Home Review Sense Review : Batman v Superman – Dawn of Justice

Sense Review : Batman v Superman – Dawn of Justice [B-]

0 2873

เกณฑ์การให้คะแนน : 9.6-10 คะแนน เกรด A+ 9.0-9.5 คะแนน เกรด A 8.5-8.9 คะแนน เกรด A- 8.0-8.4 คะแนน เกรด B+ 7.5-7.9 คะแนน เกรด B 7.0-7.4 คะแนน เกรด B- 6.5-6.9 คะแนน เกรด C+ 6.0-6.4 คะแนน เกรด C 5.5-5.9 คะแนน เกรด C- 5.0-54 คะแนน เกรด D+ 4.5-4.9 คะแนน เกรด D 4.0-4.4 คะแนน เกรด D- 0-3.9 คะแนน เกรด F

– ด้านเนื้อเรื่อง ยอมรับว่า Detail เยอะมาก เยอะจนสมองรับไม่ไหวจริงๆ มาแบบ “Avengers : Age of Ultron” ที่ Detail เยอะ จนเวลาในการเล่าเรื่องไม่พอ รู้เลยว่า ช่วงไหนที่น่าจะตัดออกไป แต่ทางโน้นยังพอรับเรื่องราวไหว แค่รู้สึกว่า เดินเรื่องเร็วเท่านั้น ส่วนเรื่องนี้ ยอมรับว่า รับไม่ไหวจริงๆ มาพร้อมกับบทที่ดูอ่อนๆ เรียบๆ ง่ายๆ ถ้าฉบับเต็ม 3 ชั่วโมงมา อาจจะตายได้

– หนังเรื่องนี้ทำมาเพื่อปูทางสู่ “Justice League” ที่จะมาในช่วงปลายปีหน้าจริงๆ ถึงจะหยอดมาเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่อง มาบ่อย พยายามย้ำมาก แบบ “Justice League” จะมาแล้วนะ แต่ยังไงก็ชอบครับ

– เรื่องนี้จะเน้นพูดเยอะ ใช้เวลาในการเล่าเรื่องมาก กว่าจะเริ่มสู้กันก็เสียเวลาไปพอตัว แต่พอเข้าแอ็คชั่นที จัดเต็มเลยครับ ชอบที่สุดก็คง แอ็คชั่นของ Batman นี่แหละ

– การตัดต่อ ยอมรับว่า ปวดหัวมาก ไม่ค่อยเป็นหลักเป็นแหล่ง เด้งไปเด้งมา มึนหัวมาก แต่ยังพอจับทางได้อยู่ครับ (ส่วนตัว แอบรู้สึกว่า หลายๆ ฉากในเรื่องที่เกิดขึ้น เหมือนใส่ผิดตำแหน่งยังไงอย่างงั้น อยากให้ตัดใหม่มาก ตอนที่ออกแผ่นแบบ Ultimate Cut มา)

– Action เรื่องนี้ อลังการขึ้นกว่า “Man of Steel” เป็นอย่างมาก ได้เห็น Trinity คือสุดๆ แล้วจริงๆ แต่ว่า ยังซึมซับไม่ค่อยเต็มที่เท่าไร ก็จบล่ะ หวังว่า ตัวเต็มจะจุใจมากกว่านี้นะ

– เพลงประกอบยอมรับว่า “Hans Zimmer & Junkie XL” ที่ได้มาร่วมงานกันอย่างจริงจังครั้งแรก ก็ประพันธ์เพลงได้อลังการงานสร้าง เข้ากับเนื้อเรื่องจริงๆ โดยเฉพาะในส่วนของ “Junkie XL” ที่ทำเพลงประกอบฝั่งตัวละคร Batman ตอนฟังปกติ ความรู้สึกแรกคือ “สู้ที่ Hans Zimmer ทำไม่ได้เลย” แต่พอมาดูในหนังจริงๆ อลังไม่แพ้กันเลย!!!

– “เมื่อเราอยากที่จะเป็นคนดี เพื่อทำความดี แต่กลับกลายเป็นว่า ไม่มีใครต้องการ คนดีไม่มีที่ยืน ไม่ว่าจะทำอะไรทุกอย่างต้องมีผลตามมาตลอด” แอบชอบประเด็นนี้มาก ที่ใช้ในการดำเนินเรื่องราว มันสะท้อนสังคมให้เห็นในปัจจุบันเลยจริงๆ ซึ่งประเด็นนี้จะถ่ายทอดผ่านทางตัวละคร Superman เลยยิ่งทำให้ตัวละครนี้ มีความเป็นมนุษย์เป็นอย่างมากที่สุด นึกถึง Batman เวอร์ชั่น คริส โนแลน เลย ที่มีความเป็นมนุษย์ ดูแล้วเข้าได้ ตัวละครไม่ได้เป็นแค่ตัวละคร เป็นคนๆ นึง ที่เรารู้สึกและเข้าใจความคิดของเขาได้

 

Ben-Affleck-as-Batman1

 

– ด้านนักแสดง ปังสุดจริงๆ ของเรื่องก็คงเป็น “กัล กาด็อท & เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก” ล่ะครับ “เบน เอฟเฟล็ค” ก็ถือว่าเล่นดีอยู่ แต่ 2 คนที่บอกไปคือสุดจริงๆ “กัล กาด็อท” ดูเป็นคนที่มีประสบการณ์มาในระดับนึงเลย ตอนเป็น “Wonder Woman” เท่, แข็งแกร่งและทรงพลังมาก สมเป็นหญิงแกร่งแห่ง DC จริงๆ มาแย่งซีน Batman & Superman หมดเลย (ฮา) ส่วน “เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก” ในบท “เล็กซ์ ลูเทอร์” กับการตีความในรูปแบบใหม่ ที่อยากขอพูดตรงๆ (คำหยาบ) เลยว่า “เด็กเหี้*” เป็นคนที่ฉลาดแกมโกง เล่นเกมปั่นสมองแบบสุดๆ รู้สึกอยากตื้บมาก แต่ชอบสุดๆ รู้สึกว่า ตัวละครนี้น่ากลัว เราไม่สามารถเดสอะไรได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ส่วน “เบน เอฟเฟล็ค” ที่มารับบท “Batman” ก็ถอดแบบบุคลิกมาจาก “The Dark Knight Returns” จริงๆ ครับ ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำมากมายเท่าไร แต่พี่เบน เขาเล่นดีจริงๆ อยากรอดูหนังเดี่ยว Batman เลย ส่วน “เจเรมี่ ไอออนส์” ที่รับบท “อัลเฟรด เพ็นนิเวิร์ธ” ดูช่วยเหลือ Batman มากกว่า ในทุกฉบับ มีประสบการณ์มามากมาย จนนึกว่า นี่พ่อบ้านหรือช่างซ่อมกันแน่..

“เฮนรี่ คาวิลล์” ที่กลับมาในบท Superman อีกครั้งนึง ครั้งนี้ตัวละครของเขาได้เติบโตขึ้นจากภาคแรกมาก ต้องแบกรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา เขาที่มองว่ามนุษย์พร้อมจะรับตัวตนของเขาได้ เมื่อเขาเปิดเผยตัว แต่กลับกลายเป็นว่า แท้จริงมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แล้วเขาจะเผชิญหน้ากับมันยังไง เรียกได้ว่า เฮนรี่ พาตัวละคร Superman เติบโตขึ้นจริงๆ ครับ

– เรื่องนี้ เอาใจแฟน Comic มาก เรียกได้ว่า ดูแค่ “Man of Steel” ไม่พอ ต้องมีพื้นฐาน Comic มาด้วยในระดับนึงเลย เพราะผกก.Zack Snyder อิงจาก Comic มาหลายๆ เล่มไม่ใช่แค่ “The Dark Knight Returns” เท่านั้น Zack สร้างเรื่องนี้โดยเอาใจแฟน Comic แบบเต็มจริงๆ ครับ เอาใจจนลืมนึกถึง กลุ่มผู้ชมทั่วไป ที่กำลังจะเริ่มตาม DCEU หวังว่า เฮียคงจะปรับแก้กับเรื่องต่อไปนะครับ (อย่าอินดี้เยอะนะเฮีย เรื่องต่อไป JL เลยนะ)

– งานภาพยอมรับว่า เรื่องนี้กลิ่นอาย “Zack Snyder” มาแบบจัดเต็มจริงๆ ไม่แปลกใจ เพราะได้ตากล้องคู่บุญอย่าง “Larry Fong” ที่เคยกำกับ “300, Watchmen & Sucker Punch” มาร่วมงานด้วย ซึ่งทำให้งานภาพมีสไตล์คล้ายและใกล้เคียงกับ Comic เป็นอย่างมาก ความรู้สึกตอนดู แอบได้กลิ่นอาย “Watchmen” มาหน่อยๆ ด้วย

– ระบบ IMAX ยอมรับว่าเสียงแน่นมาก กระหึ่มแบบสุดๆ อลังการเต็มที่ (แนะนำว่าชมที่ พารากอน ดีที่สุด) แต่ฉากที่ถ่ายด้วย IMAX ไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไร ถ้าเทียบกับ “The Dark Knight & The Dark Knight Rises” 3D แปลงมาก็ไม่ค่อยดีมากเท่าไร ถ้าจะดูแนะนำว่า ดูแบบ Digital ปกติดีกว่า แต่ถ้าใครที่อยากจะดู IMAX ก็ต้องทนดู 3D กันสักนิดนึงครับ

 

reaction-to-second-batman-v-superman-dawn-of-justice-trailer-737594

 

สรุป “นี่คือหนังที่เอาใจแฟน DC อย่างเต็มที่(มากๆ) เตรียมพร้อมสู่ภาพยนตร์ “Justice League” หนัง Super Hero ที่ดาร์คและสมจริง ที่กลุ่มผู้ชมทั่วไปเกือบจะดูไม่รู้เรื่อง เพลงประกอบอลังการ งานภาพมาสไตล์ Zack Snyder จริงๆ” งานนี้จะชอบไม่ชอบ แนะนำว่า ไปลองพิสูจน์ด้วยตาตัวเองดีกว่าครับ

7.0/10

Reviewed by Sense T.J (ฝากมาลงจ้า)