Home Review Sense Doc : The Wolfpack…ใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ และ ใครกันแน่ที่ควรเยียวยา?

Sense Doc : The Wolfpack…ใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ และ ใครกันแน่ที่ควรเยียวยา?

0 1127

บทความนี้ มีการเปิดเผยข้อมูล และ เนื้อหาของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้กันพอสมควร…ท่านใดที่ไม่ต้องการรับรู้ข้อมูลใดๆก่อนไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ กรุณาเลี่ยงการอ่านบทความนี้นะครับ…

 


 

 

ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า…สภาพสังคมในปัจจุบันนี้ มันค่อนข้างที่จะมีภาวะตึงเครียด และ ความกดดันค่อนข้างสูง…ในทุกๆเรื่อง และ ในทุกๆด้าน…

โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ…ที่การแข่งขันสูงในทุกๆด้าน…ทำให้เกิดภาวะที่ผู้คนจะแสดงความเห็นแก่ตัว และ การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดอย่างเห็นได้ชัด…

แม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีความเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุดแค่ไหนก็ตาม…แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า มันไม่ได้มีการพัฒนาให้เท่าเทียมกันได้ในทุกตารางนิ้ว…หลายๆพื้นที่จึงกลายเป็นเหมือน แหล่งที่หมักหมม และ ซ่อมสุมสิ่งที่ไม่ค่อยจะดีเอาไว้ข้างในนั้น…ทั้งการก่ออาชญากรรม, ยาเสพติด, ความรุนแรง, สุขอนามัย, ฯลฯ…

คนส่วนใหญ่ อาจจะที่จะเลือกใช้ชีวิตอยู่กับมัน…บางคนก็อาจจะดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากมัน…แต่ก็มีคนอีกส่วนเล็กๆ ที่พยายามหลอกตัวเอง และ หลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้…

 

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว Angulo…

 

wolfpack-1024

 

จากปัจจัยด้านบนที่กล่าวมานั้น…เลยอาจจะส่งผลต่อบางคนให้เกิดความหวาดกลัว หวาดระแวง และ ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้…Oscar Angulo ก็เป็นคนแบบนั้น…เขาเลยเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องพักของ การเคหะฯ New York…ไม่ออกไปทำงาน…ไม่ไปสุงสิงกับใคร…เลือกที่จะสร้างอาณาจักรและชีวิตที่เขาเรียกว่า “อิสระ” ภายในห้องพักนี้…

เขา และ Susanne ผู้เป็นภรรยา…ได้หลีกหนีจากการใช้ชีวิตตามปกติทั่วไป…และได้ให้กำเนิด ลูกชาย 6 คน และ ลูกสาวอีก 1 คนในห้องนั้น…พวกเขาถูกสอนว่า ห้ามพูดคุยกับคนอื่น ห้ามมองสบตาคนอื่น และ ห้ามออกไปข้างนอก…นอกจากตัวของ Oscar แล้ว…แทบจะไม่มีใครในครอบครัวที่จะได้ออกจากห้องนั้นไปสู่ภายนอกได้…บางปีอาจจะได้ออกไปเพียงไม่กี่วัน…และบางปี ก็ไม่ได้ออกไปเลย…

เด็กชายทั้ง 6 ได้แต่มองดูเมือง New York ผ่านทางหน้าต่างบานเล็กๆในห้อง…ตั้งแต่เกิดมา จนกระทั่งพี่ชายคนโตอย่าง Mukunda นั้นอายุ 15 ปี…ทุกคนต้องทำตามคำสั่งของพ่อเขา…ไม่สามารถที่จะออกไปวิ่งเล่น ไปเจอเพื่อน ไปไหนมาไหนได้เลย…พวกเขาทนอยู่ในสภาพนี้กันได้อย่างไรถึง 10 กว่าปี? และใครจะไปเชื่อว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริงๆในเมืองใหญ่อย่าง New York?

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา คือ ภาพยนตร์เรื่องต่างๆที่พ่อของพวกเขาเอามาให้ดู…ซึ่งทำให้การดูหนังนั้น เป็นอีกในกิจกรรมไม่กี่อย่างที่พวกเขาจะสามารถทำได้ในห้องพักนี้…และก็เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กหนุ่มทั้ง 6 คนนี้ด้วย…

พวกเขาได้เรียนรู้ ได้เห็นทุกอย่าง ได้เดินทางไปในทุกๆที่…จากภาพยนตร์ที่ได้ชม…โดยที่ทั้งชีวิตของพวกเขานั้น แทบจะไม่ได้ก้าวขาออกไปจากห้องนี้เลย…

และพวกเขาก็ได้สวมบทบาทเป็นตัวละครต่างๆ จากภาพยนตร์ที่พวกเขาได้ชมกัน…เลียนแบบพฤติกรรมตัวละคร การพูดการจา และ จดจำประโยคเด็ดจากหนัง…

บางวันก็เล่นดนตรี…บางวันก็ลองถ่ายหนังกันเล่นๆ…พวกเขาถ่าย home video กันเยอะมาก…เรียกได้ว่า แทบจะตลอดเวลาที่มีกิจกรรมทำร่วมกัน…

ชีวิตของพวกเขา ก็มีอยู่ประมาณนี้ในแต่ละวัน…

 

24wolfpack-1-master675

 

อย่างที่ได้อ่านกันด้านบนนะครับ ว่าเด็กหนุ่มจากครอบครัว Angulo นั้นได้กลายเป็น “เหยื่อ” จากสังคมเมืองในปัจจุบัน…แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เคยได้ประสบกับชีวิตจริงๆเลยก็ตาม…แต่เขาตกเป็นเหยื่อความหวาดกลัวของ พ่อแม่ ของพวกเขาไปแล้ว…

ถ้าใครที่พอได้อ่านข่าวสารอยู่เรื่อยๆนั้น อาจจะพอได้ยินข่าวทำนองนี้กันอยู่บ้าง…กับการที่ พ่อแม่ หรือ ผู้ปกครอง นั้นได้ทำการกักขังลูกหลานให้อยู่แต่ในบ้าน หรือ ในห้องเล็กๆ…แต่ส่วนใหญ่แล้ว ในกรณีนั้นมักจะเกิดขึ้นจาก ภาวะผิดปกติทางจิต ของผู้เป็นพ่อแม่ และอาจจะรวมถึงเรื่องของ เพศสัมพันธุ์ ด้วย…

แต่กับครอบครัว Angulo นั้น…พ่อแม่ของพวกเขารู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรลงไป…และก็รู้ว่า ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นนั้น มันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้…

เด็กหนุ่มทั้ง 6 คนเริ่มที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจ และ เกิดการต่อต้านในตัวพ่อของพวกเขาขึ้นมาทีละนิดๆ…แม้ว่าดูเผินๆแล้ว พวกเขาเหมือนจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติดีในห้องนี้…

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า พวกเขาได้ดูภาพยนตร์ และ ใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการบำบัดจิตใจ…แต่อีกส่วนหนึ่งนั้น น่าจะมาจาก ความรัก และ ความเอาใจใส่ของผู้เป็นแม่…

เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป…เราจะเห็นได้อย่างชัดเจน ถึงการแสดงออกของเด็กหนุ่ม ที่มีต่อ ผู้เป็นพ่อ และ ผู้เป็นแม่…

รายได้หลักของครอบครัวนั้น มาจากการที่ผู้เป็นแม่ได้เป็นครูผู้สอนหนังสือตามบ้านอย่างถูกต้องตามกฏหมาย…และเธอก็ได้สอนลูกๆทุกคนอยู่ในห้องนี้ตลอดเวลาเช่นกัน…

ทำให้เด็กหนุ่มทั้ง 6 คนนั้น พอที่จะมีความรู้ติดตัวอยู่บ้างในระดับหนึ่ง แม้ว่าอาจจะไม่เทียบเท่าเพื่อนวัยเดียวกันที่ได้รับการศึกษาเต็มรูปแบบในโรงเรียน…

 

พอมาคิดย้อนกลับไป…ถ้าชีวิตของพวกเขา ไม่มีภาพยนตร์ และ ไม่มีดนตรี…พวกเขาจะอยู่กันอย่างไรใน 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้…พวกเขาจะเครียด กดดัน และ อึดอัดใจมากกว่านี้แค่ไหน…และถ้าพวกเขาไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากแม่ พวกเขาจะเติบโตมาแบบไหน?

 

อย่างไรเสีย…ความอดทนก็มาถึงจุดสิ้นสุด…ในปี 2010…Mukunda ได้หนีออกไปข้างนอกครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี…และทำให้เรื่องราวทุกอย่างนั้น ขยายออกไปมากกว่าแค่ในห้องพัก…

เพราะว่าเขานั้นเรียนรู้ทุกอย่างจากภาพยนตร์…เลยคิดว่า วิธีการจากในภาพยนตร์นั้น มันคือเรื่องปกติในโลกภายนอก…ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น…

แต่หลังจากเหตุการณ์ในคราวนั้น…ทำให้รอยร้าวของความสัมพันธ์ระหว่าง เด็กหนุ่มทั้ง 6 คน และ พ่อของเขา เริ่มที่จะมีมากขึ้น…พวกเขาเริ่มที่จะต่อต้านพ่อมากขึ้น เริ่มที่จะใช้ชีวิตอย่างที่พวกเขาอยากจะทำมากขึ้น…จนกระทั่งผู้กำกับสารคดีเรื่องนี้อย่าง Crystal Moselle ได้ไปพบเจอพวกเขา…และก็ใช้เวลาในการถ่ายทำชีวิตของครอบครัวนี้มาร่วม 5 ปี…

 


 

 

บางครั้ง เราก็เข้าใจถึงเจตนา และ ความปรารถนาดี ที่ใครสักคนนั้นได้คิด และ ทำลงไปเพื่อใครบางคน…

แต่บางครั้ง…วิธีการที่ได้ทำลงไปนั้น…มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก…

Oscar ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาคิดและทำลงไปนั้น มันถูกต้องแล้ว…แม้ว่าจะทำให้ลูกๆนั้นไม่พอใจในตัวเขาก็ตาม…

ส่วนลูกๆนั้น…ต่างก็มองว่า วิธีการของพ่อ มันผิด มันไม่ควรที่จะเป็นแบบนี้…

ประเด็นหนึ่งที่ผมคิดได้จากการชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ…ถ้าเราปล่อยให้ลูกของเรานั้นต้องเผชิญกับโลกภายนอก โดยที่มีความเสี่ยงที่จะโดนสิ่งไม่ดีทั้งหลายนั้นชักจูงเขาไปในทางที่ผิดก็ตาม…กับเลือกที่จะจำกัดพื้นที่เขาเอาไว้ในการดูแล แต่ปล่อยให้มีความคิดได้อย่างอิสระ แบบที่ Oscar นั้นทำ…แบบไหนจะดีกว่ากัน?

การไม่ปิดกั้นการเผชิญโลกภายนอก แต่ปิดกั้นทางความคิด กับ การปิดกั้นโลกภายนอก แต่ไม่ปิดกั้นทางความคิด…แบบไหนกันที่จะทำให้เยาวชนนั้นเติบโตมาเป็นคนที่ดีกว่า?

อาจจะเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก…แต่ในสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งเลือกใช้วิธีการแบบ การปิดกั้นโลกภายนอก แต่ไม่ปิดกั้นทางความคิด นั้น…ส่งผลกระทบต่อเด็กหนุ่มทั้ง 6 กับการใช้ชีวิตแบบปกติกันพอสมควร…

 

wolfpack-movie-4-630x420

 

พวกเขาคิดว่า การแต่งตัวแบบ gangster ในหนังทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องปกติ…แต่เวลาที่พวกเขาออกไปข้างนอกนั้น สายตาของผู้คนที่มองมายังพวกเขา กลับเป็นสายตาที่มองว่า เหมือนพวกเขาเป็นตัวประหลาด…

และช่วงท้ายของเรื่อง ที่ Mukunda ได้ออกไปทำงานข้างนอก…เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า เขายังมีปัญหาในการที่จะพูดคุยและสื่อสารกับคนทั่วไปอยู่…

แต่ชีวิตก็คงต้องดำเนินต่อไป…พวกพี่ๆที่เริ่มโตแล้ว ก็ออกไปใช้ชีวิตนอกห้องพักห้องนี้กันบ้างแล้ว…และพวกเขาก็ต้องพยายามที่จะปรับตัวให้เขากับสังคมให้ได้…

ฉากสุดท้ายของหนัง ที่ Oscar และ Susanne จูงมือกันเดินเล่นในสวนนั้น…เป็นการสรุปทุกสิ่งทุกอย่างของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี และ ทำให้เราเข้าใจถึงครอบครัวนี้มากขึ้นว่า ที่ผ่านมานั้น พวกเขาอยู่กันมาได้อย่างไร…

จนกระทั่งหนังจบลง…ผมก็ได้แต่ตั้งคำถามว่า…จริงๆแล้วนั้น ใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ?

Oscar…ผู้ตกเป็นเหยื่อของสภาพสังคมปัจจุบัน จนทำให้เขานั้นหวาดกลัว…และทำทุกอย่างแบบที่เราได้เห็นกันในหนัง…

เด็กหนุ่มทั้ง 6 และเด็กสาวอีก 1 คน…ที่ต้องเติบโต และ ใช้ชีวิตอยู่ในห้องพักเล็กๆ…ซึ่งเกิดขึ้นมาเพราะความหวาดกลัวสังคมของพ่อ…

หรือ Susanne…ผู้เป็นแม่ ที่ได้แต่เฝ้าดูแล และ สั่งสอนให้ลูกๆนั้นเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติสำหรับเด็ก…โดยที่เธอเองนั้น อาจจะไม่อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้เลยด้วยซ้ำ…

 


 

 

ปิดท้ายที่ส่วนที่เป็น ภาพยนตร์ นะครับ…

นี่เป็นผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับ Crystal Moselle…ซึ่งเธอได้เริ่มต้นติดตามความเป็นไปของเด็กหนุ่มทั้ง 6 คนนี้มาตั้งแต่ปี 2010…

ภาพในหนังนั้นเป็นการสลับไปมา ระหว่างการถ่ายทำของทีมงาน และ footage จาก home video ที่ครอบครัว Angulo นั้นได้ถ่ายเก็บเอาไว้…

แต่ตลอดเวลา 80 นาทีของสารคดีเรื่องนี้…ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลักๆก็คือ…หดหู่ และ อึดอัด…

อึดอัดกับสภาพความเป็นอยู่ และ สิ่งที่เกิดขึ้น…หดหู่กับสิ่งที่เด็กหนุ่มทั้ง 6 คนนั้นได้เล่าและระบายออกมา…

หลายๆช่วงนั้นเหมือนที่จะเป็นมุกที่ทำให้ดูผ่อนคลายบ้าง…แต่ก็ยังดูแล้วรู้สึก หดหู่ อยู่ดี…

การลำดับเรื่องราวถือว่าเป็นไปได้ดีตามแบบของหนังสารคดีทั่วไป…แต่ด้วยความที่เรื่องราวมันค่อนข้างหดหู่ และ อึดอัด เลยมีความรู้สึกว่า หนังมันยาวกว่าที่ควรจะเป็น…

แต่โดยรวมแล้ว เป็นอีก 1 สารคดีที่นำเสนออกมาได้ดี และ ประเด็นเรื่องราวก็ค่อนข้างน่าสนใจนะครับ…แต่อาจจะต้องคิดตาม และ ทำความเข้าใจกันสักเล็กน้อย…

 

ขอขอบคุณ SF World Cinema และ Documentary Club สำหรับการฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้…

ในกรุงเทพจะมีฉายที่ SF World Cinema @Central World นะครับ…อีกที่คือ SFX Maya เชียงใหม่…สามารถเช็ครอบฉายได้ที่ http://booking.sfcinemacity.com นะครับ…^_^

คนไทยร่างใหญ่ที่เริ่มชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย...และชอบติดตามข่าวสาร จนจับพลัดจับผลูได้มานั่งเขียนข่าวสารต่างๆมาตั้งแต่ปี 2011...