงใด”…