Home Review Sense Review!! : Interstellar…ส่วนผสมที่สมบูรณ์ระหว่าง จินตนาการ และ ความรู้

Sense Review!! : Interstellar…ส่วนผสมที่สมบูรณ์ระหว่าง จินตนาการ และ ความรู้ [A]

0 2229

ผู้กำกับ Christopher Nolan เป็นคนที่มีจินตนาการสูงนะครับ…ซึ่งจากผลงานหลายเรื่องของเขานั้น เขาสามารถพาผู้ชมให้พบเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันในหนังของเขาอยู่เสมอ…

และการที่เขาเลือกที่จะมากำกับภาพยนตร์แนว sci-fi แบบเต็มๆเรื่องแรกนี้…ยิ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจมากกว่าที่ผ่านมา ว่าเขาจะสามารถจินตนาการไปได้ไกลถึงจุดไหน…

เรื่องราวคร่าวๆก็จะประมาณว่า…เมื่อโลกเข้าสู่ห้วงสุดท้ายในยุคเรา ทีมนักสำรวจต้องรับภารกิจที่สำคัญสุดในประ­วัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยการเดินทางสู่กาแล็คซี่อันไกลโพ้น เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ว่าในอนาคตมนุษยชา­ติอยู่ท่ามกลางดวงดาวได้หรือเปล่า…

ปัจจัยสำคัญของการเดินทางนี้ มาจากภัยธรรมชาติที่ทำให้พืชพันธุ์ต่างๆที่มนุษย์เคยใช้เพื่อการดำรงชีพค่อยๆตายไปจนไม่สามารถปลูกทดแทนได้…โดยเหลือเพียงแค่ ข้าวโพด ที่ยังสามารถปลูกได้อยู่ แต่ก็อีกไม่นาน…

Christopher Nolan ได้แสดงความน่ากลัวของธรรมชาติที่สามารถทำลายทุกสิ่งออกมาในรูปแบบของ พายุฝุ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบหายใจของมนุษย์…และนั่นก็เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตเสียด้วย…

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าที่ก่อให้เกิดการเดินทางครั้งนี้ คือ ความรัก…โดยเฉพาะ ความรักของครอบครัว…

พระเอก ออกเดินทางเพื่อไปสำรวจพื้นที่นอกโลก เพื่อที่จะสามารถอพยพมนุษย์โลกไปอาศัยอยู่ได้…โดยเฉพาะ ลูกๆของเขา…

นางเอก ออกเดินทางเพื่อตามความฝันของผู้เป็นพ่อ และ ออกตามหาหัวใจของตัวเอง…

ในขณะที่ผู้ร่วมงานที่เหลือ…ออกเดินทางเพราะศรัทธาในสิ่งที่พวกเขานั้นทำ…

น้ำหนักของเรื่อง เลยจะหนักไปที่ 2 ประเด็นใหญ่ๆคือ ความรัก และ การเอาตัวรอด…ซึ่งเป็น 2 เหตุผลสำคัญที่ 2 ตัวละครหลักต้องออกเดินทาง…

การเอาตัวรอดเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้วนะครับ…แต่การที่มนุษย์นั้นคำนึงถึงแต่การเอาตัวรอด จนกลายไปเป็น ความเห็นแก่ตัว แบบที่ตัวละครตัวหนึ่งของเรื่องได้ทำไว้…

และถ้ามองย้อนลงไปดีๆ…ทุกคนต่างก็มี ความเห็นแก่ตัว อยู่ทั้งนั้น ทั้งตัวเอกของเรื่อง ตัวละครอื่นๆที่อยู่ในห้วงอวกาศ และ ตัวละครที่อยู่บนโลกก็ตาม…

หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ทุกคนต่างก็เห็นแก่ตัว แต่การเห็นแก่ตัวที่เกินพอดี จะนำพาแต่ความสูญเสีย…เป็นการเห็นแก่ตัวที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด…

อีกส่วนที่ถือได้ว่าแปลกไปจากหนังเรื่องอื่นๆของผู้กำกับรายนี้ คือ ความรักในครอบครัว…เป็นประเด็นที่ไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ในหนังของเขา และ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะส่วนตัวสำหรับเขา…

ในเรื่องจะเน้นไปที่ความรักขอก พระเอก และ ลูกสาว…

Christopher Nolan เองก็มีลูกสาว…

การถ่ายทอดความรักของ พ่อสู่ลูก ในหนัง เลยทำให้หลายฉากๆนั้น ผู้ชมอาจจะถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่…เสมือนว่าผู้กำกับได้ใส่เรื่องราวอะไรบางอย่างของตัวเองเอาไว้ในหนังเลยทีเดียว…มันเลยออกมาทั้ง ลึกซึ้ง และ ยอดเยี่ยมเอามากๆ…

นอกจากนี้ ยังสอดแทรกประเด็นอย่าง ความเชื่อ และ วิทยาศาสตร์ ลงไปด้วยเล็กน้อย…ซึ่งในตอนท้ายก็สามารถดึงประเด็นนี้กลับมาเล่น และ ไขปมของเรื่องได้อย่างเกินคาด!!

มาที่ใจความสำคัญของเรื่องนี้กันบ้างครับ…วิทยาศาสตร์…

หลายๆเสียงที่ไปชมมาแล้ว มักจะบ่นในแง่นี้กันเป็นหลักนะครับ ว่าดูแล้วไม่รู้เรื่อง ตามไม่ทัน…เพราะว่า Christopher Nolan นั้น จัดเต็มกันแบบสุดๆครับ!!

มากันหมดทั้ง รูหนอนเอย ควอนตั้มเอย ซิงกูลาริตี้เอย แรงโน้มถ่วงเอย…แถมมีมิติที่ 5 อีก…ซึ่งพี่น้อง Nolan นั้นทำการบ้านเรื่องบทมาอย่างดีเลยล่ะครับ…อะไรที่มีทฤษฏียืนยันจริงๆก็ใส่มาหมด เว้นไว้แต่ส่วนที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ค่อยเป็นหน้าที่ของ จินตนาการ ในการเติมเต็มบท…

เลยทำให้บทของ Interstellar นั้นดูมีน้ำหนัก และ ดูน่าเชื่อถือได้สูง…

และพี่น้อง Nolan ก็ยังแสดงความสุดยอดในด้านการเขียนบทอีกครั้ง ด้วยการย่อยเรื่องราวที่โคตรจะหนักอึ้งขนาดนี้ ให้ผู้ชมทั่วไปที่ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องจำพวกนี้เท่าไหร่นัก สามารถชมได้โดยที่ไม่หนักหัวมากจนเกินไป…อะไรที่สามารถอธิบายได้อย่างรวบรัดก็มีการพูดถึงอย่างกระชับ…

และทุกสิ่งทุกอย่างนั้น สามารถนำมาใช้ และ สรุปเรื่องราวทุกอย่างได้ค่อนข้างจะชัดเจนมาก…

สิ่งที่ทุกท่านควรจะรู้ไว้ก่อนไปชมนั้น ก็คงจะเป็นเรื่องทฤษฎีทั้งหลายนี่แหละครับ…รู้ไว้คร่าวๆ จะได้ไม่มึนตึ๊บจนเกินไป…แต่ถ้าไม่รู้เลย ก็ค่อยๆล่องลอยไปกับตัวหนังล่ะครับ เพราะว่าในช่วงท้ายก็จะมีการสรุปทุกอย่างให้เองในตัว…

ในส่วนของงานภาพ…คราวนี้ได้ Hoyte Van Hoytema มารับหน้าที่ผู้กำกับภาพแทนที่ขาประจำอย่าง Wally Pfister…ซึ่งเขามีผลงานเด่นๆในช่วงหลังๆอย่าง The Fighter, Tinker Tailor Soldier Spy และ Her…

ในส่วนของซีนที่เป็นบุคคลนั้น อาจจะดูมุมกล้องค่อนข้างเรียบง่ายไปเสียหน่อย และ ในซีนอารมณ์นั้นอาจจะไม่ได้ช่วยในการเรียกอารมณ์ร่วมเท่าไหร่นัก…

แต่กับซีนที่เป็นบรรยากาศ และ สภาพแวดล้อมทั้งหลาย…เรียกได้ว่าทำออกมาได้น่าสนใจมากๆครับ!! แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีอวกาศไปหน่อยก็ตาม…

โดยเฉพาะมุมกล้องที่ขนาบข้างลำตัวยานนั้น ช่วยให้ความรู้สึกลุ้นระทึกได้ดีพอสมควรครับ…

และไม่รู้ว่าใครเป็นต้นคิดไอเดียที่เอากล้อง IMAX ไปติดไว้ที่หัวเครื่องบินเจ็ทนะครับ…เพราะว่าภาพที่ออกมานั้น มันสุดยอดของความล้ำโลก เกินกว่าที่จะคิดได้ว่ามันสามารถทำได้จากกล้องฟิล์ม!!

และนี่คืออีกความสุดยอดที่ Christopher Nolan ได้สร้างออกมา..กับการนำพาผู้ชมไปสู่ประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ที่สุดขั้ว ซึ่งถ่ายทำด้วยระบบฟิล์ม และออกมาได้ล้ำ และ คมชัด จนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์มได้…

แต่สิ่งที่เหนือกว่างานภาพอันสุดล้ำ อยู่ที่ดนตรีประกอบที่มีส่วนในการสร้างอารมณ์ และ บรรยากาศที่สุดยอดของหนัง จากฝีมือของ Hans Zimmer นั่นเองครับ!!

สั้นๆง่ายๆเลยว่า ต้องได้ชิง Oscar ครับ!!

ในส่วนของนักแสดงนั้น ด้วยความที่เป็นนักแสดงมากฝีมือกันทั้งนั้น การแสดงเลยไม่มีอะไรต้องพูดถึงมากครับ…

Matthew McConaughey แทบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของหนังเรื่องนี้…สมกับที่ผู้กำกับอยากจะให้เป็น…

Matt Damon คือ “ความลับ” ที่ผู้กำกับเก็บงำเอาไว้ตลอดมา…กับการเปิดเผยหน้าฉากในตอนแรกว่า มารับบท “เล็กๆ” บทหนึ่ง…ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้ว…มันก็ไม่ใช่บทเล็กอะไรเท่าไหร่ด้วยซ้ำ…

Mackenzie Foy คือเซอร์ไพรซ์…แสดงได้ดีเกินวัยไปมาก…และฉายแววถึงความเป็นนักแสดงมีฝีมือออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน…

และสุดท้าย…IMAX 70mm.

นี่เป็น 1 ในประสบการณ์การรับชมที่สุดยอดอีกครั้งในโรง IMAX…หลังจากที่เครื่องฉายฟิล์มนั้นไม่ได้ใช้งานมานานกว่า 1 ปี…และคงต้องรอลุ้นหนังเรื่องต่อไปของผู้กำกับคนนี้แหละครับ ว่าจะมีโอกาสได้ใช้อีกไหม…

เพียงแค่ฉากที่เข้าไปในรูหนอน และ โคตรพ่อโคตรแม่คลื่นยักษ์ ก็คุ้มค่าที่จะไปชมแล้วครับ!!

เป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้ความเป็น IMAX ได้คุ้มค่า และ อลังการมากๆ…คงต้องบอกว่า ใครที่พลาดการชม Gravity แบบ IMAX 3D ไป…ไม่ควรที่จะพลาดเรื่องนี้แบบ IMAX 70mm. เช่นกันครับ!!

 


 

สรุป : Interstellar…เป็นภาพยนตร์ sci-fi ที่ออกมาโคตรจะวิทยาศาสตร์กันสุดๆ แต่ประเด็นเรื่องราวต่างๆนั้นก็ค่อนข้างหนักแน่นในตัวเอง โดยเฉพาะ ความรัก…ศัพท์วิทย์ท่วมจอเลยครับ แต่ก็ไม่ได้ยากจนทำให้ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย แต่ควรที่จะมีพื้นฐานความรู้ติดหัวมาเล็กน้อย…งานภาพนั้นไปไกลและล้ำโลกจนแทบลืมไปว่าถ่ายทำด้วยฟิล์ม และมีงานเสียงที่เหนือคำบรรยาย…เรื่องราวความรู้นั้นอ้างอิงจากทฤษฎีจริงๆทั้งหมด ก่อนที่จะต่อยอดไปในส่วนท้ายๆที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้…เป็นการรวมเอา ความรู้ และ จินตนาการ เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์…นักแสดงมากฝีมือทำให้การชมนั้นไหลลื่น…และ IMAX 70mm. เท่านั้นที่จะมอบประสบการณ์การรับชมที่สุดยอดของหนังเรื่องนี้ได้!!

อาจจะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ไกลจากคำนั้นมากเท่าไหร่นัก…

Review overview
Interstellar - 9.5
คนไทยร่างใหญ่ที่เริ่มชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย...และชอบติดตามข่าวสาร จนจับพลัดจับผลูได้มานั่งเขียนข่าวสารต่างๆมาตั้งแต่ปี 2011...