Sense on Memories…พันนา ฤทธิไกร

1 1180

ช่วงวัยเด็กของผมนั้น ผมเติบโตที่ตำบลเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย…ที่ซึ่งไม่มีความเจริญใดๆเข้าไปถึง…

ความบันเทิงในวัยเด็กของผมเลยมาจาก เสียงเพลงในรายการวิทยุ และ ภาพยนตร์ที่ฉายทางโทรทัศน์เสียมากกว่า…ด้วยความที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองพอสมควร เลยไม่ค่อยได้ชมหนังฝรั่งบ่อยครั้งเท่าไหร่ เพราะว่าต้องไปเช่าม้วนจากร้านในตัวอำเภอ…ซึ่งกว่าจะได้เข้าอำเภอแต่ละครั้งก็ต้องรอเวลานานเหลือเกิน…

หนังบู๊ที่ทีวีชอบเอามาฉายในสมัยนั้น ถ้าไม่ใช่หนังจีนฮ่องกง ก็จะเป็นหนังไทยเสียมาก…และสมัยนั้น หนังไทยก็มักจะชอบสร้างหนังบู๊กันเยอะเสียด้วย…

พระเอกนักบู๊เท่าที่ผมพอจะทันอยู่บ้างก็ สรพงศ์ (ยุคปลายๆ) ฉัตรชัย, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ อะไรพวกนี้…ส่วนใหญ่มักจะจดจำพวกตัวร้ายได้แม่นกว่า…อาดามพ์ ดัสกร, ฤทธิ์ ลือชา จำพวกนี้…

พันนา ฤทธิไกร ก็เป็นอีกคนที่ผมจดจำในตอนเด็กๆได้แม่นว่า เป็นพวกตัวโกง…เห็นหน้าในหนังก็ชี้นิ้วด่าได้เลยว่า มึงตัวโกงแน่ๆ!! (แม้ว่าแกจะไม่ได้เล่นเป็นตัวโกงมันทุกเรื่องก็ตาม)

ช่วงหลังจาก ป.2 ซึ่งผมย้ายเข้ามาอยู่ใน กทม. แล้วนั้น…ผมก็ได้ชมหนังฝรั่งมากขึ้นกว่าเดิม และก็ได้ชมหนังไทยน้อยลงไปกว่าเดิมซะงั้น…ประกอบกับที่ช่วงเวลานั้น หนังบู๊แบบสมัยเด็กๆที่ได้ชมมันก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงไปแล้วด้วย…

จนกระทั่งการมาถึงของ องค์บาก ในปี 2546…ที่เรียกความรู้สึกเก่าๆจากการได้ชมหนังบู๊ไทยๆเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อนหน้านั้น ให้กลับมาอีกครั้ง…และ อาพันนา แกก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างหนังเรื่องนี้ออกมา…

ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ และ ไม่ได้สนใจอะไรมากมายไปกว่า การที่ได้ชมคนมาเตะๆต่อยๆกันในจอ จบแล้วก็จบไป…ผมารู้จักกับคำว่า stuntman ครั้งแรกจากเบื้องหลังท้ายหนังของ เฉินหลง ทั้งหลาย…ทำให้ผมรู้ว่า มันไม่ใช่ว่าจะมาเอะอะตี เอะอะต่อย…มันต้องมีการวางแผนกันอย่างดี…

อาพันนา ก็เช่นกัน…ก่อนหน้า องค์บาก ผมก็ไม่เคยรู้และสนใจมากก่อนว่า แกเองมีทีมงานสตันท์ที่อยู่ในหนังไทยมาเป็นร้อยๆเรื่อง…(เพราะว่าผมมัวแต่ไปจำว่า แกเป็นตัวโกง) และทีมงานของแกนั้นถือได้ว่าเป็นระดับต้นๆของประเทศด้วย…

หลังจากความสำเร็จของ องค์บาก…ก็เข้าสูตรนายทุนล่ะครับ…หนังบู๊เลยออกมาถี่ และ บ่อยอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง…โดยที่แพทเทินและโครงเรื่องนั้น ไม่มีอะไรแปลกใหม่…แต่ไปให้ความสำคัญกับการสร้างฉากบู๊ใหม่ๆเสียมากกว่า…

โอเคที่ว่ามุกนี้ยังใช้ได้ดีใน ต้มยำกุ้ง (2548)…แต่หลังๆคนดูก็จับทางได้หมดแล้วว่า นอกจากฉากบู๊ที่แปลกใหม่กว่าเดิมบ้าง นอกนั้นมันก็ไม่มีอะไรเลย…จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่า องค์บาก 2 และ 3…มันถึงได้ประสบความล้มเหลวไปขนาดนั้น…รวมทั้งหนังอีกหลายเรื่องที่ตามมาต่อจากนั้นด้วย…

หลังจากที่มีส่วนร่วมกับความสำเร็จของ องค์บาก…อาพันนา ก็เลยได้โอกาสกำกับหนังของแกเองบ้าง…

จากทั้งหมด 5 เรื่องที่แกทำเสร็จไปแล้ว (บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม (2547), เกิดมาลุย (2547), องค์บาก 2 (2551), องค์บาก 3 (2553) และ โคตรสู้ โคตรโส (2553)) มีเพียงแค่ 2 เรื่องแรกนั้นที่ผมได้ชม…และก็โอเคกับผลลัพท์ที่ออกมา…

ในขณะที่อีก 3 เรื่องนั้น…ผมเลือกที่จะไม่ชม เพราะว่าเข็ดกับการตีหัวเข้าบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

ผมมีโอกาสได้พบเจอตัวจริงของ อาพันนา บ้างในบางวาระ…ตั้งแต่ที่ยังเป็นใครธรรมดาคนหนึ่ง จนกระทั่งมาทำหน้าที่สื่อมวชนในปัจจุบัน…

ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน…ก็คงต้องย้อนไปตั้งแต่ที่ผมยังคงได้รับโอกาสจากทางค่ายหนังยักษ์ใหญ่ ให้ได้ชมตัวอย่างของ ต้มยำกุ้ง 2 3D เมื่อปีที่แล้ว…

อาพันนา แกดูจะผอมซูบลงไปบ้าง…แต่ก็ยังไม่ได้แสดงอาการใดๆว่าแกจะป่วยเป็นโรคตับอย่างที่เป็นข่าวในภายหลัง…เพียงแต่ว่าสีหน้าแกอาจจะไม่ค่อยดูยิ้มแย้มแจ่มใสมากนักในตอนนั้น (อันเนื่องมาจากปัญหาที่ทุกท่านน่าจะพอนึกออกกันนะครับ)

ก่อนที่ช่วงต้นปีนั้น เมื่อผมเห็นภาพข่าว และ สภาพของแกที่ป่วยเป็นโรคตับแล้ว ก็ค่อนข้างตกใจพอสมควร ที่รูปร่างแกซูบผอมลงไป ราวกับเป็นคนละคน…เพียงช่วงเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น…

จนกระทั่งวันนี้…อาพันนา แกก็ได้เวลาพักร่างกาย และ จิตใจแล้ว…

ถึงแม้ตัวแกจะหยุดสร้างผลงานต่อไปแล้วก็ตาม…แต่จากสิ่งที่แกเคยทำไว้ในอดีต และ เมล็ดพันธุ์ที่แกเพาะบ่มเอาไว้นั้น จะยังคงสานต่อผลงาน และ เจตนารมณ์ ที่แกตั้งใจที่จะทำให้แก่วงการภาพยนตร์ไทยต่อไป…

โดยเฉพาะฉากบู๊เสี่ยงตายทั้งหลาย…ที่จะไม่มีวันหายไปจากวงการภาพยนตร์ไทย…ผมเชื่อเช่นนี้นะ…

ขอบคุณสำหรับความบันเทิงที่ได้สร้างให้กับคนไทยมาเป็นเวลานาน…และเราจะจดจำผลงานของ อาพันนา เอาไว้ในใจต่อไป…

คนไทยร่างใหญ่ที่เริ่มชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย...และชอบติดตามข่าวสาร จนจับพลัดจับผลูได้มานั่งเขียนข่าวสารต่างๆมาตั้งแต่ปี 2011...