Home Review The Lobster หนังทำร้ายคนโสด พร้อมตบหน้าคนมีคู่ 10 ที!

[Sense Review] The Lobster หนังทำร้ายคนโสด พร้อมตบหน้าคนมีคู่ 10 ที! [A-]

0 3222

หนึ่งในภาพยนตร์พล็อตแปลกตลกร้ายแห่งปีที่รอให้คุณไปลิ้มลอง

Sense Review – The Lobster

Directed by Yorgos Lanthimos

Runtime 118 minutes

หนังทำร้ายคนโสด แถมตบหน้าคนมีคู่อย่างจัง หนังบ้าอะไรตลกร้ายและละเมียดละไมได้ในเวลาเดียวกัน!

ผลงานล่าสุดของผู้กำกับชาวกรีกนามว่า Yorgos Lanthimos ผู้มีผลงานเด่นจากเรื่อง Dogtooth กลับมาสร้างเสียงฮือฮาให้วงการอีกครั้งใน The Lobster โสด เหงา เป็นล็อบสเตอร์ ภาพยนตร์ที่มีคุณค่าในแง่ศาสตร์ภาพยนตร์ สังคมศาสตร์ และจิตวิทยา อย่างครบถ้วน และยังสามารถนำเสนอค่านิยมเรื่องการมีคู่ในชีวิตยุคปัจจุบันออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เสียดสีตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวว่า ฉันไม่ใช่คนดูหนังแล้วจะดูไม่รู้เรื่อง กลับตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว เพราะหนังเรื่องนี้มันสำหรับทุกคน!

The Lobster พาเราไปโลกอนาคตที่ซึ่งเยือกเย็นสุดสะพรึง สังคมยุคนั้นมีกฏอยู่ว่า หากผู้ใดไม่มีคู่ภายใน 45 วัน ผู้นั้นจะต้องกลายเป็นสัตว์ ฉะนั้นคนที่ไร้คู่ หรือ ”คนโสด” จะถูกย้ายไปสถานที่ที่เรียกว่า The Hotel เพื่อทำการหาคู่ หรือจะเลือกอยู่อย่างโดดเดี่ยวจวบจนวันที่เป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือก พระเอกของเรา David รับบทโดย Colin Farrell ผู้ที่ภรรยาเพิ่งจากไปหลังจากอยู่ด้วยกันมาร่วม 11 ปี ต้องถูกย้ายมาที่โรงแรมนี้เช่นกัน

หลังจากห่างหายไปนาน ในที่สุด Colin Farrell ก็มีหนังที่เขาเฉิดฉายบ้างสักที ได้ข่าวว่าเรื่องนี้แกยอมเพิ่มน้ำหนักจนพุงพลุ้ยให้เข้ากับคาแรคเตอร์ที่สุดกันเลยทีเดียว ไม่แพ้กับนักแสดงคนอื่นที่แสดงกันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม อย่าง Rachel Weiz ที่กลับมาครั้งนี้ เรียกว่าไม่ได้กลับมาเล่นๆ Léa Seydoux สาวบอนด์คนล่าสุด กลับเจิดจรัสกับบทแนวจิตๆหน้าบึ้งๆอย่างนี้มากกว่าแนวสง่า สวย เพอร์เฟคใน SPECTRE เสียอีก และ Ben Whishaw ก็รับบทได้ดีไม่แพ้กัน (นี่กะขนมาทั้งกองบัญชาการ MI6 เลยหรือยังไง)

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้พอสมควร เพราะมันเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด สดใหม่ และแฝงความตลกร้ายไว้อย่างไม่ขาดสาย ด้วยความที่เราไม่อาจคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้นี่แหละที่ทำให้การดำเนินเรื่องมันไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างเราลิ้มลองแล้วรู้สึกได้ว่ามันมีความละเอียดละออ และถูกวางมาอย่างดี

การสร้างตัวละครต่างๆในเรื่องก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็ง การมีตัวละครที่แสดงเจตนารมณ์ของตัวเองชัดเจน ทำให้เราเข้าถึงเนื้อเรื่องและทำให้ดูลงตัวได้ไม่ยาก แม้แต่สถานที่ก็ยังมีคาแรคเตอร์เป็นของตน เช่น The Hotel เปรียบเสมือนขนบธรรมเนียมของสังคม และก็เป็นบทลงโทษในตัวของมันเองอีกด้วย หรือเมืองที่เป็นตัวแทนของคนหมู่มาก ป่าก็เหมือนชนกลุ่มน้อยที่ถูกคุกคามอยู่บ่อยๆในปัจจุบัน เป็นต้น

การเลือกประเด็นชีวิตคู่ในสังคมมาตีความก็ทำออกมาได้อย่างดีงาม มีการตีความออกมาในแง่ของปัจเจกบุคคลได้อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับชนกระแสหลัก มีการตั้งคำถาม หรือจนถึงขั้นแฉความจริงที่ว่าคนเรารักกันด้วย…จริงหรือ มันแท้จริงหรือ อยู่ตลอดทั้งเรื่อง ดึงประเด็นขึ้นมาแล้วขยี้ออกมาในรูปแบบของมุกตลก และสัญญะ ตีความกันได้ไม่ยาก แต่ย่อมมีลึกกว่าที่เห็นผิวๆเสมอ

อีกหนึ่งด้านที่ต้องยกย่องเช่นกันคืองานจัดองค์ประกอบภาพที่ดีเยี่ยม บางทีการที่เราดูแค่ภาพแล้วเราเข้าใจบริบทของหนังเนี่ย แปลว่าหนังประสบผลสำเร็จมากนะ มุมกล้องก็ละม้ายคล้ายรูปถ่ายของฮิปสเตอร์ที่เด้งออกมาจากนิตยสารคินโฟล์ก แม้ว่าปัญหาในการตั้งค่ากล้องจะพอมีให้เห็น แต่ด้วยการย้อมสีหรือเกรดดิ้งก็ทำให้หนังดูดีขึ้นมาทันควัน เพลงประกอบก็ไม่น้อยหน้า จะมีเพลงธีมให้กับเหตุการณ์ต่างๆ เน้นไปในแนวคลาสสิคัล ทำให้รู้สึกกลมกลืน กลมกล่อมเสียยิ่งกะไร นี่แหละนะความเป็นเอกภาพ

โดยสรุป The Lobster คือภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคน และคนที่ยังมีคำถามเกี่ยวกับความรักและชีวิตคู่นะ เพราะว่าในหนังหยิบโลกปัจจุบันมาตีความอย่างตรงไปตรงมา และทำให้เราย้อนคิดกลับไปหาตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่เนี่ยมันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ ด้วยความที่หนังมันมีการเล่าเรื่องและพล็อตที่ไม่เหมือนใคร ทำให้กระตุ้นต่อมความสนใจได้ไม่ยาก เป็นหนังที่สามารถใช้ส่วนประกอบต่างๆได้อย่างครบถ้วนเต็มศักยภาพ เราจึงขอกล่าวว่ามันคือหนึ่งในหนังที่ฮิปที่สุดแห่งปี และควรค่าแก่การรับชมทุกประการ

9/10 คะแนน

Reviewed by Admin Jerry