Home Review Suicide Squad

[Sense Review] Suicide Squad

0 3173

ก่อนจะพูดถึงข้อดีข้อติของหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำว่า อยากให้ทุกคนมาร่วม #ทีมพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง ไปด้วยกัน ไม่ว่าจะได้เห็นคะแนนวิจารณ์จากสำนักวิจารณ์ที่มีถ้อยคำอันหนักแน่นแค่ไหนก็ตาม เพราะส่วนตัวผมเองเรียก ไม่รู้เพราะเป็นแฟน DC รึเปล่าถึงค่อนข้างหัวร้อนปรอทแตกอยู่พอสมควรที่หนังจริงยังไม่ทันได้เข้าฉาย หลายๆ คนก็ Mind Set ตัวเองกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยลืมกันไปว่า ครั้งหนึ่ง Transformers เข้าฉายๆ หลายๆ คนยังคอยบอกว่ามันคือหนังหุ่นกระป๋องปัญญาอ่อน จนกระทั่งเดินทางมาถึงภาค 5 ที่กำลังจะเข้าฉายในปีหน้าโดยไม่แคร์คำวิจารณ์ใดๆ หรือแม้แต่ทาง MARVEL ที่กว่าจะมาเป็น MARVEL Cinematic Universe ที่ทั้งโลกรักได้อย่างทุกวันนี้ก็ต้องก้าวผ่านการใช้เวลาสร้างจักรวาลตั้งแต่ Phrase 1 (IRON MAN 1 – The Avengers) แม้แต่การก้าวผ่านคำพูดที่ว่า ‘การสร้างจักรวาลหนังฮีโร่ใหญ่ขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้’

คราวนี้ก็มาถึงตาของ Suicide Squad หนังปูจักรวาลเรื่องที่ 3 ของ DC Extended Universe ที่พลิกมุมมองจากการ ‘รวมซุปเปอร์ฮีโร่’ มาเป็น ‘รวมมหาวายร้าย’ แทน ดังนั้น หน้าที่ของหนังเรื่องนี้จึงอยู่สุดทางได้แค่การปูพื้นตัวละครในต้นเรื่อง แล้วตบให้แข็งแกร่งในตอนจบ ในด้านเนื้อหาผมจึงไม่ค่อยแปลกใจถ้าจะรู้สึกว่าหนังมัน ‘ไม่มีอะไรมาก’ แต่ในด้านตัวละคร เรียกได้ว่า ‘ทรงพลัง’

maxresdefault (2)

                การเล่าเรื่องสำหรับเรื่องนี้ดูเรียบง่าย และประนีประนอมกับคนดูมากกว่า Batman v Superman: Dawn of Justice ที่ทางเรื่องนั้นเลือกที่จะวางโครงเรื่องในสเกลที่โคตรมโหฬาร และยำ Easter Egg ให้แฟนเดนตายกรี๊ดแตกไปตามๆ กัน แต่กับคนดูทั่วๆ ไปก็เป็นไก่ตาแตกตามๆ กัน ในขณะที่ Suicide Squad เลือกที่จะย่อส่วนลงมาให้มีอุปสรรคของเรื่องเกิดขึ้นจุดเดียวให้เหล่ามหาวายร้ายได้ก่อมหกรรมยำตีนกันแบบง่ายๆ แต่กว่าที่เหล่ามหาวายร้ายจะสามารถมาร่วมมหกรรมยำตีนกันในตอนไคลแมกซ์ได้นั้น กลับต้องผ่านจุดที่ยากยิ่งกว่าตัวร้ายหลักของเรื่อง นั่นคือปมภายในใจของตนเอง ซึ่งตรงนี้ Suicide Squad สามารถถ่ายทอดได้อย่างชัดเจนถึงปมแต่ละคนที่ไม่ซ้ำกัน

ความแข็งแกร่งของตัวละครในเรื่องนี้ เรียกได้ว่า ใครอยากดูใคร ก็เต็มอิ่มไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นตัวละครกระแสตลาดอย่าง The Joker หรือ Harley Quinn ที่ได้ ‘จาเร็ต เลโต’ และ ‘มาร์ก็อต ร็อบบี้’ มารับบท ซึ่งเท่าที่เคยอ่านคอมมิค หรือดูแอนิเมชั่นมาบ้าง ทำให้พบว่า ทั้งคู่มีการแสดงที่ตีความตัวละครได้ค่อนข้างแตกต่างไปจากในคอมมิค โดยเฉพาะตัวละคร Harley Quinn ที่นิยามสำคัญในการรับบทนี้คือ ‘แฟนสาวโรคจิตของโจ๊กเกอร์’ ซึ่ง มาร์ก็อต ร็อบบี้ ยังคงคำนิยามนี้ไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ลักษณะท่าทางนิสัยโดยย่อย จะเห็นได้ว่า แตกต่างออกไปจากต้นฉบับที่ดูเป็นคนโรคจิตเจ้าแผนการมากกว่านังบ้าฉูดฉาดที่จะเห็นในหนัง แต่การตีความในทางนี้ก็ทำให้ดูเข้ากับการออกแบบตัวละครที่เปลี่ยนโฉมจากต้นฉบับแทบจะโดยสิ้นเชิง ส่วน จาเร็ต เลโต ได้กลายเป็นโจ๊กเกอร์ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นโจ๊กเกอร์ที่มีความเป็นมาเฟีย มีกำลังพล มีลูกสมุนเป็นของตัวเอง สมกับการเป็น ‘เจ้าชายแห่งอาชญากรรม’ คู่ปรับแบทแมนมาตลอด 20 ปี เมื่อวัดจากช่วงอายุตัวละครแบทแมนที่เป็นชายวัยกลางคน และแน่นอนว่า จาเร็ต เลโต สามารถทำให้คนดูเชื่อว่าเขากลายเป็นโจ๊กเกอร์ได้อย่างเต็มรูปแบบ มีเสน่ห์ ไม่แพ้ ฮีธ เล็ดเจอร์ จากไตรภาคแบทแมนขวัญใจมหาชนเลยทีเดียว

ss2

                อีกตัวละครที่โดดเด่นไม่แพ้ 2 คู่รักโรคจิต ก็คือ ‘Deadshot’ ที่รับบทโดย วิลล์ สมิธ กลายมาเป็น Deadshot เวอร์ชั่นแอฟริกัน-อเมริกัน แทนที่จะเป็น ละติน-อเมริกัน ซึ่งการแสดงของ วิลล์ สมิธ ถึงแม้จะยังรู้สึกว่าไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกได้ว่า วิลล์ สมิธ มีความเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครในด้านที่มีความเป็นพ่อคนของ ฟลอยด์ ลอว์ตัน / Deadshot นอกจากนี้ยังมีตัวละครอื่นๆ ที่จะผลัดกันมาเรียกเรทติ้งกับคนดูอยู่ตลอดทั้งเรื่อง โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ Killer Croc ที่แอบเสียดายว่าที่มาของตัวละครนี้ยังขาดความละเอียดอ่อน เมื่อเทียบกับตัวละครอื่น เพราะเราจะไม่ได้รู้ถึงเหตุผลที่ Killer Croc เลือกเส้นทางในการเป็นวายร้าย และสำหรับนักแสดงที่เป็นที่ลุ้นระทึกในด้านการแสดงของใครหลายๆ คนอย่าง ‘ไจ คอร์ทนีย์’ ที่รับบทเป็น ‘Captain Boomerang’ บอกได้เลยว่า ‘หายห่วงแน่’ หลังจากที่เล่นเป็นตัวเองมาไม่รู้กี่สิบเรื่อง ในที่สุดเรื่องนี้ก็ได้เห็นพี่แกอินไปกับตัวละครสักที ซึ่งใครที่เชียร์ตัวละครนี้อยู่ แล้วอยากเห็นความกุ๊ยของตัวละครนี้ บอกได้เลยว่า ‘กุ๊ยได้ใจ’

ss1

                โดยรวมแล้ว Suicide Squad เป็นหนังที่ถ่ายทอดเนื้อหาออกมาได้อย่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่มีตัวละครที่แข็งแกร่ง โดดเด่น มีความน่าสนใจไม่แพ้กันเลยซักตัว ทำให้ความเรียบง่ายของบทจากที่ ‘ไม่มีอะไรมาก’ กลายเป็น ‘มีอะไรน่าดูเต็มไปหมดเลย’ เพราะแค่ดูที่มาที่ไปของตัวละคร หรือการได้เห็นนักแสดงตัวท็อปของวงการมารวมอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้ขนาดนี้ยิ่งกว่า The Expendables ก็คุ้มเกินพอ ยังไม่รวมถึงเพลงประกอบที่เป็นตัวเรียกรายได้อีกทางหนึ่งให้กับหนัง เรียกได้ว่า เป็นหนังที่ดูเพลิน มันส์แบบง่ายๆ แต่ครบรสของความบันเทิง สไตล์หนังปูพื้นเบิกทางจักรวาลในเรื่องต่อๆ ไป

suicide-squad44