Home Review SHIN GODZILLA

[Sense Review] SHIN GODZILLA

0 3889

            ช่วงแรกๆ ที่ได้ยินข่าวสำหรับ Godzilla ในภาคนี้ว่า ‘จากทีมผู้สร้าง Attack on Titans’ ผมแทบจะไว้อาลัยให้กับเฟรนไชส์ราชาสัตว์ประหลาดเรื่องนี้ไปตลอดกาล แล้วไปหนุนเฟรนไชส์ฝั่งฮอลลีวู้ดที่กำลังจะเกิดดีกว่า..

แล้วไปดูได้ยังไง?

ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อกลับไปอ่านรายชื่อทีมงานอีกครั้งด้วยความละเหี่ยใจ กลับพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพราะคราวนี้ผู้นั่งกุมบังเหียนการกำกับตัวหลักคือ ‘ฮิเดกิ อันโนะ’ ที่สาวกหนังแดนปลาดิบจะรู้จักกันดีในผลงาน Masterpeace อย่าง EVANGELION นั่นเอง ส่วนทีมผู้สร้าง Attack on Titans นั่นโยกย้ายไปดูแลด้าน Visual Effect เฉยๆ ทำให้ไฟกำลังใจในการเชียร์ให้ราชาสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้มีโอกาส Come Back อย่างเต็มตัวนั้นเริ่มลุกโชนขึ้นอย่างช้าๆ

แตกต่างจากภาคที่แล้วๆ มายังไง?

ซึ่งผลลัพธ์หลังจากการได้ชมแล้ว บอกได้เลยว่า ‘MASTERPEACE แห่งหนังไคจูโดยแท้จริง’ เนื่องจากภาคนี้คือการรีบู๊ทยกเค้าเรื่องใหม่ทั้งหมดโดยไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจากภาคใดๆ เลยแม้แต่ภาคแรกสุดในปี 1954 จากปกติแล้ว หากเฟรนไชส์ GODZILLA จะมีการรีบู๊ท/รีเมคใดๆ (ถ้าไม่นับฉบับฮอลลีวู้ดทั้ง 2 เรื่อง) เนื้อหาของเรื่องก็จะยึดให้ภาคแรกสุด (1954) เป็นตัวหลักแล้ววางเนื้อหาให้เป็นภาคต่อของภาคนั้นต่อมาเรื่อยๆ (ยกเว้นปี 2000 หรือยุค Millenium เป็นต้นมาที่ไม่ต่อกันซักภาค) (ยกเว้นอีกทีให้กับ Godzilla against Mechagodzilla และ Godzilla x Mothra x Mechagodzilla: Tokyo SOS ที่เป็นภาคต่อกัน 2 ภาค) ทำให้ ‘SHIN GODZILLA’ มีการตีความถึงความเป็นก็อตซิลล่าใหม่ทั้งหมดตั้งแต่การเป็นตัวอ่อนจนไปถึง Anatomy ของตัวเต็มวัย นี่เองที่ทำให้ตัวก็อตซิลล่าในภาคนี้จะแอบดูมีความเป็น ‘เทวทูต’ จาก Evangelion อยู่ประมาณหนึ่ง แน่นอนว่านี่มันหมายถึงอานุภาพการทำลายล้างราชาสัตว์ประหลาดตัวใหม่นี้มีอะไรมากกว่าแค่ไดโนเสาร์ยักษ์พ่นไฟเหยียบเมืองอย่างแน่นอน

2

รวมไปถึงโทนของหนังที่ออกไปในทาง Drama-Thriller เพราะความต้องการในการสื่อสารกับคนดูว่า “หนังก็อดซิลล่ากับคนญี่ปุ่น แท้จริงแล้วมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร?” ซึ่ง SHIN GODZILLA เป็นตัวตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนว่า “ก็อตซิลล่าในปี 1954 คือหนังภัยธรรมชาติที่สามารถสะเทือนขวัญของประเทศญี่ปุ่นได้ฉันใด SHIN GODZILLA เป็นตัวขยายความให้คนในยุคนี้สามารถรับรู้ได้ดีฉันนั้น” โดยตัวตอบโจทย์ที่ชัดเจนที่สุดนั่นก็คือตัวก็อตซิลล่าเองนั่นแหละครับ ที่เราจะได้เห็นลีลาของการเปลี่ยนเมืองโตเกียวให้กลายเป็นทะเลเพลิงได้สะเทือนขวัญที่สุดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกได้จากหนังก็อตซิลล่าภาคไหนเลย ถึงกับต้องคิดตามว่า “ขอร้องเถอะ..หยุดทำลายซักทีได้ไหม?”

มันก็แค่หนังสัตว์ประหลาดแง้งๆ ถล่มเมืองไม่ใช่เหรอ?

            ตอนแรกก็คิดแบบนั้นครับ ด้วยความที่เป็นแฟนเดนตายพอๆ กับที่เป็นแฟน DC Comics ก็เลย “เอาวะ ไปดูๆ เหอะ ถือว่าให้เกียรติในความทรงจำวัยเด็ก” แต่สิ่งที่ได้สัมผัสจากหนังเรื่องนี้มากกว่า “แง้งๆ ถล่มเมือง” ก็คือ “การเมือง” ระดับถึงพริกถึงขิง ณ จุดนี้หากใครมีโอกาสย้อนกลับไปดูภาคแรกสุด (1954) แล้วเราจะได้เห็นภาพลักษณ์ของก็อตซิลล่าอย่างชัดเจนว่า “นี่คือภัยแห่งความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง” เพราะภาคแรกสุดนั้นนำเสนอให้เราได้เห็นถึงผลกระทบของนิวเคลียร์จากสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งภาคนี้ก็ยังมีแตะๆ เอาไว้บ้างในฐานที่พอเข้าใจว่าก็อตซิลล่าคือสัตว์ประหลาดที่กลายพันธุ์มาจากผลกระทบที่มนุษย์ใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างไม่มีขอบเขต ไร้การควบคุม ก่อนจะเทน้ำหนักมาทางการเมืองว่าก็อตซิลล่าสามารถสร้างความระส่ำระส่ายให้กับประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งแต่ความเสียหายของความเป็นอยู่ในครัวเรือน สภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่มี UN แท็กทีมกันเข้ามารุมทึ้งรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้หน้ากากของ ‘สนธิสัญญาพันธมิตร’ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง รวมไปถึงสภาวะจิตใจของคนญี่ปุ่นที่มีความอ่อนไหวต่อการที่ต้องเป็นประเทศผู้แพ้สงครามแล้วตกเป็นเมืองขึ้นอยู่นานนับปี ทำให้เนื้อหาของการเมืองในหนังเรื่องนี้มีความแซ่บชนิดตำไทยพอดีคำ นั่นคือ การออกแบบตัวละครที่แต่ละตัวย่อมมีบทบาททางการเมืองทั้งสิ้น โดยเราจะได้เห็นอุปสรรคต่างๆ นาๆ ที่หนังโยนให้ตัวละครต้องเผชิญแล้วฟันฝ่าออกไปด้วยคีย์เวิร์ดสำคัญคือคำว่า ‘การตัดสินใจ’ เช่น การตัดสินส่งทหารเข้าไปปะทะก็อดซิลล่า ประชาชนจะได้รับความเสียหายมากขนาดไหน? ,การตัดสินใจรับความช่วยเหลือจาก UN (ที่นำโดยอเมริกา) รัฐบาลจะเหลือความเชื่อมั่นจากประชาชนอยู่แค่ไหน? ตรงนี้เองที่ทำให้คนดูหลายๆ คนอาจจะถึงกับลุ้นไปตามการตัดสินใจของตัวละครว่าจะหาทางออกให้กับประเทศญี่ปุ่นได้อย่างไรจึงจะเกิดความเสียหายน้อยที่สุด เจาะลึกไปถึงลักษณะนิสัยที่เชิดชูความเป็นญี่ปุ่นสูง ตัวบทมีการกัดจิกเสียดสีอเมริกันได้อย่างแสบทรวง แต่ก็ไม่ถึงกับยัดเยียดความชั่วช้าให้จนแดกดันเกินไป แถมด้วยการพลิกโฉม ‘นางเอกแห่งหนังก็อตซิลล่า’ หรือนักแสดงนำฝ่ายหญิงของหนังก็อตซิลล่า จากที่หลายๆ ภาคนั้น เลือกที่จะให้ตัวละครหญิงเป็นสาวแกร่ง เป็นไปได้ก็เป็นทหารไปเลย มีปมในใจจากการที่ก็อตซิลล่าเป็นตัวการให้สูญเสียบุคคลสำคัญ คล้ายๆ กับเป็นการอ้างอิงตัวละครมาจาก ซาร่าห์ คอนเนอร์ จากเฟรนไชส์ Terminator (คนเหล็ก) แต่สำหรับ SHIN GODZILLA ได้มีการวางให้ตัวละครหลักฝ่ายหญิงในภาคนี้ กลายเป็นสาวมั่น ฉลาดหลักแหลม ดูอันตราย มีบทบาททางการเมืองมากกว่ามีบทบาทเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการใช้กำลังต่อสู้กับก็อตซิลล่า ราวกับเป็นสาวมั่นที่หลุดมาจาก Evangelion ยังไงยังงั้น

shing-ruins

โดยรวมแล้ว SHIN GODZILLA ถือเป็นหนังสัตว์ประหลาดถล่มเมืองอีกเรื่องที่เราไม่ควรมองข้ามเลย ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ใช่หนังญี่ปุ่นระดับ Masterpeace ของหลายๆ คนในภาพรวม (ขนาดส่วนตัวผมเองยังยกให้ Confession กับ As the God’s will) แต่ถ้าพูดถึงหนังประเภทเดียวกัน ซึ่งก็คือหนังไคจูถล่มโลก.. SHIN GODZILLA นี่แหละครับ Masterpeace จริงๆ และเป็นการคืนชีพที่แท้จริงของราชาสัตว์ประหลาด นับตั้งแต่ปี 1954 เลย

 

และก่อนจากกันไป สำหรับใครที่ยังคิดว่า “CG ไม่เนียน” เราขอทิ้งท้ายไว้กับเบื้องหลัง CG ของ SHIN GODZILLA ครับ..

https://www.youtube.com/watch?v=66SAVZ4JxY8