Home Review Sense Review!! : Still Alice อลิช…ไม่ลืม

Sense Review!! : Still Alice อลิช…ไม่ลืม [A]

0 1238

ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวหนังก็ได้พา จูลิแอน มัวร์ ได้รางวัลสาขานำหญิงมาแล้ว สี่รางวัลใหญ่ๆที่พอจะทำให้มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลออสการ์ในสาขานี้มากพอสมควร

หนังเล่าถึง อลิซ (จูลิแอน มัวร์) ที่รับบทเป็นคุณแม่ลูกสามที่กำลังจะเข้าสู่อาการอัลไซเมอร์อย่างฉับพลัน ซึ่งเป็นโรคที่หายากและเกิดได้น้อยมาก เพราะมันสืบเชื้อสายผ่านรุ่นสู่รุ่นได้ และ มีโอกาสเสี่ยงมากที่มันจะเกิดกับคนรุ่นต่อๆไป ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นมากๆเลยสำหรับเรื่องนี้คือการแสดงของ จูลิแอน มัวร์ ที่แบกหนังเรื่องนี้ไว้คนเดียวแทบทั้งเรื่อง ที่ค่อยๆแสดงออกมาได้อย่างเรียบๆ แต่ลงลึกไปด้วยรายละเอียดผ่านความรู้สึกของอาการอัลไซเมอร์ที่มันค่อยๆเป็นค่อยไปได้อย่างระเอียดยิบ และ เห็นได้ชัด ภายใต้ความราบเรียบที่ใส่เข้ามาได้ซะเนียนสุดๆ ยิ่งมองลึกลงไปกับรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความกลัว และ การดิ้นรนอย่างไม่ลดละ เพื่อที่จะต่อสู้กับมันให้ถึงที่สุด อยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานให้ได้ ก่อนที่มันจะไปถึงขีดสุด และ เข้าสู่ความว่างเปล่าที่เลื่อนลอย

นอกจาก จูลิแอน มัวร์ แล้ว สิ่งที่ขอชื่นชมต่อมานั่นก็คือนักแสดงที่หลายคนให้ฉายาเธอว่าเป็นนักแสดงหน้าเดียวมาตลอดนั่นก็คือ คริสเต็น สจ๊วต ที่ยอมรับว่าเธอแสดงได้ดีกว่าเรื่องผ่านๆมาที่เคยแสดงเสียอีก แม้ใบหน้ามันอาจจะดูนิ่งๆ แต่มันกลับสามารถถ่ายทอดของความรู้สึกออกมาได้อย่างชัดเจน ยิ่งโดยเฉพาะ เคมีทั้งสองตัวละครระหว่าง จูลิแอน กับ คริสเต็น แล้ว ยิ่งเผยให้เห็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูกได้อย่างดี แม้ว่ามันไม่ได้แสดงออกมาเวิ่นเว้อมากมาย ไม่ได้แอ็คติ้งเยอะแต่สัมผัสได้ ยิ่งฉากสุดท้ายของเรื่องมันเป็นอะไรที่ทรงพลังมากๆ จนผมถึงกับน้ำตาตลอออกมาเลย มันรู้สึกีบคั้นสุดๆ แม้บรรยากาศในเรื่องนั้นไม่ได้ขุ่นมัวซะจนเศร้าหมอง แต่มันกลับสดใสสว่างจร้า เสมือนว่าทุกคนต่างยอมรับว่ายังไงมันก็ต้องเกินขึ้นอยู่ดีด้วยความเต็มใจ ทั้งผู้ที่คอยดูแล และ ผู้ที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่ต้องอยู่ในโลกที่ความทรงจำกลับเป็นสิ่งที่เรือนรางสำหรับเธอ ซึ่งความสัมพันธ์ในเรื่องมันกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นมากกว่าที่จะมาเดียวตาย เพราะมีคนคอยอยู่ดูแลอยู่เรื่อยๆ แม้บางครั้งมันอาจจะมีบางช่วงที่เธอต้องอยู่ตามลำพังก็ตาม

เนื้อหาของหนังอาจจะไม่ได้เล่าเนิบๆ และก็ไม่ได้เร็วจนเกินไป แม้มันจะมีการตัดไปในแต่ละฉากด้วยช่วงเวลาที่ห่างออกไป ที่จากค่อยๆขยับอย่างช้าๆ ไปอย่างเร็วขึ้น เร็วขึ้น จนถึงจุดสูงสุด ซึ่งอาจจะทำให้เกินอาการงงๆได้ หรือ อาจจะเกิดอาการตามเนื้อหาไม่ทันไปชั่วขณะ แต่ยอมรับว่าส่วนนั้นอาจจะไ่ได้ส่งผลกับผมได้มากนักเพราะเหมือนกับว่า การแสดงของเรื่องนี้มันเด่นซะจนบดบังส่วนนี้ไปซะงั้น แต่ยอมรับว่ามันมีฉากบิ๊วเยอะพอสมควรนะสำหรับผม มันอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ต้องมาขยี้ให้มันพีคให้ถึงที่สุดอะไรขนาดนั้น แต่มันเปนการที่สื่อไปด้วยความกลัว หรือ การยอมรับผผลที่จะเกิดขึ้น เช่น ฉากตามหาห้องน้ำด้วยอาการหลงๆลืมๆในบ้านตัวเอง หรือ ฉากที่เธอไปบรรยายด้วยการพูดไปแล้วใช้ปากกาจดเล็คเชอร์ขีดไปด้วย ฉากนี้คือเนื้อหาที่เธอพูดออกมามันเป็นอะไรที่บีบคั้นอารมณ์ฉากหนึ่งสำหรับผมสุดๆ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การดูเรื่องนี้จบก็ทำให้ผมนึกถึงคนใกล้ตัวคนหนึ่งที่อาจจะไม่รู้ว่าจะมีอาการแบบนี้ใหม่ มีเพียงส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า เธอชอบพูดเรื่องราวนั้นซ้ำไปซ้ำบ่อยๆ จนแอบตระหนักอยู่ว่า ถ้ามันเป็นอย่างงั้นจริงๆขึ้นมา ผมจะรับมือกับมันได้รึเปล่า แค่รู้สึกว่าอย่าได้ประมาทกับเวลาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่กลับรู้สึกว่าชอบประโยค “เป็นมะเร็งยังดีซะกว่า” อย่างน้อยมันอาจจะทรมาณ แต่ก็ยังดีกว่ามีชีวิตอยู่โดยที่ปราศจากตัวตน และ ความทรงจำ

 

Review by Mint Movie