Home Exclusive Sense On Review!!! The Babadook

Sense On Review!!! The Babadook [บาบาดุก ปลุกปีศาจ]

0 1112

***บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆของผู้เขียน อาจจะมีเผยบางจุดของหนังอยู่บ้าง***

  เกริ่นก่อนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แนวหนังผีเน้นตุ้งแช่ออกมาให้คนดูสะดุ้งโหยงเล่นๆแต่อย่างใด แต่ตัวหนังกับเน้นความค่อยเป็นค่อยไปของเหตุการณ์ที่ค่อยๆทวีคูณเข้าไปในหนังให้เราลุ้นยิ่งขึ้นไปกับมัน และ หนังเรื่องนี้เป็นหนังของสัญชาติออสเตรเลีย แนวทางของหนังจึงไม่ได้ดำเนินเรื่องแบบหนัง Hollywood ที่เราคุ้นเคยนัก

สิ่งแรก‬ ที่ชอบก็ตรงบรรยากาศของหนังที่โทนออกครึ้มๆเทาๆโดยเฉพาะฉากในบ้านที่ให้บรรยากาศหลอนลึกๆ บวกกับสภาวะของครอบครัวที่จงปรักอยุ่กับอดีตอันขมขื่นแม้พยายามจะทำเป็นลืมมันไปก็ตามของคนฝ่ายแม่ และไหนจะความวุ่นวายของลูกชายที่มีสภาวะป่วยๆนิดนึง เนื่องจากพ่อของเขาตายตั้งแต่ตอนที่เขาเกิด แถมเจ้าตัวมีความเชื่อเรื่องปีศาจจนมีปัญหากับคนรอบกายที่นอกเหนือจากคนในบ้านของเขาเอง ทำให้โดนรังเกียจจากที่เพื่อนๆโรงเรียน ไหนตัวหนังจะอยู่ในช่วงปีเก่า น่าจะเป็นช่วงระหว่างๆ 1970-1980 (ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนังสยองขวัญเริ่มระบาดพอดี ทำให้กำเนิดฆาตกรในโบลกภาพยนตร์มากมายจนถึงทุกวันนี้ 80s) ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูครึ้มๆยิ่งขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่สอง‬ คือเสียงซาวด์ประกอบที่เอามาใส่ได้ลงตัวไม่ต้องยัดเยียดเข้ามาให้ดังจนปวดหูให้สะดุ้งกัน แต่มันคือค่อยๆไป ค่อยๆพาเราดำดึ่งสู่ความเครียด ความมืด สภาวะจิตใจที่ดำดิ่งจนถึงขีดสุดของตัวละคร ที่แม้ว่าเราจะไม่ต้องเห็นเจ้า บาบาดุก เราก็รู้สึกกลัวได้(บรรยากาศในบ้านน่ากลัวระดับหนึ่ง)

สิ่งที่สาม‬ คือขอยกให้การแสดงของสองแม่ลูก โดยเฉพาะ Essie Davis ที่แสดงเป็นแม่ที่ป่วยจิตจากที่ปกติเธอก็มีสภาวะตึงเครียดมามากพอแล้ว ไหนจะลูกชายและการตาของสามี จนไปถึงช่วงการมาของ บาบาดุก ด้วยแล้วความเครียดค่อยๆกำเริบจนไปสู่จุดระเบิดที่โคตรคลั่งโดยเฉพาะฉากในโปสเตอร์ที่ผมยกให้เป็นฉากที่ชอบและพีคที่สุดในหนัง ส่วน Noah Wiseman ก็เล่นเป็นลูกที่ป่วยจิต และมีปมทางพ่อได้กวนประสาทดี แต่ชอบฉากช่วงสุดท้ายที่น้องเขาโต้กลับเพื่อพยายามปกป้องแม่ของเขาเป็นอะไรที่สนุกมากจริงๆ

สิ่งที่สี่‬ ก็คงเป็นเจ้า บาบาดุก ของเรื่องนี้ที่เราไม่ต้องเห็นมันชัดเจนก็ขนลุกได้ กลับทำให้คนดูเกิดอาการอยากรู้อยากเห็นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ(ว่าน่าตามันเป็นยังไงวะ ?) แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าตัวมันนั้นน่าจะเป็นตัวสะท้อนอดีต ที่เล่นงานเหยื่อด้วยอดีตอันโหดร้ายอีกเช่นกัน ยิ่งฝ่ายแม่เองก็มีสภาวะเช่นนี้อยุ่แล้วจึงเป็นเรื่องที่ง่ายมากที่มันจะใช้จุดนนี้ในการคุกคามสองแม่ลูกนี้ แต่ผมชอบคนออกแบบสมุดนิทาน Mister Babadook นะชอบไอเดียป๊อบอัฟ ลายเส้นของมัน ลึกๆแล้วมันก็สะท้อนปัญหาครอบครัวอย่างลึกๆน่ะแหล่ะ การเอาใจใส่ไม่เต็มที่ของผู้เป็นแม่ที่ทำให้ลูกนั้นเป็นเด็กมีปัญหา ยิ่งผู้นำครอบครัวเพียงคนเดียวอย่างผู้เป็นแม่พยายามทำตัวหนีอดีตอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นการตีความในช่วงท้ายของผมที่มีต่อ บาบาดุกนั้นมันก็คือปีศาจที่มีอยู่ในตัวของเราทุกคนน่ะแหล่ะ เพราะเราทุกคนล้วนมีปีศาจอยู่ในตัวเพียงแต่เราเลือกที่จะเผยมันออกมารึเปล่า หรือจะปล่อยให้มันควบคุมเรา หรือเราจะอยู่คู่กับมันและควบคุมมันไปด้วย ยิ่งฉากที่ตัวหนังเลือกให้บาบาดุกไปอยู่ในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยสิ่งของที่เคยเป็นของสามีของเธอยิ่งตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าตัวตนของบาบาดุกเข้าไปอีกเพียงแต่นางเอกเลือกที่จะเลี้ยงมันไว้เพื่ออยู่ร่วมกับมัน และ ยอมรับมันได้ (ยอมรับความจริงกับอดีตของตัวเอง)

สิ่งที่ผมพลาด‬ คือผมเผลอไปดูหนังสั้นเรื่อง Monster มาก่อน เลยทำให้เหมือนมีบางส่วนยังคงอยู่ เพราะเรื่องนี้ผู้กำกับเขาเอาหนังสั้นมาต่อยอดอีกที และ รุ้สึกเข็ดอยุ่ลึกๆ แต่นั้นเป็นแค่จุดเล็กๆที่ไม่ได้ส่งผลอะไรมากมาย แต่ก็แนะนำว่าอย่าไปชมมันก่อนจะดีกว่า

จึง ขอย้ำ‬ ว่าเรื่องนี้ไม่เชิงเป็นหนังผีเท่าไหร่ ออกทางจิตวิทยามากกว่า จึงไม่เหมาะกับคนที่ต้องการจะดูหนังผีแบบหลอกให้ตุ๊งแช่ๆใส่แน่นอน แต่สำหรับผมเรื่องนี้ถือว่าให้อรรถรสผมไปเต็มๆ

10/10

Review by : Mint Movie