Home Review Fantastic Beast and Where To Find Them

[Sense Review] Fantastic Beast and Where To Find Them

0 518

11-2016-fantastic-beast

– สำหรับภาพยนตร์ “Fantastic Beast and Where To Find Them” ถือว่า เป็นการเขียนบทครั้งแรกของ J.K. Rowling ที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์โอเคใช้ได้ ยังต้องปรับอะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้ดีแล้วก็ไม่ได้แย่มาก อารมณ์เหมือนอ่านนิยายที่เส้นเรื่องจะเยอะนิดนึง

– ด้านเนื้อเรื่อง จะพูดถึงตัว นิวท์ สคามันเดอร์ ที่ได้เดินทางมายังนิวยอร์ค เพื่อเก็บข้อมูลไปเขียนหนังสือ “Fantastic Beast and Where To Find Them” หรือในชื่อไทยตรงๆ เลยว่า “สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่” ซึ่งสัตว์ในกระเป๋าบางตัวก็ได้หลุดออกไป พร้อมกับตัวนิวท์ ที่ได้เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ลึกลับที่นิวยอร์คด้วย ทำให้เขาต้องรีบแก้ไขทุกอย่างกลับมาเป็นดังเดิมให้เร็วที่สุด

– โดยรวมก็ถือว่า โอเคครับ มีการปูเรื่องราวได้ดีจากช่วง Opening พร้อมกับการเล่าเรื่องที่อยู่กลางๆ ช่วงแรกๆ จะมีเร่งบ้าง อืดบ้าง แต่ไม่ได้น่าเบื่อมากนัก มีการสอดแทรกเรื่องราวที่เป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของชุมชนผู้วิเศษในอเมริกากับพวกโนแมจ (มักเกิ้ล) เป็นช่วงๆ ผสมไปกับเรื่องราวหลักของเรื่องก็คือตัวนิวท์ ซึ่งโทนเรื่องดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จริงจังมากขึ้น มาพร้อมอะไรที่ฮาๆ ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ด้วย

– ตัวเรื่องยังมีการแทรกเรื่องราวของ “สัตว์มหัศจรรย์” ไปด้วย ซึ่งมีฉากใหญ่ๆ ฉากนึงที่จะมาเล่าเรื่องราวนี้โดยเฉพาะเลย ก็ถือว่าใช้ได้ครับ อารมณ์เหมือนมีคนเอาหนังสือ 120 กว่าหน้า มาสรุปย่อให้ฟังประมาณ 10 นาที แต่ก็จบง่ายไปนิดนึง สำหรับฉากที่เป็น 1 ในคีย์หลักของเรื่อง

– ใครที่เป็นแฟนๆ “Harry Potter” แล้วมาดูเรื่องนี้อาจจะต้องยิ้มกันนิดๆ เพราะมี Easter Egg ที่ร้อยเรื่องราวเข้าหากันระหว่างทั้ง 2 เรื่องด้วย

– มีการปูทางให้กับตัวละครของ “Newt & Grindelwald” ได้ในระดับพื้นๆ และเรียบๆ มาก จน 2 ตัวละครนี้ดูออกแนวไม่มีอะไร แต่ก็มีอะไร ในขณะที่ตัวละครรองที่ซึ่งจะมีบทบาทในภาคเดียวอย่าง “Tina, Queenie, Jacob& Credence” ยังเล่าเรื่องได้น่าสนใจและดีกว่าตัวละครหลักซะอีก

– งาน CG มีทั้งจุดที่ดีและก็ไม่ดี จุดที่ดีก็คือ ภาพ 3D ถือว่าทำออกมาดีมาก ภาพสวยคมเลย เหมือนมีการนำเทคนิคใหม่เข้ามาใช้ด้วย ซึ่งถ้าดูเผินๆ ก็เหมือนว่าไม่เนียน แต่ส่วนตัวคิดว่า นำเทคนิคใหม่มาใช้นี่แหละครับ ส่วนจุดที่ไม่ดีก็จะเป็นตึกต่างๆ ในเมือง ที่อยู่ไกลๆ นี่แหละครับ พอมองออกว่าเป็น CG เลย แต่ถ้ามองว่าเพื่อความบันเทิง ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อเรื่องแม้แต่น้อยครับ

– สำหรับเพลงประกอบก็ได้ “James Newton Howard” จาก “Batman Begins, The Dark Knight & The Hunger Games Film Series” มาประพันธ์เพลงให้ ซึ่งก็สร้างอารมณ์ร่วมได้เป็นอย่างดี ทำนองเพลงมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับ Harry Potter 

IMAX 3D เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ 2 ของปีที่มี 3D Frame Break ซึ่งก็ถือว่า โอเคครับ ฉากสู้นี่ร้อง Wow! เลย แต่จังหวะที่ใส่มายังสู้ “Ghostbusters” ไม่ได้ แล้วบางฉากที่ควรจะใส่ก็ไม่ใส่ด้วย แต่เรื่องระบบเสียงและภาพ ต้องยอมรับเลยว่า พอดูบนจอ IMAX แล้ว อลังการขึ้นเป็นเท่าตัว 3D Frame Break อาจจะไม่ดีมาก แต่ระบบเสียงและภาพ ยอมใจเลยครับ

สรุปถือว่าเป็นการเปิดโลกเวทมนตร์แห่งใหม่ที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จริงจังมากขึ้น ผสมไปกับความฮาตลอดทั้งเรื่อง อาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ชวนอยากให้ดูภาคต่อไป แนะนำให้รับชมในระบบ IMAX เพื่อเพิ่มความอลังการในการเปิดเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์ในครั้งนี้ครับ