Home Review SENSE REVIEW – STEVE JOBS ศาสดาแอปเปิ้ล 3 องก์

SENSE REVIEW – STEVE JOBS ศาสดาแอปเปิ้ล 3 องก์ [4.5/5 คะแนน]

0 986

 

SENSE REVIEW – STEVE JOBS สตีฟ จ็อบส์

Director Danny Boyle

Runtime 122 minutes

Rating 4.5 / 5

 

หลายๆท่านคงคุ้นเคยกับชายคนนี้เป็นแน่แท้ เขามิได้เป็นแค่อดีตเจ้าของบริษัทที่โด่งดังที่สุดในโลก แต่เขายังเป็นถึงนักปฏิวัติเทคโนโลยีและการสื่อสารครั้งสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 เขาคนนี้คือ Steve Jobs ชายผู้ให้กำเนิดสินค้าที่พลิกโลกทั้งใบ

หลังจากการจากไปของศาสดาแอปเปิ้ล สื่อมากมายหลายสำนักต่างอุทิศผลงานเพื่อไว้อาลัยและสรรเสริญความอัจฉริยะและวีรกรรมต่างๆที่เขาได้ฝากไว้ให้กับคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ, บทความต่างๆ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากการเสียชีวิตของสตีฟได้ไม่นานก็ได้มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า Jobs นำแสดงโดย Ashton Kutcher และกำกับโดย Joshua Michael Stern สร้างมาเพื่ออุทิศให้กับการจากไปของ Steve Jobs เช่นกัน ซึ่งผลก็ออกมาน่าผิดหวังทีเดียว แต่ไม่เป็นไร เพราะปีนี้มีภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เปี่ยมคุณภาพในทุกด้านและเปิดมิติใหม่ของตัวตนสตีฟที่คุณไม่อาจเคยพบมาก่อน ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผมขอแนะนำ Steve Jobs

Steve Jobs กำกับโดยผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์ Danny Boyle ที่เคยฝากผลงานที่น่าจดจำไว้หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Slumdog Millionaire หรือ 127 Hours เป็นต้น จุดเด่นของเขาในทุกๆเรื่องคือการเล่าปูมหลังของตัวละครได้อย่างสอดคล้องและเฉียบคม พร้อมโชว์เทคนิคตัดต่อพิเศษต่างๆที่ให้หนังของเขาดูน่าตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ซึ่งเขาก็ได้นำความดีงามเหล่านั้นมาสังเคราะห์เป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม

แต่ผลงานกำกับที่ดีงามจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดแคลนบทภาพยนตร์ที่ปราณีตและทรงพลังของ Aaron Sorkin คนเขียนบทมือขมังที่เคยสร้างปรากฏการณ์ไว้จากเรื่อง The Social Network ที่สร้างความฮือฮาประทับใจให้กับวงการภาพยนตร์ไว้อย่างล้นหลาม ด้วยการสร้างสรรค์บทที่มีความเอกภาพ แม้ว่าบทสนทนาต่างๆจะส่งผลกระทบต่อตัวละครออกไปมากมายหลายเส้นเรื่องเพียงใด ยังไม่นับถึงประโยคเฉียบคมต่างๆที่เขียนขึ้นเพื่อหยุดผู้ชมได้อย่างอยู่หมัด ทั้งหมดทั้งมวลเกิดจาการค้นหา ศึกษาและวิจัยอย่างทะลุปรุโปร่ง อย่างเช่นเรื่องนี้ เขาเองต้องไปสัมภาษณ์ผู้ร่วมงานของสตีฟเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับสตีฟอย่างละเอียด ยังไม่รวมประสบการณ์ที่เคยได้พูดคุบกับจ็อบส์เองหลายครั้ง และยังไม่พอ บทเรื่องนี้ยังอ้างอิงจากหนังสือชีวประวัติที่เขียนขึ้นโดย Walter Isaacson ที่มีข้อมูลลับและลึกของอดีตซีอีโอแอปเปิ้ลอีกด้วย ซึ่งซอร์กิ้น ก็ได้เลือกหยิบจุดเด่นของเล่มนี้มาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมกับตัวภาพยนตร์ได้อย่างดี และทำให้ตัวละครต่างๆดูมีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

ว่ากันเรื่องของตัวละครแล้ว ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของเรื่องเช่นกัน เพราะมีความชัดเจนและแข็งแกร่งในทุกๆตัวทั้งในแง่ของเนื้อเรื่องและการแสดง คนแรกที่อยากพูดถึงเลยคือ Michael Fassbender ที่รับบทเป็น Steve Jobs เอง มีความสามารถในการสวมบทบาทสตีฟได้อย่างน่าขนลุก สร้างภาพลักษณ์ในมิติที่สมจริง สัมผัสได้ สุดทรงพลัง เหมือนกับคอนดั๊กเตอร์ที่บรรเลงวงออเครสตร้าได้อย่างเร้าใจและเข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้อย่างเฉียบคม นี่คือ Steve Jobs ในเวอร์ชั่นที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน นี่คือ Steve Jobs เวอร์ชั่นที่คุณกล้าลุกขึ้นตบมือให้ เช่นเดียวกันกับตัวละคร Joana Hoffman ที่รับบทโดยนักแสดงสาวเจ้าบทบาทอย่าง Kate Winslet ที่เหมาะเจาะลงตัวไปเสียหมด การแสดงบทบาทสมทบของเธอสามารถตีโจทย์คำว่าสมทบได้อย่างเพอร์เฟค เพราะไดนามิกของเธอในเรื่องค่อนข้างตรงจังหวะ และทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม เปรียบเสมือนตัวละครที่คอยจัดระเบียบปมต่างๆของสตีฟไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เป็นทั้งเพื่อน ทั้งแม่ ทั้งเมีย(เปรียบเทียบเฉยๆ) ได้ในคนเดียวกัน แถมการแสดงของเธอก็ช่างลึกล้ำกินใจเหมือนกับเธอเข้าใจความรู้สึกของ Joanna จริงๆ การเกิดขึ้นของตัวละครในเรื่องนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายทุกตัว และค่อนข้างชัดเจน มีสิ่งที่จะสื่อพกติดอยู่ตลอดเวลา

อย่างที่บอกกันไปตอนต้นว่า Danny Boyle ก็จะชอบใส่เทคนิคพิเศษต่างๆเข้าไปในหนังของเขาทุกเรื่อง และที่เห็นได้ทุกเรื่องเลยก็คือการ Flashback ตัวละคร ซึ่งใช้ได้ผลทุกครั้ง ในเรื่องนี้จะมีให้พบเห็นอยู่เป็นระยะๆ เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นภาพพื้นเพของตัวละครได้อย่างชัดเจน รวมถึงการเลือกการนำเสนอเรื่องเป็นแบบละครเวที 3 องค์ โดยเรื่องราวในเรื่องจะเกิดขึ้นหลังเวทีเกือบทั้งหมด และสามารถเล่าทุกอย่างได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เป็นอีกเรื่องที่นำหลักการ Mise en scène มาได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว พื้นที่ปิดเพียงไม่กี่ที่ แต่กลับมีเรื่องราวมากมายไปหมด คลอไปด้วยเพลงประกอบดั้งเดิมของ Daniel Pemberton ที่กำหนดโทนของแต่ละฉากด้วยเสียงเพลงจากหลากหลายเครื่องดนตรี ไม่ว่าจะเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปยันออเครสตร้า ที่แม้ไม่ตราตรึง แต่ลึกซึ้ง รวมไปถึงการกำกับภาพที่เจาะลึกของ Alwin H. Küchler ที่ให้บรรยากาศกดดันและใกล้ชิดกับตัวละคร และยังมีการใช้ระบบถ่ายทำอ้างอิงจากช่วงเวลาของเส้นเรื่องอีกด้วย โดยการใช้กล้องฟิล์มและค่อยๆพัฒนาเป็นดิจิตอลในที่สุด นับว่าเป็นหนังอีกเรื่องในประวัติศาสตร์ที่ปราณีตทั้งในและนอกจอกันเลยทีเดียว

Steve Jobs คือภาพยนตร์ชีวประวัติที่คนยุคนี้ต้องการ มันไม่ได้นำเสนอในแง่ของการเชิดชูโดยการนำความสำเร็จมาถ่ายทอด (Propaganda) หากแต่เป็นการนำเสนอในแง่ที่มีความเป็นมนุษยธรรม สมจริง และตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่คุณจะคาดหวังได้ มิได้นำเสนอแต่สีขาวเพียงแต่อย่างเดียว แต่ยังนำสีดำมาผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะอีกด้วย

 

“Thanks Steve”