Home Exclusive Sense Review!! : Skin Trade…ไม่มีข้อสงสัยแล้ว ถ้า จา-ทัชชกร จะก้าวไปอยู่ระดับเดียวกับดาวบู๊เอเชียคนอื่น แต่สำหรับหนังไทยแล้ว ยังต้องพยายามต่อไป…

Sense Review!! : Skin Trade…ไม่มีข้อสงสัยแล้ว ถ้า จา-ทัชชกร จะก้าวไปอยู่ระดับเดียวกับดาวบู๊เอเชียคนอื่น แต่สำหรับหนังไทยแล้ว ยังต้องพยายามต่อไป…[C]

0 2545

เราจะไม่พูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศนะครับ…เราขอโฟกัสไปที่ การก้าวเข้าสู้เวทีระดับโลกอย่างเป็นทางการของ จา-ทัชชกร ยีรัมย์ กัน…

ถ้านับจากระยะเวลาจริงๆแล้วนั้น…Skin Trade เรื่องนี้ ถือได้ว่าเป็นผลงานระดับโลกเรื่องแรกของนักแสดงผู้นี้นะครับ…แม้ว่า Furious 7 จะเข้าฉายก่อนก็ตามที…

ซึ่งนอกจาก จา-ทัชชกร ยีรัมย์ แล้วนั้น…ผู้กำกับ เอกชัย เอื้อครองธรรม ก็เป็นการก้าวเข้าสู่ระดับโลกเป็นครั้งแรกเช่นกัน หลังจากที่แจ้งเกิดจากหนังไทยอย่าง Beautiful Boxer และก็ไปกำกับภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์มาหลายเรื่อง…ก่อนที่จะมาถึงผลงานเรื่องล่าสุดเรื่องนี้…


 

 

เรื่องราวของ Skin Trade ก็จะมีคร่าวๆดังนี้…

 

นิค แคสสิดี้ ตำรวจนิวยอร์ค และโทนี่ วิทยกุล ตำรวจไทย ต่างทำการสืบสวนคดีเดียวกันแต่จากคนละมุมโลก ภารกิจคือการจับกุม วิคเตอร์ ดราโกวิช และครอบครัวในข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ ตอนตำรวจเข้าจับกุมที่ท่าเรือนิวเจอร์ซี่ย์ นิค ฆ่า อังเดร ลูกชายคนสุดท้องของวิคเตอร์ตายโดยไม่ตั้งใจ วิคเตอร์ถูกจับกุมแต่ใช้เส้นสายทำให้รอดจากคุก ลูกชายของวิคเตอร์อีกสองคนตามจึงไปล้างแค้นนิค ด้วยการเผาบ้านฆ่าภรรยาและลูกสาวของนิคต่อหน้าต่อตา นิคเจ็บปางตายแต่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่นิคไม่ใช่ตำรวจแสนดีคนเดิมอีกต่อไป บาดแผลจากไฟที่แผดเผาบนใบหน้านิค ยังไม่ร้อนแรงเท่าความแค้นที่ลุกลามในใจ ขบวนการตามล่าข้ามโลกมากรุงเทพฯ เพื่อกำจัดวิคเตอร์จึงได้เริ่มขึ้น…

 

ด้วยความที่ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ (ผู้กำกับเองให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังไทย 95% นะครับ) ดูแลการสร้างโดย Dolph Lundgren เองเป็นหลัก…ทั้งร่วมเขียนบท, เป็น producer และ เป็นพระเอกเอง…เลยทำให้กลิ่นอายของหนังนั้น ออกไปทางหนังบู๊ยุค 80’s เสียเยอะ…โดยเฉพาะ ประโยคคำพูดของเหล่าตัวละคร ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้าย…ที่เมื่อฟังดูแล้ว มันมาเป็นแนวเดียวกันหมดทุกเรื่องจริงๆ…ใครที่ชมหนังบู๊ยุคนั้นมาบ่อยๆ หรือแม้แต่ดู The Expendables มาทั้ง 3 ภาคแล้วก็ตาม ก็คงจะคุ้นชินกับลักษณะบทพูดเช่นนี้นะครับ…

แต่สิ่งที่มาชดเชยในความ “เชย” ของบทพูดก็คือ…ตัวละครของ จา-ทัชชกร ของเรานั่นเอง…ลักษณะของตัวละครในเรื่องนั้น เราจะคุ้นชินกับในหนังฮ่องกงเสียมาก กับบทบาทตำรวจที่ตามล่าตามสืบผู้ร้าย…ที่มันก็เป็นอะไรที่ดู “เชย” ไม่แพ้กัน…แต่เมื่อนำเอา 2 ลักษณะที่ว่ามานั้นรวมกัน ทำให้ความเชยทั้งหลาย กลับออกมาเป็นอะไรที่ดูไม่เชยเท่าไหร่นัก และ ไปด้วยกันได้อย่างเหลือเชื่อ…

และยิ่งเห็น จา-ทัชชกร ในบทบาทนี้…ยิ่งทำให้ผมนึกถึง เฉินหลง ในหนังยุค 90’s ของเขาทั้งหลาย…เพียงแต่ว่าตัวละครของ จา นั้นไม่ได้มีอารมณ์ขันเหมือนกับของ เฉินหลง เท่านั้น โดยที่มีความดุดัน และ จริงจังมากกว่า…แต่ถ้าจะดันให้ จา นั้นเดินในเส้นทางเดียวกันกับ เฉินหลง…เมื่อมองจากลักษณะนิสัยส่วนตัวของแกที่ค่อนข้างมีอารมณ์ขันนั้น น่าจะเป็นไปได้ไม่ยากมากนัก…

(โดยเฉพาะประโยค I’m proud to be Thai ที่แกเล่นในในรอบ Thailand Premiere นั้น…มุกนี้ผ่านสุดๆ!!)

สิ่งสำคัญที่อาจจะเป็นปัญหาของ จา ในเรื่องนี้ก็คือ…สำเนียงการออกเสียงภาษาอังกฤษ นะครับ…แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้มันค่อยๆฝึกฝนกันได้…

 

skin-trade-set-08

 

นอกจากที่เคมีความเชยของเหล่าตัวละครนำที่มันเข้ากันได้ดีอย่างเหลือเชื่อนั้น…อีกจุดที่ต้องชมเชยก็คือ มุมกล้อง และ คิวบู๊!!

คิวบู๊นั้นก็ยังคงเป็นที่คุ้นเคยกันดีจากหนังบู๊ไทยเรื่องอื่นนะครับ…แม้ว่าจะได้ Dian Hristov จาก The Expendables 2 และ 3 มาเป็นผู้ออกแบบคิวบู๊ก็ตาม…แต่สไตล์และกลิ่นอายนั้นก็ยังคงดูใกล้เคียงกับ หนังบู๊พี่พันนา นะครับ…แม้ว่าในหนังเรื่องนี้ จา จะได้ใช้ปืนค่อนข้างบ่อยก็ตามที…

ในส่วนของผู้กำกับภาพของเรื่องนี้ คือ Ben Nott ที่เคยมีผลงานอย่าง Daybreakers และ Predestination มาก่อน…ซึ่งช่วยทำให้ฉากบู๊นั้นดูสวยงาม และ น่าสนใจ…

 

แต่น่าเสียดายที่…ฉากบู๊ คือสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้…และภาพสวย คือสิ่งที่ดีรองลงมาก…

 

ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น…ประเด็นการค้ามนุษย์ ที่หนังเล่นไว้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และ ตัวหนังเองก็พยายามทำออกมาได้ดีแล้ว…แต่ว่า การเล่าเรื่องราวนั้น มันยังไม่ดีนัก…ซึ่งเป็นปัญหาของหนังไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ หนังบู๊…

การเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่าง อเมริกา และ ไทย นั้นมันยังดูสะเปะสะปะไปเสียหน่อย…จนกระทั่งมาถึงประเทศไทยแล้วถึงจะดูไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น…

และสิ่งที่ทำให้การเล่าเรื่องนั้นมีปัญหา…ผมมองว่า หลักๆอยู่ที่ ลำดับภาพ และ การตัดต่อ ครับ!!

หลายๆช่วงนั้น บทจะไปก็ไปเลย บางฉากที่มันน่าจะมีอะไรต่อไป ก็ตัดฉับไปฉากอื่นเฉยๆ…ความรู้สึกเหมือนมันตัดฟิล์มมาต่อน่ะครับ กระโดดกันแบบนั้นเลย…และหลายๆช่วงที่การลำดับนั้นเหมือนที่จะพยายาม “แนว” จนเกินไป…มันทำให้อารมณ์สะดุด และ เกิดความไม่เข้าใจในฉากนั้นๆขึ้นมาทันที…โดยเฉพาะ ฉาก love scene ที่น่าจะทำให้มัน “ละเมียดละไม” ไม่ใช่อะไรที่ชวนงงเช่นนี้…

 

skin-trade-tony-jaa-01

 

และอีกจุดที่ขัดใจมากก็คือ…ฉากสุดท้าย…

หลังจากที่ฉากบู๊อื่นๆนั้นค่อยๆทวีความตื่นเต้น และ น่าสนใจ มาเรื่อยๆ…มาถึงฉากสรุปของเรื่องนั้น…มันกลับดูจบได้ง่ายดายจนเกินไป…ทั้งๆที่มันสามารถจะทำให้ “ยิ่งใหญ่” ได้มากกว่านี้เยอะ…

แต่ก็ยังดีที่หนังนั้นยังทิ้งเชื้อเอาไว้ให้สามารถต่อยอดเรื่องราวไปได้ค่อนข้างจะดี และ ถ้าจะสร้างภาคต่อไปนั้น ก็สามารถเดินหน้าเรื่องราวไปได้ต่อเลย…

 

ในส่วนของการแสดงนั้น…ด้วยความที่แทบทุกคนเป็นสายบู๊ เลยไม่รู้จะวิจารณ์ยังไงนะครับ…

อ้อ!! ตัวของ จา-ทัชชกร เองนั้น…ในหนังเรื่องนี้ก็ยิ่งตอกย้ำจุดอ่อนของ นักบู๊ไทย ที่มีมาแต่ไหนแต่ไรเลยนะครับ…นั่นคือ ยังไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อไปกับตัวเขาได้ เวลาเข้าถึงซีนอารมณ์…แต่เมื่อเทียบกับรุ่นน้องอย่าง เดี่ยว-ชูพงษ์ และ นักบู๊ชายคนอื่นๆแล้วนั้น จา ยังสื่อออกมาได้เห็นชัดมากกว่านะครับ…

Celina Jade ออกมาสวย และ ได้โชว์ฝีมือเพียงแค่น้อยนิด…แต่ในฐานะ ดอกไม้ของเรื่อง เธอก็ทำได้โอเคนะครับ แม้ว่าจะเจอบทพูดที่มัน “เชย” ไปหน่อยก็ตาม…

 

1669613_1460265910856139_2954492_o

 


 

สรุป : Skin Trade…ก้าวที่สำคัญของหนังไทย กับทีมงานระดับ hollywood…ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องของ บท ได้อยู่ดี…การเล่าเรื่องมีปัญหา โดยเฉพาะ การตัดต่อ…สไตล์หนังค่อนข้างเชย แต่ก็ไม่เชยจนเกินไป…ที่ยังโอเคอยู่ก็คือ ฉากบู๊ และ การถ่ายภาพ ที่สวยงาม…

สำหรับบทนำเต็มตัวเรื่องแรกของ จา-ทัชชกร นั้น…นอกจากเรื่องของ บทพูด แล้วนั้น ก็ถือได้ว่า สอบผ่านมากๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า เขาน่าจะไปไกลแบบนี้มาตั้งนานแล้ว…และอีกไม่นาน เขาก็คงจะไปยืนอยู่ในจุดเดียวกันกับ เฉินหลง และ หลี่เหลียนเจี๋ย ได้…

ถ้าจะไปเพื่อหวังดูฉากบู๊เอามันส์ ถือว่าน่าสนใจ และ คงให้ความรู้สึกประมาณ เร็วทะลุเร็ว ที่เพิ่งเข้าฉายไปไม่นานนี้นะครับ…