Home Review Sense Review : Avengers: Infinity War : การลงทุนมีความเสี่ยง และครั้งนี้ มันก็เสี่ยงสูงเหลือเกิน…

Sense Review : Avengers: Infinity War : การลงทุนมีความเสี่ยง และครั้งนี้ มันก็เสี่ยงสูงเหลือเกิน…[B-]

1 4123

หมายเหตุ : 9.6-10 คะแนน เกรด A+ 9.0-9.5 คะแนน เกรด A 8.5-8.9 คะแนน เกรด A- 8.0-8.4 คะแนน เกรด B+ 7.5-7.9 คะแนน เกรด B 7.0-7.4 คะแนน เกรด B- 6.5-6.9 คะแนน เกรด C+ 6.0-6.4 คะแนน เกรด C 5.5-5.9 คะแนน เกรด C- 5.0-54 คะแนน เกรด D+ 4.5-4.9 คะแนน เกรด D 4.0-4.4 คะแนน เกรด D- 0-3.9 คะแนน เกรด F

ถ้านับกันจริงๆแล้ว…เราได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวของเหล่าตัวละครจาก Marvel ที่ถูกเรียกอย่างเป็นทางการไว้ว่า Marvel Cinematic Universe กับเกือบจะครบ 10 ปีเต็ม ในสัปดาห์หน้านี้แล้วนะครับ…จากจุดเริ่มต้นก้าวแรกโดย Iron Man ที่ฉายในวันที่ 2 พฤษภาคม 2008…มาถึง ณ ตอนนี้…เรื่องราวถูกเล่าและขยายขอบเขตออกไปทั้งสิ้น 18 เรื่อง…ทำเงินในอเมริกาไปแล้วเกือบๆ 6 พันล้านเหรียญ…และทำเงินทั่วโลกกันสูงเกือบจะถึง 15,000 ล้านเหรียญ กันแล้วในเวลานี้…

และการเดินทางของเรื่องราว และ ตัวละครต่างๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไป…เพียงแค่เรื่องราวล่าสุดที่ถูกนำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์ลำดับที่ 19 อย่าง Avengers: Infinity War นั้น เปรียบเสมือนเป็น จุดร่วม ของแต่ละช่วงเวลาของเรื่องราว เพื่อรวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนแต่ละตัวละคร และทำให้มันสามารถดำเนินต่อไปในได้ทิศทางเดียวกัน…เพียงแค่ว่า Infinity War ที่เป็น จุดร่วมที่ 3 ในช่วงระยะเวลา หรือ phase 3 ในเรื่องราวของ Marvel Cinematic Universe นั้น…มันเป็นเรื่องราวที่ ยิ่งใหญ่ และ มีรายละเอียดต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย จนต้องแบ่งออกเป็น 2 ตอน…ต่างจาก 2 phase ก่อนหน้านี้ที่เรื่องราวทั้งหมดจะมาบรรจบรวมกันในตอนสุดท้ายทีเดียว…

ซึ่งถ้ามองกันในรายละเอียดจริงๆแล้วนั้น…ในแต่ละ phase นั้นก็มีการโปรยข้อมูลและสิ่งต่างๆเอาไว้ถึงตัวละครตัวหนึ่ง และ สิ่งที่มันกำลังจะเกิด…ซึ่งก็ใช้ระยะเวลา 10 ปี ผ่านหนัง 18 เรื่อง เพื่อนำให้ทุกอย่างมันมาบรรจบกันที่ Infinity War…แน่นอนครับว่าแฟนๆที่ติดตามภาพยนตร์ในจักรวาล MCU กันมาตลอด 10 ปี ต่างก็คาดหวังถึง สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ว่ามันจะยิ่งใหญ่สมกับที่ปูเรื่องราวกันมาถึง 10 ปี มากน้อยแค่ไหน…

และผลลัพท์นั้นหรือ…

 

 


 

 

เรื่องราวของ Infinity War นั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นใน Thor: Ragnarok จนแทบจะเรียกได้ว่า เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว…ในขณะที่เรื่องราวใน โลกมนุษย์ นั้นก็เกิดขึ้นหลังจาก Civil War 2 ปี…กับพล็อตเรื่องง่ายๆที่ไม่ต้องอธิบายอะไรยืดยาวว่า…

 

“Thanos จอมเผด็จการแห่งจักรวาล เดินทางไปทั่วทุกหนแห่ง เพื่อรวบรวม Infinity Stones ทั้ง 6 ชิ้น เพื่อครอบครองพลังที่เกินจะจินตนาการถึง…และแน่นอนว่ามันจะต้องบุกมายังโลกมนุษย์ ที่ซึ่งมี หินแบบนี้ เก็บรักษาไว้อยู่ด้วยนั่นเอง”

 

ซึ่งจากเรื่องราวตลอด 10 ปีนั้น ก็มีการเปิดเผยและบอกตำแหน่งส่วนใหญ่ของ Infinity Stones กันแล้วว่าอยู่ที่ใดบ้าง…ฉะนั้นแล้ว เราก็จะได้เห็นเรื่องราวนั้นดำเนินไปในรูปแบบ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายไล่ล่า และ ฝ่ายปกป้อง…และเรื่องราวในคราวนี้ ก็จะไม่ได้มุ่งเน้นที่ในโลกกันเป็นหลักเหมือนใน Avengers 2 ภาคก่อนหน้า…เพราะว่าในส่วนของ ฝ่ายไล่ล่า นั้นจะเป็นการเดินทางในอวกาศข้ามสู่ดวงดาวต่างๆเป็นหลัก…

ซึ่งมันก็จะสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวให้เข้ากัน โดยเฉพาะ ในส่วนของ ตัวละครที่อยู่ นอกโลก เป็นหลัก ทั้ง Thor และแก๊งค์ Guardians of the Galaxy…

และด้วยสไตล์การกำกับของ 2 พี่น้อง Russo นั้น…จะมีความชัดเจนมากกว่าผู้กำกับคนอื่นๆใน MCU ด้วยกันเอง คือ เรื่องราวจะมีความ ฉับไว จริงจัง และ ซีเรียส มากกว่าปกติ…และเรื่องราวก็จะดำเนินไปในรูปแบบของ การไล่ล่า เป็นหลัก….ซึ่งใน Infinity War ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น…แต่เพราะว่าตัวหนังมัน scale ใหญ่มากขึ้น และ ตัวละครมันมีหลายตัวมากหรือไม่ก็ไม่ทราบได้…แต่สิ่งที่ได้ชมนั้น มันดูเหมือนจะดรอปลงมาจากการไล่ล่าที่ทั้งคู่เคยกำกับไว้ใน Captain America: The Winter Soldier และ Civil War ซะงั้น…

 

 

แน่นอนว่าการที่มีตัวละครจำนวนมาก มารวมอยู่ในหนังเรื่องเดียวนั้น ส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาเรื่องของ การกระจายน้ำหนักและบทบาทที่ไม่ทั่วถึง…ซึ่งโชคดีที่ Infinity War สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ดี…เพราะว่าตัวละครแต่ละตัวนั้น ต่างก็มีโอกาสได้โชว์ของกันพอสมควร ไม่มีใครที่โดนกลบกันจนเห็นได้ชักเท่าไหร่นัก…อาจจะมีบ้างประมาณ 2-3 ตัวละครที่ในเรื่องนี้ดูจะมีบทบาทไม่มากอย่างที่คิด…และก็โชคดีที่ตัวละครบางตัว ไม่ได้โผล่มาแต่อย่างใด เนื่อด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นั่นเอง…

แต่ว่า มันก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย…เพราะว่าส่วนใหญ่ของหนังนั้น จะมุ่งเน้นที่การตามล่าหาหินสีของ Thanos กันเป็นหลัก…เรื่องราวมันก็เลยจะไปอยู่ใน อวกาศ เสียมากสักหน่อย…แถมเรื่องราวใน อวกาศ ก็ยังมีแบ่งกลุ่มแบ่งก๊กกันเดินทางอีก…ทำให้การลำดับเรื่องราวตัดสลับไปมากันระหว่าง อวกาศ-โลก-อวกาศ เลยอาจจะไม่ค่อยไหลลื่นมากเท่าไหร่นัก…แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้หนังดูมั่วซั่วไร้ทิศทางแต่อย่างใด…

อีกจุดที่รู้สึกแปลกๆในหนังเรื่องนี้ คือ หนังพยายามที่จะสร้างประเด็นให้เกิดน้ำหนักในเรื่องของ ความสัมพันธ์ของตัวละคร กันมากจนดูเหมือนจะเป็นการพยายามยัดเยียดดราม่าไปสักเล็กน้อย…ซึ่งโชคดีที่ว่า 1 คู่ของความสัมพันธ์ที่ถูกชงให้ดราม่าในเรื่องนี้นั้น เมื่อเรื่องราวเดินทางมาถึงจุดๆหนึ่งที่สำคัญนั้น มันออกมาเวิร์คในท้ายที่สุด…

แต่ถ้าเทียบกับการพยายามบิ้๊วท์ดราม่าความสัมพันธ์นั้น…Civil War ทำออกมาได้ดีกว่ามาก…แต่อาจจะเพราะว่าคราวนี้มันมีหลายคู่หลายคนก็เป็นได้ เลยอาจจะไม่สามารถใส่รายละเอียดให้มันมากพอให้เราเชื่อก็เป็นได้…

ไม่เพียงแค่นั้น…เหมือนว่าอาจจะมีใบสั่งออกมาไว้ว่า Avengers มันจะต้องมีความตลกอยู่ด้วย…เลยจะได้พบเห็นการเล่นมุกและยิงมุกกันอยู่เป็นระยะ…ซึ่งมุกนั้นมันไม่ผิดหรือแป๊กแต่อย่างใด…เพียงแต่มันไปทำให้อารมณ์ร่วมกับสถานการณ์นั้นๆมันเป่ไปพอสมควร…บางช่วงที่มันจะต้องซีเรียส เจอมุกปล่อยมาก็หลุดเครียดออกไปซะงั้น…ซึ่งโชคดีที่ช่วงท้าย ผู้กำกับรู้ว่าสถานการณ์นั้นมันไส่ควรที่จะทำอะไรเล่นๆ…

 

 

และสิ่งที่ดีที่สุดในด้านของ เนื้อหาสาระของหนังนั้น…มันอยู่ในช่วง เปิดเรื่อง และ ปิดเรื่อง นั่นเอง!!

อย่างที่บอกกันไปว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นต่อเนื่องจาก Thor: Ragnarok…เราจึงจะได้เห็น ชะตากรรม ของชาว Asgard ที่ถูก Thanos ลูกสมุนทั้ง 4 บุกเข้ามา…และน่าจะเป็น ฉากเปิดเรื่อง ที่ทำให้รู้สึก อึดอัด กดดัน และ ตึงเครียด มากที่สุดในจักรวาล MCU นี้แล้ว…รวมทั้ง ช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ที่นำพาให้เรานั้นกลับเข้าสู่ความรู้สึก อึดอัด และ กดดัน แบบเดียวกับช่วงเปิดเรื่องอีกครั้ง…และมันก็ทำให้ Infinity War นั้นกลายเป็นหนังที่มีความ มืดหม่น และ กดดันในเนื้อหาที่สุดของ MCU แซงหน้า Civil War ไปแล้ว…

เพียงแต่ว่า…ในความ อึดอัด และ กดดัน ที่ Infinity War พยายามสร้างแก่ผู้ชมในครั้งนี้…มันให้ความรู้สึกที่ มืดหม่น และ สิ้นหวัง ไม่น้อยไปกว่าที่เคยได้ประสบพบเจอใน The Dark Knight Rises เลยทีเดียว…ซึ่งถ้าเรื่องนี้ได้แตกแขนงเป็น 2 ภาคด้วยล่ะก็คงจะเลือกที่จะจบแบบเดียวกับที่ Infinity War นั้นเลือกทำด้วยเช่นกัน…แต่ส่วนตัวแล้ว ผมยังรู้สึกว่าใน The Dark Knight Rises นั้นสามารถสร้างความ มืดหม่น กดดัน สิ้นหวัง และ อึดอัด ได้มากกว่าเล็กน้อย…

และฉากจบ…กับการเลือกที่จะดำเนินเรื่องราวแบบนี้…ถือได้ว่า Marvel กล้าที่จะวางเดิมพันตัวเองเอาไว้สูงเลยทีเดียว…เพราะว่า ถ้ามองจะทรัพยากรที่มี และ ได้เผยแพร่ออกมาให้แฟนๆได้รับรู้มาตลอด 18 เรื่องก่อนหน้านี้…มันเหมือนว่าจะเป็นการ ปิดประตูลงกลอน ไม่ให้แฟนๆได้มองเห็นความหวังที่มันจะเป็นไปได้ใน Avengers 4 กันเลยทีเดียว โดยที่ต้องย้ำว่า “ถ้ามองดูจากสิ่งที่ Marvel มี และ ได้นำเสนอให้ได้เห็นกันมาแล้ว” นะครับ…

แต่ถึงแม้ว่าส่วนตัวจะค่อนข้างรับได้กับทางเลือกที่จะจบ Infinity War กันแบบนี้…แต่มันก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ยังคงมีความค้างคาใจอยู่บ้าง เพราะว่าตัวหนังเองก็ไม่ได้บอกเอาไว้ชัดเจนเท่าไหร่นัก…ซึ่งมันก็อาจจะเป็นการเปิดช่องเผื่อเอาไว้สำหรับการสานต่อเรื่องราวใน Avengers 4 ก็เป็นได้…

จากนี้ไป…การบ้านชิ้นใหญ่ของ พี่น้อง Russo ก็คือ…จะเล่าเรื่องราวใน Avengers 4 โดยที่เมื่อมองจากสิ่งที่เกิดขึ้นใน Infinity War นั้น…มันดูมีความน่าเชื่อถือ และ ไม่เป็นการพยายามแถกันจนเกินไป…โดยเฉพาะ ในส่วนของ “สิ่งที่ Marvel ยังไม่ได้บอกมาก่อน” ทั้งหลายแหล่ ที่มันจะต้องโผล่มาในภาค 4 อย่างแน่นอน!!

 

 

อย่างไรเสีย…สิ่งที่เป็นของเชิดหน้าชูตาให้กับหนัง Marvel แทบทุกเรื่องอย่าง ฉาก action นั้น…ก็ยังคงทำได้ตามมาตรฐานอันสูงลิบที่ตัวเองได้ขีดเส้นเอาไว้เองอยู่ดี…

เพราะว่าเราต่างก็รู้จักตัวละครหลักแทบทุกตัวกันมาก่อนแล้ว…Infinity War ก็เลยดำเนินเรื่องโดยที่แทบจะไม่มีการเกริ่นนำเรื่องราวใดๆ…มาถึงก็ใส่กันเลย!! และฉากต่อสู้ถือได้ว่า เยอะมาก น่าจะเยอะที่สุดใน MCU แล้ว…เพราะว่ามันแทบจะไม่ต้องมานั่งท้าวความใดๆกันแล้ว และ เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายจุดหลายที่…เลยเกิดการปะทะกันถี่หน่อย…

และฉากต่อสู่ที่ดีที่สุดใน Infinity War ก็คือ…ฉาก รุมกินโต๊ะ Thanos นั่นเอง!!

ด้วยความที่ไม่ได้เป็นคนที่อ่าน comic แต่อย่างใด…แต่ในความคิดของคนทั่วไปก็อาจจะคิดว่า comic แนว superhero นั้น…มันจะต้องมีการต่อสู้ที่ดุเดือด มีการปล่อยพลังกันตู้มต้าม และ มันต้องมีพลังอะไรที่เวอร์เกินจะจินตนาการถึงได้…ซึ่งฉากนี้ใน Infinity War น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่มันควรจะเป็นใน comic ที่สุดแล้วล่ะ…

ในขณะที่ ฉากต่อสู้ที่ใหญ่ที่่สุดในช่วงท้าย…มันดูยิ่งใหญ่ก็จริง แต่มันกลับไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นอะไรกับมันมากเท่าไหร่นัก…

ในส่วนของงานภาพนั้น…ดูเหมือนว่า Marvel จะเล่นสีสันฉูดฉาดกันจนกลายเป็นความปกติไปเสียแล้ว โดยเฉพาะ ช่วงที่ไม่ได้อยู่บนโลก…ถ้าชมแบบ 3D ก็น่าจะตื่นตาตื่นใจมากพอสมควรเลยทีเดียว…แต่ด้วยความที่ พี่น้อง Russo นั้ทำหนังที่ค่อนข้างซีเรียสกว่า Joss Whedon…มันก็เลยไม่ค่อยจะมีฉากขายหรือฉากโชว์เท่แบบที่เห็นแล้วต้องร้อง ว้าวววววววววววว!! แม่งโคตรเท่!! อะไรแบบนี้มากเท่าไหร่นัก…

และอย่างที่บอกไว้ด้านบน ด้วยการตัดสลับเหตุการณ์แบบฉับไว บางทีมันก็เลยทำให้รู้สึกไม่ไหลลื่นเท่าไหร่นัก…

 

 

ในขณะที่นักแสดงทั้งหลายนั้น…จะพูดอย่างไรดี…

แต่ละคนก็รับหน้าที่ของตัวเองได้ดี…เพียงแต่ หน้าที่ของแต่ละคนนั้นต่างกัน…มีตัวละครบางตัวที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นด้วย…พูดแค่นี้ก็แล้วกัน…

แต่ตัวร้ายอย่าง Thanos นั้นมันก็สมกับเป็น last boss จริงๆ…เก่ง…ไม่มีถุงมือแม่งก็ยังเก่ง…แต่พอมีถุงมือ+Infinity Stones นี่เขาเรียกว่า โกง!!!

สรุปเลยเนอะ…นึกไม่ออกละ ต้องไปซ้ำก่อน ^_^

 

อ้อ!! ดูเหมือนว่า หนังน่าจะโดนตัดออกไปพอสมควรนะครับ…ฉากที่เห็นในตัวอย่าง มีหายไปเหมือนกัน ^_^

 


 

 

สรุป : Avengers: Infinity War…เป็นการรวมเรื่องราวที่เกริ่นๆมาตลอด 10 ปีเอาไว้เพื่อนำพาไปสู่ตัวร้ายระดับอ๋องอย่าง Thanos…หนังพยายามจะดึงเรื่องราวให้หนัก ซึ่งมันก็มีความหนักในตัวอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายใส่ดราม่าตัวละครเข้ามาจนดูเป็นการยัดเยียดไปหน่อย…มากคนก็มากความ แต่ในความ มากความ ก็มีปัญหาในการลำดับเหตุการณ์กันอยู่บ้าง ส่วนในความ มากคน ก็ยังพอเกลี่ยบทกระจายได้ดี มีแค่บางคนที่โดนกลบไป…ฉาก action ยังคงมาตรฐานของตัวเอง และ มีมากจนหนำใจ…ฉากเปิดและฉากปิดคือสิ่งที่ดีที่สุด…

ถ้าเทียบกับผลงานก่อนหน้าอย่าง Civil War…เรื่องนี้เหมือนมันจะดรอปลงมา และอาจจะผิดหวังเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ scale ของหนัง…

แต่ถ้าเทียบกับ Avengers ภาคก่อนๆ…หนังมีทุกอย่างอยู่ครบ แค่เพิ่มความหนักแน่นของเรื่องราวมากขึ้น…

และที่สำคัญ…อย่าโดน spoiled ก่อนไปชม!!! ^_^

 

ปล. mid-credit มี 1 ตัว…

 

  • arien asadbek

    อัปเดตอย่างรวดเร็ว: DIRECTMOVIE4K.BLOGSPOT.COM

    [[madeline’s madeline]] ออนไลน์ฟรี