Home Exclusive Sense Memories : ว่ากันด้วย วันครูแห่งชาติ…

Sense Memories : ว่ากันด้วย วันครูแห่งชาติ…

0 957

วันที่ 16 มกราคม เป็นวันครูแห่งชาติ…

หลายๆท่านอาจจะลืมไปแล้วว่ามันตรงกับวันที่เท่าไหร่…ในขณะที่อีกหลายๆคนนั้นก็อาจจะไม่เคยใส่ใจที่จะจดจำเลยด้วยซ้ำ…

ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วครับ…ทั้งตัวเด็กนักเรียนเอง และ ตัวกลุ่มคนที่เรียกแทนตัวเองว่า ครู-อาจารย์…

 


 

ข่าวที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้…ถ้ามองกันดีๆแล้ว มันเกี่ยวข้องกับ เด็ก และ เยาวชน เพิ่มมากขึ้น…

ทั้งในส่วนที่ เยาวชน เป็นเหยื่อหรือได้รับผลกระทบ และ ในส่วนที่ เยาวชน เป็ฯผู้ลงมือกระทำเองก็ตาม…

คงจะได้ยินประโยคเหล่านี้กันจนชินหูแล้วนะครับ…

“ทำไมพ่อแม่ไม่สั่งสอน?”

“ครูสอนยังไงถึงได้ทำตัวเหลวไหลแบบนี้”

และอื่นๆอีกหลายประโยคที่ถูกพ่นออกมาจากปากคน…

อย่าปฏิเสธเลยครับ ว่าเด็กสมัยนี้ แข็งกร้าวขึ้น และ นอบน้อมน้อยลง หรือ อาจจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ…

เอากันในเรื่องง่ายๆนะครับ…การไหว้…ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ในสมัยนี้ ยกมือไหว้ พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ และ บุคคลที่พึงจะเคารพ…ถึง 20 % หรือเปล่า?

ช่วงที่ผมกลับไปที่โรงเรียนสมัยมัธยมนั้น…เด็กแทบจะไม่ยกมือไหว้อาจารย์กันแล้ว หนำซ้ำ ยังเดินผ่านเฉียดไหล่แบบไม่สะทกสะท้าน และ ไม่คิดที่จะหลีกให้ท่านไปก่อน…บางเคสนี่ถึงกับมองเขม่นตามหลังเวลาที่อาจารย์นั้นเดินไม่หลบให้อีกต่างหาก!!

วันนี้จะขอไม่พูดถึงการอบรมสั่งสอนในครอบครัวนะครับ…เพราะว่าสมัยนี้นั้นเลี้ยงดูด้วย กระดาษ และ วัตถุ กันเสียส่วนใหญ่แล้ว…

เหตุใดเด็กถึงไม่ค่อยเคารพ ครู-อาจารย์?

อาจจะเป็นที่นิสัยที่ติดตัวมาจากที่บ้านด้วยส่วนหนึ่ง…แต่มันไม่น่าจะมีผลอะไรกับในโรงเรียน…

เพราะว่าตอนที่ผมเรียนอยู่นั้น ต่อให้ใครจะเกเร หรือ เหลวไหล กันขนาดไหน…รุ่นพวกผมก็ยังคงมีความเคารพ ความยำเกรงในตัวของ ครู-อาจารย์กันอยู่…

คล้อยหลังมาไม่เกิน 3-4 ปีเท่านั้นแหละ…เหล่าอาจารย์ต่างบ่นให้ผมฟังเป็นเสียงเดียวกันว่า…

“เอาเจ้าเด็กพวกนี้ไม่อยู่จริงๆ…มันไม่ฟังไม่อะไรเลย”

เป็นเพราะเด็กแต่เพียงอย่างเดียวหรือเปล่า? ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ…

สิ่งที่ ครู-อาจารย์ กระทำต่อเด็กเองด้วย ที่เป็นตัวกระตุ้นความแข็งกระด้างในตัวเด็ก…

พูดกันตรงๆก็คือ…ครู-อาจารย์ หลายๆท่าน ทำตัวให้ไม่น่าเคารพเอง…

จิตวิญญาณของความเป็นครู ความเป็นผู้ให้ ความห่วงใยอย่างใจจริงนั้น…เริ่มที่จะลดเลือนหายไปจาก ครู-อาจารย์ บางท่าน…

บ้างก็ไม่สนใจและใส่ใจที่จะสอนเด็กในคาบเรียน…เพราะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่า ยังไงเจ้าเด็กพวกนี้มันก็ต้องออกไปหาเรียนพิเศษข้างนอกอีกอยู่ดี…

และ ครู-อาจารย์ บางท่านก็ได้ดิบได้ดีกับการสอนพิเศษนอกเวลาเช่นนี้…

ในคาบก็เลยสอนๆไปตามหน้าที่…และบาทีก็ไม่สอนเลยด้วย…ปล่อยให้เด็กนั่งทำงานส่งอย่างเดียว หรือ อาจจะปล่อยให้เด็กอยากจะทำอะไรก็ทำไป…รอให้หมดคาบเฉยๆ…

ซึ่งเมื่อ ครู-อาจารย์ ไม่สอน แล้วมาสั่งงานให้เด็กทำเลย…เด็กมันจะไปรู้ และ เข้าใจในบทเรียน หรือ ในงานที่ต้องทำหรือ? และถ้าเด็กสามารถเรียนรู้ได้เองโดยที่ไม่ต้องสอน แล้วจะจ้าง ครู-อาจารย์ มาไว้ทำไม?

ในขณะที่ ครู-อาจารย์ บางจำพวก…เลือกปฏิบัติต่อเด็ก…โอ๋แต่เด็กเก่ง เด็กเรียน…นอกนั้นก็สอนแบบไม่เต็มใจ และอาจจะมีการเหยียดหยามดูถูกเด็กกันอีกด้วย…

อย่าปฏิเสธความจริงในข้อนี้เลย…มีทุกที่แหละ…

และก็มีอีกบางจำพวก ที่มองแต่ความเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จนไม่ใส่ใจในการดูแลเด็กๆ…

ซึ่งในเมื่อ ครู-อาจารย์ หลายๆท่านนั้นประพฤติตนให้ไม่น่าเคารพ…เด็กก็เลยตอบสนองโดยการ ไม่เคารพ และ ยำเกรง…

และผมเชื่อว่า…ตราบใดที่ ประเทศเรายังคงตัดสินคุณค่าของแต่ละคนที่ ตัวเลขในใบเกรด และ สถาบันการศึกษา…

ปัญหานี้จะไม่มีทางแก้ไขได้…ตลอดกาล…

 


 

 

กลับมาที่เรื่องหนังกันเถอะครับ…^_^

หนังที่เกี่ยวกับ ครู-อาจารย์ ในบ้านเรานั้น ก็มีออกมาอยู่บ้างแบบนานๆทีนะครับ…

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะออกมาในรูปแบบของ หนังผี หนังสยองขวัญเสียมาก…

อาจจะเป็นภาพจำในสังคมไทยด้วยส่วนหนึ่ง ที่เมื่อก่อนนั้นเราจะมองภาพของ ครู-อาจารย์ ค่อนข้างจะดุ น่ากลัว และ ใจร้าย…

และก็อาจจะมาในรูปแบบของ หนังตลก…

ซึ่งหนังที่เล่าเรื่องราวของ ครู-อาจารย์ แบบจริงจังนั้น ก็มีอยู่หลายเรื่องนะครับ…

แต่ที่จำแม่นก็จะมี ครูบ้านนอก และ สามชุก…ขอเพียงโอกาส อีกสักครั้ง

ครูบ้านนอก ผมยังไม่เคยได้ชมเลยสักเวอร์ชั่น คงจะไม่ขอพูดถึงนะครับ…

ในขณะที่ สามชุก…ขอเพียงโอกาส อีกสักครั้ง นั้น…เป็น 1 ในภาพยนตร์ไทยที่ส่วนตัวผมชอบมาก และ ผมคิดว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่คนไทยไม่ค่อยจะได้ชมกันเท่าไหร่นะครับ…

ซึ่งเป็นการสร้างมาจาก เค้าโครงเรื่องจริง ที่เคยเกิดขึ้นที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ในยุคสมัยซึ่งยาเสพติดระบาดอย่างหนัก…จึงได้ตั้งชื่อเรื่องให้คนสงสัยเล่นๆว่า สามชุก…

พล็อตเรื่องหลักอยู่ที่ นักเรียนชาย 7 คนที่ติดยาเสพติด และ ครู 1 คนที่พยายามจะผลักดันให้ทั้ง 7 คนกลับตัวกลับใจ…ท่ามกลางการต่อต้านและรังเกียจของคนในชุมชน..

ผมเคยเขียน review เอาไว้ตั้งแต่ปี 2552 แล้วใน Hi5 (หลายคนคงลืมรหัสเข้าไปแล้วแน่ๆ) ซึ่ง Hi5 เวอร์ชั่นปัจจุบันนั้น ลบเอา notes ที่เคยเขียนไว้ทิ้งไปหมดเลย…เลยไม่สามารถที่จะขุดมาให้อ่านกันได้…

แต่สิ่งที่ผมจำได้ดีเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คือ…รูปแบบการนำเสนอ ที่ออกมาน่าชมและน่าติดตาม และไม่ได้เป็นการยัดเยียดความ “โลกสวย” ให้ได้เห็นกันอย่างชัดเจน…

หนังไม่ได้ออกมายืนชี้ๆๆแล้วก็พูดกรอกหูว่า “ติดยานี่มันไม่ดีนะ”…แต่หนังเลือกที่จะนำเสนอถึง จุดเริ่มต้น และ ผลกระทบของการติดยาเสพติด…และการแสดงออกของคนในชุมชน ที่เหมือนเป็นการสะท้อนภาพความจริงในปัจจุบันนี้ออกมาราวกับว่าเรื่องราวในหนังนั้น เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 1-2 วันก่อน…

ด้วยความพิถีพิถันในการนำเสนออกมา…ทำให้สาระที่หนังต้องการที่จะสื่ออกมาให้ผู้ชมรับรู้นั้น ครบถ้วน และ ไม่รู้สึกน่าเบื่อแต่อย่างใด…

อีกจุดที่ประทับใจก็คือ…ความรัก และ หวังดี ของผู้ที่อยู่ในหน้าที่ “ครู”…

ในขณะที่แทบทุกคนในสังคม จะพากันประนาม และ รังเกียจ กับเด็ก 7 คนนี้…ครูพินิจ ครูในเรื่องนั้นกลับมองว่า เด็กทั้ง 7 คนนั้นเพียงแค่ “หลงผิด” ไป…และพยายามที่จะฉุดดึงทั้ง 7 คนให้ขึ้นมาจากวังวนแห่งความเสื่อมเสียนี้…

ซึ่งกว่าที่ความพยายามของ ครูพินิจ จะสำเร็จผลนั้น…ก็ต้องแลกด้วยอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง…แต่เมื่อได้เห็นว่า เด็กๆนั้นกลับตัวกลับใจเป็นเด็กดีได้…ทุกอย่างที่ทำลงไปนั้น มันช่างเล็กน้อยกับผลลัพท์ที่ได้กลับมาเหลือเกิน…

และอีกสิ่งที่หนังสื่อออกมาให้เห็นกันอย่างชัดเจนนั้นก็คือ…

แค่ความรัก ความห่วงใย จากครูเพียงคนเดียว…มันยากที่จะแก้ไขอะไรให้มันดีขึ้นได้…ตราบใดที่ สังคม คนรอบข้าง และที่สำคัญที่สุด คือ ครอบครัว…ไม่ยอมเปิดใจรับ และ ทำความเข้าใจกับปัญหานั้นๆ…และร่วมมือกันเพื่อช่วยแก้ไขให้มันดีขึ้น…

ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปยังสิ่งที่ผมบ่นๆมาด้านบนแล้วนั้น…”ครู-อาจารย์” ด้วยจิตวิญญาณเช่นนี้…ช่างหาได้ยากเสียเหลือเกินในปัจจุบัน…

แม้ว่า สามชุก…ขอเพียงโอกาส อีกสักครั้ง จะทำเงินในการเข้าฉายไปได้น้อยมากๆก็ตาม…แต่ว่าหนังเรื่องนี้ยังคงถูกพูดถึงกันอยู่เสมอ เวลาที่มีการพูดถึง หนังไทยดีๆสักเรื่อง โดยเฉพาะ หนังที่เกี่ยวกับ ยาเสพติด และ ครู…

ถ้ามีโอกาส…ขอเพียงลองเปิดใจชมหนังเรื่อง สามชุก สักครั้ง…