Home Review Sense Review!! : รักหมดแก้ว Love on the Rock…ชีวิตที่หลากรสเหมือนกับเหล้าหลากชนิด…แต่ความรักกลับจืดชืดดั่งน้ำเปล่า

Sense Review!! : รักหมดแก้ว Love on the Rock…ชีวิตที่หลากรสเหมือนกับเหล้าหลากชนิด…แต่ความรักกลับจืดชืดดั่งน้ำเปล่า [C-]

0 2163

เหมือนเป็นธรรมเนียมของค่าย M39 ไปแล้วนะครับ ว่าสิ้นปีต้องมีหนังอารมณ์ดีมาส่งท้ายปีให้ได้ชมกัน…

แต่ที่ผ่านมานั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการรับเหมาโดย พี่ยอร์ช-ฤกษ์ชัย เสียเกือบหมด (ปีที่แล้วก็ ฟัดจังโตะ)…

หลังจากที่แกรับเหมาสิ้นปีมาถึง 5 ปีติดกัน…ปีนี้แกก็คงจะขอพักไปหามุกใหม่ๆกันล่ะมั้งครับ…เลยได้ ยู-ษรัณยู จิราลักษม์ จาก 9 วัด, Together วันที่รัก และล่าสุดอย่าง Last Summer ฤดูร้อนนั้น…ฉันตาย มาส่งความสุขฉลองปีใหม่ในปีนี้นะครับ…

คราวนี้เล่นประเด็นใกล้ตัวคนไทยแบบสุดๆกับเรื่องราวของ การดื่มเหล้า นะครับ…ซึ่งพี่ไทยน่าจะเป็นชาติเดียวในโลกเลยล่ะมั้งครับ ที่สามารถทำให้ทุกอย่างนั้นเป็นข้ออ้างในการที่จะหาเรื่องมาเมากันได้…พ่อตาย แม่ตาย ญาติตาย ก็ยังจะกินเหล้ากันได้ (อันนี้เรื่องโคตรจริง)…

ด้วยความที่เรื่องย่อมันยาวเสียเหลือเกินนั้น…ผมขอข้ามไปก่อนนะครับ…

 

“เรื่องนี้ … มันก็มีอยู่ว่า….กินเหล้าน่ะเมาได้…แต่กับ “หัวใจ” ห้ามเมา!!

ไฟเลี้ยว คิดเอาไว้ว่าการได้เป็นแฟนกับ บั๊กโจ้ นั้น จะทำให้ความรักของเธอ “โคตรชิล” เหมือนนั่งจิบเบียร์เย็นๆ ริมทะเลตอนพระอาทิตย์ตกดิน…ไม่เร่งรีบ…ไม่เรียกร้อง…และไม่ผูกมัด…

ตามประสาชะนีอินดี้รักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด ไฟเลี้ยววาดฝันไว้ว่าความรักที่ดี คือความรักที่ต่างฝ่ายต่างเว้นช่องว่างให้แก่กันและกัน ไม่ใกล้จนอึดอัดและไม่ไกลจนห่างเหิน เธอผ่านผู้ชายมาหลายคน ผิดหวังมาซ้ำซาก จนกระทั่งได้มาเจอกับ บั๊กโจ้ คนที่เหมือนจะ “ใช่” สุดๆ

บั๊กโจ้ เป็นหนุ่มตี๋หน้ามึนแสนอารมณ์ดี เจ้าของร้านเหล้าที่เหมือนเปิดไว้เป็นห้องรับแขกให้เพื่อนๆ มาสังสรรค์ กะเอาฮาไม่หาผลกําไร เขาไม่เคยคิดจริงจังกับชีวิต เพราะคิดว่าอนาคตเป็นเรื่องอีกยาวไกล และ “เวลา” ก็เป็นทรัพยากรที่ใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด

ด้วยจังหวะการใช้ชีวิตที่เข้าคู่กันอย่างน่าอัศจรรย์ บั๊กโจ้และไฟเลี้ยวจึงตกลงใจคบหากันแบบหลวมๆ กลางวันทํางาน กลางคืนสนุกสนานในวงเหล้าเคล้าเพลงร็อค โดยมีสมาชิกในก๊วนคอทองแดงที่พบปะกันทุกคืนไม่มีขาด อันประกอบไปด้วย พี่อุ๊ สาวเปรี้ยวไอดอลของไฟเลี้ยวเจ้าของคติ “ใช้ชีวิตให้มันส์ก่อนตาย จะได้ไม่อายยมบาล”, พี่แมน คู่ปรับลับฝีปากกับพี่อุ๊ ผู้เชื่อว่า “ชีวิตวางแผนได้แน่ ขอแค่มึงรอบคอบพอ” , พี่โบ้ ศาลพระภูมิของวงเหล้า เกาะติดขวดเหล้ายิ่งกว่าแสตมป์กรมสรรพสามิต ไหนจะมี พี่นุ ทายาทของมหาเศรษฐีพันล้านที่ อาชีพหลักคือการค้นหาตัวเอง, ไอ้เจ๊ด เพื่อนสมัยมัธยมของไฟเลี้ยว ที่คิดว่าเพราะความหล่อเกินไปของตนเอง ทําให้ต้องผิดหวังในความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ ยาย่า เพื่อนสาวแสนสุภาพ ที่ดื่มเหล้าแทนน้ำเปล่า

แต่ทุกๆ วงเหล้าย่อมต้องเลิกราฉันใด ชีวิตก็คงต้องมีจุดเปลี่ยนฉันนั้น และความรักก็ไม่ต่างกัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง กติกาของหัวใจที่ไฟเลี้ยว ตั้งไว้เกิดสั่นคลอน และความเหยาะแหยะของบั๊กโจ้ก็ยิ่งแต่จะทําให้ชีวิตของเขาดิ่งลงเหว

ความรักของทั้งคู่ กําลังแล่นมาถึง “ทางตัน” แถมเหล่าแก๊งค์เพื่อนขั้นเทพที่คอยเป็นที่ปรึกษาด้านหัวใจ ต่างก็แยกย้ายจากกันไปคนละทิศคนละทาง

เขาทั้งสองกําลังจะได้เรียนรู้ว่า โลกที่พวกเขามองเห็นและวาดฝันตอนยังไร้เดียงสานั้น มันช่างแตกต่างกันอย่างลิบลับกับสิ่งที่ต้องเผชิญจริงๆ

มันเผ็ดร้อนกว่าเหล้ายี่ห้อใดๆ ในโลก และเจ็บปวดกว่าเพลงรักทุกเพลงรวมกันจะยุติ “คําว่าเรา” หรือจะเลือก “เมากับคําว่ารัก” มีแต่ไฟเลี้ยวและบั๊กโจ้เท่านั้นที่จะเป็นผู้เลือก และการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่มีโซดา ไม่มีโทนิค ไม่มีมิกเซอร์ มีแค่ “รักหมดแก้ว”…”

จากเรื่องย่อ (นี่ย่อแล้วใช่ไหม?) นั้น…โฟกัสจะไปอยู่ที่ความรักของ 2 พระ-นาง อย่าง ไฟเลี้ยวและบั๊กโจ้…

(บั๊กโจ้ยังไม่เท่าไหร่ นักบอลไทยยังมีคนชื่อ เบคเคนบาวร์ มาแล้ว)

แต่ไปๆมาๆ…เรื่องราวความรักของทั้งคู่…ผมกลับมาว่าเป็น “จุดอ่อน” ของหนังเรื่องนี้ไปเสียนี่…

เพราะว่าจากทั้งหมดทั้งมวลนั้น…ตัวละครทั้ง 2 ไม่ได้ทำให้ผู้ชมอย่างผมเชื่อได้เลยว่า ทั้งคู่นั้นรักกันจริงจังขนาดไหน…ยิ่งตัวฝ่ายหญิงนี่แสดงออกได้ชัดเลจเลยว่า เธอคบไว้เพื่อคั่นเวลาชัดๆ!!

ตัวละครทั้ง 2 ตัวนั้นได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองการใช้ชีวิตที่ชัดเจนในตัวเอง…ซึ่งมันยิ่งจะทำให้รู้สึกว่า ทั้งคู่มันไม่น่าที่จะรักกันได้เลยจริงๆ…

ฝ่ายชายก็ทำตัวหลักลอย ขอตังค์ที่บ้านไปวันๆ…ไม่ได้คิดถึงอนาคตแต่อย่างใด…แม้ว่าเขาจะพร่ำบอกเสมอว่านักฝ่ายหญิงแค่ไหน แต่การกระทำต่างๆมันไม่ออกมาให้เห็นได้ชัดเลยเลยว่า อยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปตลอด…

ฝ่ายหญิงนั้นดูเหมือนว่าจะเป็น ชะนีอินดี้ ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง…โดยเฉพาะการตั้งเงื่อนไขกับฝ่ายชายเอาไว้เช่นนั้น…แต่ในความเป็นจริงนั้น เธอเว้นช่องว่างเอาไว้เพื่อที่เธอจะสามารถไปหาใครที่ใช่กว่าสำหรับเธอได้…

ฝ่ายชายดูจริงใจ แต่ก็เหมือนจะไม่ค่อยจริงจังนัก…ฝ่ายหญิงดูจริงจัง (กับคนอื่นๆ) และก็ไม่ค่อยจะจริงใจ…

อารมณ์ของทั้งคู่หลังจากที่เลิกกันไป เลยไม่ค่อยรู้สึกว่าจะคิดถึงกันเพราะว่ารักกันเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะผ่ายหญิง ที่เหมือนว่า เธอขาดเพื่อนกินเหล้าที่รู้ใจ เสียมากกว่า…

และยิ่งตอกย้ำให้รู้สึกแย่กับความสัมพันธ์ของคู่นี้ กับฉากสรุปท้ายเรื่อง…ซึ่งสถานที่ และ บรรยากาศในเวลานั้น…มันไม่ใช่เลยล่ะครับ!!

แต่ว่าถึงจะดูไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่กับตัวละครทั้ง 2 นี้…แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า 2 ตัวละครนำนี้ เป็นการสะท้อนลักษณะความรักของวัยรุ่นไทยในยุคนี้ได้อย่างชัดเจน และ เห็นภาพที่สุดแล้วครับ…

การวางแผนอนาคตระยะยาวนั้นอาจจะยังพอมีกันบ้างในบางคน…แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะใช้เวลากับความสุขที่อยู่ตรงหน้าในระยะสั้นๆกันเสียมาก…และ การดื่มเหล้า เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ง่าย และ บ่อยครั้งที่สุด…

แต่เหมือนเป็นตลกร้าย…เพราะว่าฉากกินเหล้าและปาร์ตี้ทั้งหลายของหนังเรื่องนี้ กลับเป็นส่วนที่ดีที่สุดของหนัง ซะงั้นครับ!!

จริงๆครับ!! นี่เป็นส่วนที่ไหลลื่นที่สุดของหนังแล้ว…เหมือนว่านักแสดงทุกคนมานั่งกินเหล้าคุยกันในชีวิตจริงๆเลยมากกว่า…เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อตัวละครของแต่ละคนเท่านั้น…

และมุกส่วนใหญ่ที่เล่นกันในวงเหล้านี้ ผ่าน และ โดน แทบทั้งนั้น!!

รวมทั้งหลายๆแง่คิด แง่มุมดีๆ ก็เกิดขึ้นที่ วงเหล้า นี้ด้วย…

และอีกช่วงที่ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่งก็คือ…ดราม่าของ พี่อุ๊…

ซึ่งอาจจะดึงบรรยากาศให้หงอยลงไปพอสมควร แต่ก็ไม่ได้เค้นกันให้ถึงกับน้ำหูน้ำตาไหล…และน่าจะเป็นสิ่งที่หลายๆคนเคยประสบพบมา…กับสาเหตุที่อาจจะทำให้การกินเหล้ามันไม่สนุกเหมือนแต่ก่อน…

แต่ก็ยังมีอะไรที่น่าเสียดายอยู่บ้าง…ตรงที่ น่าจะขยายเรื่องราวของชีวิตตัวละครอื่นๆนอกเหนือจาก 2 พระ-นาง ชื่อโคตรแปลก และ พี่อุ๊ ให้มากกว่านี้…ซึ่งอาจจะทำให้เราได้แง่มุมความคิดจากคนหลากหลายรูปแบบ และ อาชีพ ที่มากกว่านี้ด้วย…

นักแสดงส่วนใหญ่ในเรื่อง เล่นได้ดี-ดีมาก ยกเว้น 2 พระ-นาง ที่ยังใหม่ทั้งคู่ เลยอาจจะดูเกร็งๆไปพอสมควร…

ที่อึ้งที่สุดคือ…สงกรานต์ The Voice ที่ไม่คิดว่าจะรั่วได้ถึงเพียงนี้!!


สรุป : รักหมดแก้ว Love on the Rock…เป็นหนังอารมณ์ดีท้ายปีที่อาจจะไม่เน้นฮากันแบบสุดตัวเหมือนเรื่องก่อนๆ…แต่ก็สะท้อนชีวิตคนไทย โดยเฉพาะ คนเมือง ได้อย่างชัดเจน…แต่ประเด็นความรักมันกลับเป็นตัวถ่วงของหนังไปเสียนี่…สิ่งที่ดีที่สุดคือฉากในวงเหล้าทั้งหลาย…ซึ่งปล่อยมุกกระจาย และ โดน…

แค่ไปนั่งดูพวกเขาล้อมวงเมาและเม้าท์กันก็พอแล้วล่ะ…เป็น 1 ในหนังสิ้นปีที่ดูเพื่อคลายเครียดได้โอเคเลยครับ…