Home Review Inferno

[Sense Review] Inferno

0 422

11-2016-inferno

เรื่องย่อ : หลังจากลืมตาขึ้นมา “Robert Langdon” พบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาท่ามกลางโรงพยาบาลที่เขาไม่รู้จัก เขารู้สึกมึนงงและบาดเจ็บที่หัว เขาจำอะไรไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาใน 36 ชั่วโมงก่อน เขามาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร ? แต่ก่อนความจำเขาจะกลับคืนมา เขาค้นพบว่าในตัวของเขามีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่จะนำพาเขาไปหาเชื้อโรคที่ร้ายแรงชนิดที่คร่าชีวิตของคนครึ่งโลกได้ เขาต้องออกแก้ไขปริศนาโดยได้รับความช่วยเหลือจาก “Dr. Sienna Brooks” ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป…

*ก่อนเริ่ม Review นี้ จะไม่มีการอิงกับนิยายของ Dan Brown และจะไม่นำไปเปรียบเทียบ “The Da Vinci Code & Angels and Demons” สักเท่าไร เพราะจำเรื่องราวไม่ค่อยได้แล้ว

– สำหรับด้านเนื้อเรื่องก็ตามเรื่องย่อเลย ก็คือ “Robert Langdon” ต้องตามหาเชื้อไวรัสอินเฟอร์โน่ให้เจอ เพื่อที่จะหยุดยั้งในการทำลายมนุษยชาติ พร้อมกับการฟื้นความทรงจำที่หายไป ระหว่างที่กำลังตามหาอินเฟอร์โน่อยู่ โดยร่วมมือกับ “Dr. Sienna Brooks”

– ก็ถือว่า ยังคงซับซ้อนเช่นเคย มีหักมุมตามปกติ แต่ว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดูง่ายที่สุด ซับซ้อนน้อยที่สุด แต่ก็ยังคงลุ้นระทึกเช่นเคย ด้วยความที่พอดูง่าย ทำให้เราไม่ต้องมานั่งดูซ้ำหลายๆ รอบ เพื่อเก็บรายละเอียดว่า เราตกหล่นอะไรไปบ้างรึเปล่า? หรือจะหลับไปไหนช่วงไหน สำหรับเรื่องนี้เลยถือว่า เป็นเรื่องที่ดูแล้วเพลินที่สุดจริงๆ

– ในส่วนจุดหักมุม บางจุดก็หักแบบง่ายๆ เดาได้ แต่มีอยู่จุดนึง หักกันมันซึ่งๆ หน้าเลย ไม่คิดว่าอยู่ดีๆ จะมาหักกันงี้ เรียกได้ว่า เงิบแดกคาโรงกันไป แต่แอบชอบนะ

– ฉากนรกของดันเต้ ที่มาเป็นภาพนิมิตเหตุการณ์ ก็ถือว่าน่ากลัวนิดๆ แต่ก็ไม่มาก เพราะฉากส่วนใหญ่ดันปล่อยมาในตัวอย่างจะหมดแล้ว กลายเป็นไม่ค่อยมีเซอร์ไพรซ์เท่าไรเลย

– ช่วงตอนที่ศจ.ความจำเสื่อมจะได้เห็นอะไรฮาๆ บ้างเล็กๆ น้อยๆ เพราะส่วนใหญ่ เนื้อหาสาระจะมากันแบบจัดเต็มมาก เรียกได้ว่า ถ้าไม่ดูกันแล้วง่วงไปข้าง ก็จะนั่งรับข้อมูลกันไม่ทันเลย แต่สำหรับภาคนี้ในส่วนช่วงครึ่งหลังที่จะเริ่มเจาะลงเนื้อหา ก็ถือว่า โอเค ดูแล้วเข้าใจได้ง่ายและพอประมาณ ไม่ลงลึกถึงขนาดที่จะต้องมาดูซ้ำหลายๆ รอบเพื่อให้เข้าใจ เพราะพูดกันเร็วเหลือเกิน เรื่องนี้ก็เร็วเหมือนกันนะ แต่ดรอปลงมาพอตัว

– ฉากวิ่งหนีของ “Robert Langdon” ก็ยังคงทำออกมาได้ลุ้นระทึกเหมือนเดิม ตอนที่โดรนไล่ล่า ซึ่งในตัวอย่างก็มีอยู่ ดูแล้วแบบ… โดรนพี่บินไวขนาดนั้นเลยรึ? โม้ชิบหาย แต่ก็ยังคงสนุกเหมือนเดิม เพราะตอนหนี ก็ต้องใช้ทริคอะไรเก่าๆ อย่างพวกทางลับที่ถูกสร้างซ่อนเอาไว้ แอบอยากไปตามรอยเหมือนกันนะ

– ด้านงานภาพแอบรู้สึกว่า ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำเท่าไร ตอน “The Da Vinci Code & Angels and Demons” มีฉากสวยๆ ถ่ายทอดออกมาแล้ว ดูรู้สึกถึงความขลังและความยิ่งใหญ่พอตัว แต่สำหรับ “Inferno” ไม่ค่อยจะมีเท่าไรเลย

– เพลงประกอบก็ยังคงประพันธ์โดย “Hans Zimmer” เหมือนกับ 2 ภาคแรก จังหวะก็ยังคงดึงดูดแล้วบิ๊วท์อารมณ์ร่วมไปกับหนังได้เช่นเคย ยิ่งพอดู IMAX เสียงอัพระดับเพิ่มขึ้นไปอีกเท่านึงจริงๆ

IMAX ช่วยบิ๊วท์อารมณ์เพิ่มขึ้นมากจริงๆ มีฉากนึงสะดุ้งตกใจเลย ยอมใจกับระบบเสียง Laser จริงๆ ส่วนด้านภาพ ได้เห็นฉากที่ใหญ่มากขึ้น เก็บรายละเอียดภาพได้มากขึ้นกว่า โรงปกติ

โดยรวมก็ถือว่าไม่ได้แย่ขนาดนั้น สามารถดูได้เพลินๆ อาจจะไม่ดีเท่า 2 ภาคก่อน แต่ยังไงก็ถือว่าดูสบายที่สุด ไม่ต้องนั่งจับรายละเอียดอะไรเยอะ ไม่ซับซ้อนอะไรมาก ใครที่เป็นแฟนๆ ของหนัง “Robert Langdon Series” ก็อย่าพลาดกันนะครับ

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณบัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษจากทาง Sony Pictures Thailand ด้วยครับ

infrn_imax_1sht_digi_01