Home Exclusive Sense Analysis!! Furious 7…จุดสิ้นสุดของการเดินทาง และ จุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งสุดท้าย…

Sense Analysis!! Furious 7…จุดสิ้นสุดของการเดินทาง และ จุดเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งสุดท้าย…

0 13723

อย่างที่เราได้บอกกันไปนะครับ ว่าจะมีบทความพิเศษของภาพยนตร์เรื่อง Furious 7 กันทั้งสิ้น 2 ตอน

ซึ่งในตอนแรกนั้น เรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จเกินคาดไปมากต้องขอขอบคุณทุกท่านจริงๆครับที่เข้ามาชมมาอ่านบทความของเรากันมากขนาดนี้ จนถึงกับทำให้ bandwidth เกินกันไปชั่วขณะเลยทีเดียว

จากในตอนแรกนั้น เราได้พูดถึง เรื่องราวก่อนหน้าที่จะเกิดขึ้นในภาคที่ 7 นี้คราวนี้เราจะมาทำการวิเคราะห์ และ พูดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่อง Furious 7 นี้กันอย่างละเอียด(เท่าที่ผมจะนึกออก)นะครับ

ปล. บทความนี้ไม่ยาวเท่ากับตอนแรกครับสบายใจกันได้ ^_^


ส่วนที่ 1 : เนื้อเรื่อง

Furious-7-Deckard-Shaw-fast-and-furious

Deckard Shaw

ข้อมูลประวัติของ Deckard Shaw นั้นยังไม่มีการเปิดเผยอะไรออกมามากมายเท่าไหร่นะครับที่เราทราบในตอนนี้ก็คือ เขานั้นเคยเป็นมือสังหารของ หน่วยปฏิบัติการพิเศษแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีการระบุแน่ชัดนะครับ ว่าจะเป็นสังกัดเดียวกันกับน้องชายชองเขา Owen Shaw หรือไม่ซึ่งตัวของ Owen Shaw นั้นเคยสังกัดอยู่ในหน่วย The Special Air Service (SAS) ของอังกฤษ และเป็นหัวหน้าของหน่วยเคลื่อนที่ ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านยานพาหนะ และ เป็นผู้ชำนาญในสมรภูมิแห้งแล้งอย่างทะเลทราย นะครับ

แต่ว่าหนังก็ยังไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมมากนะครับ ว่าตัวเขานั้นเป็นหัวหน้าใหญ่ของแก๊งค์ของ Owen Shaw ด้วยหรือไม่โดยมีจุดสังเกตุเพียงแค่อย่างเดียวคือเขานั้นรู้จักกับ Letty และ Letty ก็เคยบอกข้อมูลของ Luke Hobbs แก่เขา

และจากที่เราเห็นในหนังตัวของ Deckard Shaw นั้นถือได้ว่ามีฝีมือในการต่อสู้สูงมากเรียกได้ว่า สูงกว่า พวกของ Dominic และ Luke Hobbs เสียอีกแม้ว่าจะพลาดเสียท่าง่ายเกินไปหน่อยก็ตาม

Furious-7-banner

ครอบครัว

แม้ว่าตัวของ Deckard และ Owen Shaw เองจะไม่มีคำว่า ครอบครัว เป็นหัวใจหลักของการลงมือปฏิบัติการใดๆก็ตามแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Furious 7 นั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่คำว่า ครอบครัว

ซึ่งเมื่อมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้…Dominic ได้ยึดถือคติในการทำสิ่งต่างๆ โดยยึดที่คำว่า ครอบครัว เป็นสำคัญซึ่งทำให้ง่ายต่อการที่จะถูก Owen Shaw โจมตีได้ในภาคก่อนหน้านี้

Deckard Shaw ต้องออกแรงไล่ล่าพวกของ Dominic ก็เพราะว่าน้องชายของเขาไปเสียท่ามาในภาคที่แล้ว

Dominic และพรรคพวก ต้องตามไล่ล่า Deckard Shaw เพราะว่าเขาได้ฆ่า Han ซึ่งเปรียบเสมือนคนในครอบครัวของเขาไป

Dominic ตัดสินใจที่จะทำให้เรื่องนี้มีผลกระทบกับ Brian และ Mia ให้น้อยที่สุดเพราะว่าทั้งคู่นั้น เพิ่งจะเริ่มต้นสร้างครอบครัวของพวกเขาเองแล้ว

และจากรูปลักษณ์อันโหดเหี้ยมและแข็งกร้าวของ Luke Hobbs นั้นภาคนี้เราก็ได้เห็นมุมที่อ่อนโยนของเขาบ้าง เวลาที่เขานั้นอยู่กับ ลูกสาวของเขา

หรือแม้แต่ตัวของ Dominic เองก็ตามซึ่งเราก็ได้ทราบกันเสียทีว่า เหตุการณ์ที่ไม่ได้เล่าเอาไว้ใน Los Bandoleros (หนังสั้นก่อนหน้าภาค 4) ก็คือ การแต่งงานกันอย่างลับๆของตัวเขา และ Letty…ซึ่งทำให้ตัวเขาเองนั้น ก็กำลังที่จะมีครอบครัวของตัวเองเหมือนกัน

จากที่กล่าวมานั้นเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยนะครับ ว่าในภาคนี้ มันเป็นเรื่องราวที่มีคำว่า ครอบครัว เป็นสำคัญ

furious-7-re

การเริ่มต้นชีวิตใหม่

ถ้านับจากเหตุการณ์ใน Furious 6 แล้วนั้นเราจะเห็นเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ที่เริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ

Han เดินทางไปยัง Tokyo ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับ Gisele…แต่ว่าเป็นการเดินทางไปด้วยใจที่สลายทำให้เขาหมดอาลัยตายอยากใดๆในชีวิตจึงทำให้เขาได้ไปเจอกับ Takashi หลานชายของ ยากูซ่า นามว่า Kamata…และเดินเข้าสู่เส้นทางภายใต้ร่มเงาของ ยากูซ่า ก่อนที่จะเป็นชนวนที่พาเขาไปสู่จุดจบถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตายจากฝีมือของ Takashi หรือพวก ยากูซ่าก็ตาม

อีกด้านก็คือ Brian และ Mia ที่เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา และ เลี้ยงดูลูกชายวัยกำลังน่ารักอย่าง Jack…Mia ดูจะไม่ค่อยมีปัญหาในการปรับตัวนี้เท่าไหร่นักแต่ Brian นั้นน่าจะต้องใช้เวลากันพอสมควรเห็นได้ชัดจากการที่เขาหาปุ่มเปิดประตูด้านข้างของรถแวนไม่เจอ และ จากการที่ Mia คุยกับ Dominic ว่าตัวของ Brian นั้นพร่ำบ่นอยู่เสมอว่า เขาคิดถึงลูกปืนซึ่งเป็นสิ่งที่เขานั้นคุ้นเคยที่สุดตลอดอาชีพที่ผ่านมา

Furious 7 นั้นไม่มีการพูดถึงว่า Roman และ Tej นั้นแยกย้ายกันไปทำอะไรจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนท้ายของ Fast Five กันหรือไม่ ก็ไม่สามารถตอบได้

ส่วน Dominic นั้นก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ (แต่คงจะไม่ได้ออกปล้นอะไรใครอีกแล้ว) และ พยายามฟื้นความจำให้กับ Letty…

ในขณะที่ Luke Hobbs นั้นก็ยังคงทำงานอยู่ที่เดิม

อ้อ!! ลืมไป…Elena นั้นก็เป็นอีก 1 คนนะครับ ที่ดูเหมือนว่า เธอกำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ในสายงานแบบใหม่เพราะว่าช่วงต้นเรื่องของ Furious 7 นั้น…Luke ได้มอบหนังสือรับรองที่เธอได้ขอไว้ก่อนหน้านี้แก่เธอนะครับมีความเป็นไปได้ว่า เธออาจจะสมัครเข้าหน่วยพิเศษหน่วยใดหน่วยหนึ่งก็เป็นได้

video-furious-7-mr-nobody-makes-dom-an-offer-to-help-find-shaw-videoSixteenByNine768

Mr. Nobody

แม้ว่าเราจะได้เห็นกันใน Furious 7 แล้วก็ตามว่า เขานั้นเป็น 1 ในคนที่ช่วยเหลือ Dominic และ พวก ในการตามล่าตัว Deckard Shaw…แต่เราก็ยังไม่ทราบโดยละเอียดว่า จริงๆแล้วเขานั้นเป็นใคร และ มีจุดประสงค์อื่นใดอีกไหมที่เราทราบในตอนนี้ก็มีเพียงแค่ว่า เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งตามล่าตัว Deckard Shaw มานานแล้วแต่เมื่อ Deckard Shaw นั้นโผล่หัวออกมาจริงๆ เขากลับเลือกที่จะปล่อยให้ Dominic และ พวก เป็นฝ่ายที่ตามไล่ล่า Deckard Shaw กันเอง โดยที่เขานั้นให้ความช่วยเหลืออยู่ข้างหลังแทน

และจริงๆแล้วชื่อของเขาคือ Frank Petty นะครับ

russell-diesel-walker-furious-7-2015

God’s Eyes

1 ในเทคโนโลยีล่าสุดที่อาจจะกลายเป็นอาวุธที่ไร้เทียมทานซึ่งสร้างขึ้นโดย hacker สาวนามว่า Ramsey…โดยมีความสามารถในการตาม tracking หาบุคคลได้จากอุปกรณ์ดิจิตอลรูปแบบต่างๆและแน่นอนครับว่าเทคโนโลยีแบบนี้ พวกคนชั่วก็อยากที่จะได้ทำให้เธอถูกแก๊งค์ทหารรับจ้างอย่าง Mose Jakande จับตัวมาเพื่อที่จะเอาโปรแกรมนี้ทำให้เกิดดีลขึ้นระหว่าง Dominic และ Mr. Nobody นั่นเอง

และเมื่อเสร็จสิ้นเรื่องราวในภาคนี้ลง ตัวของ Ramsey ก็ยังคงอยู่ในการดูแลของ Dominic และ พวก อยู่โดยที่ตอนนี้โปรแกรม God’s Eyes ก็กลับมาอยู่ในมือของเธอด้วยเช่นกัน

0406-furious7

การจากลา

ส่วนสุดท้ายที่สำคัญมากที่สุดของภาพยนตร์ภาคนี้คือบทสรุปของตัวละคร Brian O’Conner นั่นเอง

อย่างที่เราทราบกันดีนะครับ ว่านักแสดงหนุ่ม Paul Walker ได้จากเราไปแล้วและมันส่งผลต่อภาพยนตร์ภาคนี้กันพอสมควร เนื่องจากในช่วงเวลานั้น เขาได้ถ่ายทำกันไปกว่าครึ่งเรื่องแล้วซึ่งทำให้ต้องทำการแก้ไขบทกันใหม่ และ ถ่ายทำกันต่อโดยที่ได้น้องชายทั้ง 2 คนของ Paul Walker อย่าง Caleb และ Cody Walker มาเป็น stand-in และใช้ CGI เพื่อนำเอาโครงหน้าของ Paul มาวางทับ

โดยที่บทของหนังนั้น เลือกที่จะให้ตัวละคร Brian O’Conner นั้นวางมือจากเรื่องราวทุกอย่างไป มากกว่าที่จะกำจัดทิ้งโดยทำให้ตายในเรื่องและนี่ถือว่าเป็นทางออกที่น่าพอใจ และ ให้เกียรติแก่นักแสดงผู้นี้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

ย้อนกลับไปที่เรื่องราว ที่ผมบอกเอาไว้ว่า Dominic ตัดสินใจที่จะทำให้เรื่องนี้มีผลกระทบกับ Brian และ Mia ให้น้อยที่สุดเพราะว่าทั้งคู่นั้น เพิ่งจะเริ่มต้นสร้างครอบครัวของพวกเขาเองแล้วซึ่งนี่คือการหาทางออกให้ตัวละครนี้ได้เฟดออกจากหนังไปอย่างสวยงามโดยที่อาจจะรวมไปถึง ตัวละคร Mia ด้วยเช่นกัน

ฉากที่ชายหาดนั้นเป็นฉากที่บอกลา Brian O’Conner (และ Mia) ที่สวยงามที่สุด

แต่ฉากหลังจากนั้นคือการบอกลา Paul Walker ที่สวยงามที่สุดด้วยเช่นกัน

ส่วนที่ 2 : ตัวหนัง

james-wan-vin-diesel-re

James Wan

ถ้าใครที่ติดตามข่าวสารภาพยนตร์มาโดยตลอด (โดยเฉพาะจากเพจ Sense on Films ของเราขายของมั่งครับ ^_^) นั้นน่าจะพอทราบกันนะครับว่า ผู้กำกับ Justin Lin ที่กำกับมายาวนานตั้งแต่ภาคที่ 3 (Tokyo Drift) นั้นประกาศออกมาช่วงที่ Furious 6 ใกล้จะเข้าฉายว่าเขาจะไม่กลับมากำกับภาคที่ 7 นี้

ซึ่งเหตุผลสำคัญนั้นอยู่ที่ Universal Pictures นั้นอยากที่จะให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายกันเร็วๆโดยในช่วงต้นปี 2013 นั้น Furious 6 กำลังอยู่ในช่วง post-production กันอยู่…Universal ก็ดันมีแผนที่จะให้ Furious 7 นั้นเข้าฉายในช่วง summer ปี 2014 กันเลยแม้ว่า Justin Lin จะแย้งว่ามันอาจจะทำให้คุณภาพของหนังดรอปลงไปก็ตามสุดท้ายเขาก็เลยเลือกที่จะถอนตัวออกมา

Universal ก็ใช้เวลาไม่นานที่จะหาผู้กำกับคนใหม่และก็มาลงเอยที่ James Wan ผู้กำกับที่ทำแต่หนังแนวสยองขวัญ ทั้ง Saw, Dead Silence, Insidious 2 ภาคแรก และ The Conjuring ทั้ง 2 ภาคโดยที่มี Death Sentence เป็นภาพยนตร์แนว action เรื่องเดียวที่เคยได้กำกับ

แฟนๆเกิดความกังวลกันพอสมควรว่า ผู้กำกับที่แทบจะทำแต่หนังผีมาทั้งชีวิตแบบนี้ จะคุมงานช้างอย่าง Furious 7 ได้หรือไม่ซึ่งตอนนี้ คงจะไม่มีใครสงสัยในเรื่องนี้กันแล้วนะครับ ^_^

Fast-610x406

พล็อตเรื่อง และ นักแสดง

จากการที่เปลี่ยนผู้กำกับนั้นทำให้แผนเดิมที่ทาง Justin Lin ได้วางเอาไว้ คือ เรื่องราวของ ภาคที่ 6 และ 7 นั้นจะเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องรวมกันเป็นก้อนเดียวกัน (แผนดั้งเดิมจริงๆก็คือ Justin Lin ตั้งใจที่จะจบหนังชุดนี้เอาไว้ที่ภาคที่ 7 นะครับโดยเตรียมที่จะสร้างภาคที่ 6 และ 7 ไปพร้อมๆกัน ก่อนที่จะเปลี่ยนแผนมาสร้างกันทีละภาคในภายหลัง) ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขและก็สอดคล้องกับผลตอบรับที่ดีจาก Furious 6 ที่ทำให้ Universal นั้นไม่อยากที่จะจบหนังทำเงินของค่ายเร็วเกินไปทำให้เรื่องราวของ Furious 7 นั้น เป็นภาคที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ ที่ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดนะครับ ว่าจะไปสิ้นสุดกันที่ภาคที่ 9 หรือ 10 กันแน่ผมเลยยังไม่อยากที่จะเรียก Furious 7 ว่าเป็นภาคแรกของไตรภาคปิดเรื่องและผมมองว่า เรื่องราวของ Furious 7 นั้น เหมือนจะเป็นตัวเชื่อมเรื่องราวจากอดีตทั้งหมด และก็เคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อย เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างเต็มที่ นะครับ

ในส่วนของนักแสดงนั้นนอกจากตัวหลักๆที่จะกลับมากันเกือบครบแล้วนั้นตัวร้ายหลักอย่าง Jason Statham ก็ได้แอบไปถ่ายทำฉากสำคัญที่เชื่อมเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยถ่ายทำกันตั้งแต่ช่วงที่ปิดกล้อง Fast Five กันเลยด้วยซ้ำ!! เพราะว่า Justin Lin เตรียมที่จะสร้างภาค 6 และ 7 ไปพร้อมๆกันตั้งแต่แรกนั่นเองและจริงๆแล้วนั้น Jason Statham จะต้องมารับบทเป็น Owen Shaw ใน Furious 6 ด้วยซ้ำแต่เนื่องด้วยคิวงานไม่เอื้อ…Vin Diesel ในฐานะ producer ของหนังชุดนี้ ก็เลยเพิ่มตัวละครใหม่มาให้เขาโดยเฉพาะซึ่งก็คือบท Deckard Shaw นั่นเอง

Dwayne “The Rock” Johnson เองก็เกือบที่จะได้มาได้กลับมาเล่นในภาคที่ 7 นี้ด้วยซ้ำเนื่องจากคิวงานนั้นชนกับ Hercules (ที่เจ๊งยับไปเมื่อปีที่แล้ว)…ก่อนที่สุดท้าย ทุกอย่างจะเอื้อให้ตัวละคร Luke Hobbs นั้นได้กลับมาในที่สุด

อีกตัวละครเด่นอย่าง Mr. Nobody นั้นเดิมทีก็ได้ทำการทาบทาม Denzel Washington ให้มารับบทนี้ แต่ว่าเขาปฏิเสธไปเลยทำให้บทนี้มาตกที่ตัวของ Kurt Russell…ซึ่งจากที่เราเห็นในหนังนั้นนี่คือตัวเลือกที่ โคตรใช่!!

และนอกจาก จาทัชชกร ที่ได้ไปร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วก็ยังมี Ronda Rousey แชมป์ UFC และ Djimon Hounsou มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ซึ่งรายหลังนั้น ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงคนแรกของภาพยนตร์ชุดนี้ ที่เคยเข้าชิง The Oscars มาก่อนด้วย!!

แถมด้วยนักแสดง Bollywood อย่าง Ali Fazal และนักร้องสาว Iggy Azalea ที่โผล่มาในบทบาทรับเชิญโดยเฉพาะรายหลัง ที่ออกมาพูดแค่ 2 ประโยค!! – -”

tony

จา

ความน่าภูมิใจของชาวไทย ที่ได้มีนักแสดงไปร่วมแสดงในภาพยนตร์ระดับ blockbuster และไม่ได้ไปเป็นตัวประกอบเล็กๆอย่างที่ผ่านๆมาแม้ว่ากว่าที่เส้นทางการสู่ Hollywood ของ จาทัชชกร นั้นจะเต็มไปด้วยปัญหาที่ยังเคลียร์กันไม่ได้จนถึงปัจจุบันก็ตาม

ตัวละครที่เขาได้รับบทบาท คือ เกียรติ…1 ในลูกน้องของ Mose Jakande ที่มีความสามารถในการต่อสู้สูงมากซึ่งเขาได้โชว์ความสามารถทั้งการต่อสู้ และ ความคล่องแคล่วว่องไว อย่างที่เราเคยได้ชมกันจากภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ ทั้ง องค์บาก และ ต้มยำกุ้งแม้ว่าจะน่าเสียดายตรงที่ เขาพลาดท่าง่ายไปเสียหน่อย

แต่สำหรับการเปิดตัวใน Hollywood เรื่องแรกนั้นถือได้ว่า เขาได้แสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ และ เป็นที่น่าประทับใจพอสมควรเลยจากนี้ก็คงต้องคอยติดตามในส่วนของภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่เขาอาจจะมีส่วนร่วมอีกในอนาคตว่าเขาจะสามารถไปยืนอยู่ในระดับเดียวกันกับ เฉินหลง และ หลี่เหลียนเจี๋ย ได้หรือไม่

แต่จากทรรศนะส่วนตัวของผมนั้นเป็นไปได้สูงมากครับ ^_^

lykan-hypersport-fast-and-furious-7

รถ

ภาพยนตร์ชุดนี้ นับวันจะเริ่มยิ่งห่างไกลไปจากคำว่า หนังรถซิ่ง มากขึ้นไปทุกทีแต่ถ้ามองย้อนกลับไปจริงๆแล้วนั้นมีเพียงแค่ภาค Tokyo Drift เท่านั้น ที่มันเป็นหนังรถซิ่งจริงๆในขณะที่ภาคอื่นๆนั้น รถซิ่ง เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของภารกิจ และ ปฏิบัติการต่างๆเท่านั้น

แต่ด้วยภาพจำของแฟนๆนั้นไปอยู่ที่รถซิ่ง เลยทำให้ภาพจำของหนังชุดนี้ กลายเป็นหนังรถซิ่งไปโดยปริยายและในเมื่อภาคหลังๆนั้น รถซิ่ง ยิ่งมีบทบาทน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็จะมีการแสดงความผิดหวังออกมาให้เห็นกันอยู่ตลอดนะครับ

ในขณะเดียวกันรถที่ใช้ในหนัง เริ่มกลายสภาพจาก รถแต่งซิ่งให้แรงทั่วๆไป กลายเป็นรถที่ใช้ตอบโจทย์ภารกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

จากภาคที่ 5…เราจะเห็นทั้งรถตำรวจที่เตรียมใช้เพื่อแฝงเข้าไปในสถานีตำรวจ (ก่อนที่จะเปลี่ยนแผน เอารถที่ว่าไปแต่งใหม่ และใช้ลากตู้นิรภัยแทน) และ ภาคที่ 6 เราก็จะเห็นว่ามีการเลือกใช้รถคลาสสิค เพื่อป้องกันการโจมตีระบบอิเลคโทรนิคในภาคนี้เราได้เห็นการนำเอารถซิ่งมาปรับแต่งเพิ่มความแข็งแกร่ง และ เพื่อลุยในสภาพถนนที่สมบุกสมบันได้ (ไม่นับว่าเพื่อการปล่อยลงมาจากเครื่องบินแต่อย่างใด ^_^) ซึ่งถือว่าเป็นการยกระดับของ การซิ่ง ให้มีความแปลกใหม่ และ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น

ซึ่งก็อย่างที่บอกไปล่ะครับ ว่าแฟนๆที่ติดภาพจำจาก รถซิ่ง ย่อมไม่ค่อยชอบใจกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

แต่อย่างน้อยๆ…รถหรูๆสวยๆที่หาดูได้ยากๆ…หนังภาคนี้ก็ยังคงเอามาโชว์กันเหมือนเคย…โดยเฉพาะเจ้า Lykan Hypersport ที่กลายเป็นที่รู้จักกันเพียงชั่วข้ามคืน…

อีกส่วนที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหนังชุดนี้ คือ ฉากการซิ่งแข่งรถกันซึ่งก็เป็นอีกจุดที่ถูกลดทอนบทบาทลงไป จนทำให้ฉากรวมรถซิ่งยามราตรีนั้น เหมือนมีไว้เพื่อโชว์รถให้ดูกันเฉยๆเสียมากกว่าแม้ว่าในแต่ละภาคนั้นจะยังคงมีฉากดวลซิ่งรถกันอยู่ก็ตามแต่ก็ลดความน่าตื่นเต้น และ ความน่าสนใจลงไปเรื่อยๆ

cq5dam.web.1280.1280

ฉากแอ๊คชั่น

กลายเป็นว่าภาพยนตร์เรื่อง Furious 7 นั้นยิ่งตอกย้ำพัฒนาการของหนัง จากความเป็นหนัง action ที่มีรถเป็นศูนย์กลางกลายเป็นหนัง action ที่มีรถเป็นส่วนประกอบและกลายเป็น หนัง action ที่มีรถเป็นอาวุธ ในที่สุด

แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็มีเรื่องดีในส่วนที่ เราจะได้เห็นรูปแบบของการต่อสู้ และ การปะทะ ระหว่างบุคคล เพิ่มมากขึ้นและฉากการต่อสู้ของหนังภาคนี้ เป็นอะไรที่ สนุก ระทึก และ สมจริงมาก

แต่ในขณะเดียวกันฉากที่เป็น action ที่ขับรถนั้นก็ยิ่งทวีความ “หลุดโลก” เข้าไปเรื่อยๆ

ภาคที่ 4 เราเห็นการซิ่งรถทะลุภูเขาออกมา ย้ำ!! ทะลุภูเขาหินออกมา นะครับภาคที่ 5 เราได้เห็นการเอารถ 2 คัน ลากตู้นิรภัยขนาดยักษ์ ร่อนไปร่อนมาทั่วเมืองภาคที่ 6 นั้นเราเห็นการกระโดดข้ามเลนไปรับตัวคน และ การเอารถสอยเครื่องบินลงมาจากอากาศ!!

ภาคล่าสุดนี้พี่แกเล่นปล่อยรถลงมาจากเครื่องบินแบบ parachute ซะงั้น!! ไม่พอยังมีการซิ่งรถพุ่งทะลุตึกลงมา 2 รอบ!! และปิดท้ายด้วยการซิ่งรถหนีการไล่ล่าของ drone!!

พูดถึงฉาก drone แล้วของขึ้นแน่นอนครับว่าฉากไล่ล่าฉากนี้ สนุก ระทึก และ โคตรมันส์แต่ว่ามันกลับให้อารมณ์เหมือนดู Transformers มากกว่าที่จะดู The Fast and the Furious ซะอย่างนั้นแถมหลายๆช่วงนี่ มุมกล้องแทบจะเป๊ะกันเลยด้วยถ้าจะหลุดโลกกันขนาดนี้ภาคหน้าก็เอา Michael Bay มากำกับเสียเลยดีไหมครับ – -”

แต่ถึงจะน่าขัดใจในความเวอร์วังของมันก็ตาม แต่ก็อดที่จะชมเชย ทีม stunts และทีม effects เสียไม่ได้ที่แทบทุกฉากนั้น เลือกที่จะใช้การเซ็ต effects ระเบิดการขับรถผาดโผน หรือแม้กระทั่ง การปล่อยรถลงมาจากเครื่องบินจริงๆ!! ยิ่งเพิ่มความสมจริงให้แกฉาก action มากพอสมควร

furious-7-nissan-gtr-2-770x352

งานภาพ และ เสียง

ผู้กำกับภาพของ Furious 7 คือ Stephen F. Windon ที่รับหน้าที่นี้มาในภาค Tokyo Drift, Fast Five และ Furious 6…กับอีกคนที่เพิ่งมาร่วมแจมในภาคนี้เป็นครั้งแรกอย่าง Marc Spicer ที่เคยเป็นตากล้องให้กับหนังอย่าง House of Wax และ The Wolverine มาก่อนเลยเป็นการผสมผสานระหว่าง สไตล์ภาพแบบที่เราคุ้นเคย และ มุมมองใหม่ๆที่เพิ่งเข้ามาในภาคนี้โดยเฉพาะช่วงฉาก action ที่มีทั้งมุมตะแคง มุมพลิก เพิ่มความน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น

โดยเฉพาะ ฉากที่ปล่อยรถลงมาจากเครื่องบินซึ่งตากล้องก็ต้องกระโดดบินตามลงมาเพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆอย่างที่เราได้ชมกัน

ในส่วนของงานเสียงนั้น ก็ค่อนข้างที่จะสมจริง และ น่าตื่นตาตื่นใจมาตลอดทุกภาคอยู่แล้วไม่ค่อยมีอะไรที่รู้สึกขัดใจเท่าไหร่นัก

ส่วนที่ 3 : อนาคตของหนังชุดนี้

มาถึงส่วนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดของบทความนี้แล้ว

อนาคตนั้นทิศทางของหนังจะเดินหน้าไปอย่างไร ในเมื่ออะไรหลายๆอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

paulwalker-129961

Brian O’Conner

ประเด็นแรกสุด คือ การที่จะไม่มีตัวละคร Brian O’Conner เป็นตัวเดินเรื่องอีกต่อไปแล้ว

แม้ว่าตอนนี้จะมีกระแสออกมาว่า…Universal นั้นพอใจในผลลัพท์ที่ให้น้องชายของ Paul Walker อย่าง Caleb และ Cody Walker มาเป็น stand-in และใช้ CGI เพื่อนำเอาโครงหน้าของ Paul มาวางทับและเตรียมที่จะยืดต่ออายุให้ตัวละครนี้ต่อไปแต่จากความคิดเห็นส่วนตัวของผมนั้นถ้าเลือกที่จะทำแบบนั้นจริงๆ มันจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ในเมื่ออุตส่าห์หาทางออกให้กับตัวละครนี้ได้อย่างสวยงามที่สุดแล้วแท้ๆจึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องให้ตัวละคร Brian นี้มาอยู่ในเรื่องราวอีกต่อไป

อีกสิ่งที่ควรจะคำนึงก็คือถ้าจะใช้วิธีนี้ทำให้ตัวละคร Brian ยังอยู่ต่อไปจริงๆแต่ว่าแฟนๆนั้นก็ย่อมรู้แก่ใจแล้วว่า ยังไงก็ไม่ใช่ตัวของ Paul Walker จริงๆและจะยิ่งทำให้แฟนๆเสียความรู้สึกโดยใช่เหตุ

จุดหนึ่งที่เป็นการบ้านข้อใหญ่ให้กับ Universal และทีมผู้สร้าง ก็คือการที่จะเดินเรื่องต่อไปอย่างไร ให้มันยังคงระดับความน่าสนใจให้ไม่น้อยกว่า Furious 7 มากจนเกินไป

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือความสำเร็จของ Furious 7 ที่เกินคาดนี้ปัจจัยหลักมาจากตัวของ Paul Walker ด้วยนะครับหลายๆคนนั้นอยากที่จะเห็นว่า หนังนั้นจะทำอย่างไรกับตัวละครนี้ซึ่งเราก็ได้เห็นกันไปแล้วและคงต้องเตรียมใจเอาไว้เนิ่นๆเลยว่า ภาคต่อไปจากนี้ คงจะไม่มีภาคไหนที่จะประสบความสำเร็จได้สูงเทียบเท่ากับที่ Furious 7 ทำเอาไว้ได้อีกแล้ว

อีกจุดที่น่าห่วงก็คือระดับความเว่อร์วังอลังการ ที่ภาคนี้ขนมาใส่กันจนแทบจะกลายเป็น Transformers กันอยู่แล้วนั้นหนังยังจะหาทางที่จะยกระดับให้สูงขึ้นไปกว่านี้ได้อีกแค่ไหนกับอีก 2-3 ภาคที่เตรียมจะสร้างออกมาต่อจากนี้

ครับจนบัดนี้ Universal ก็ยังคงยืนยันถึงแผนการสร้างภาพยนตร์ชุดนี้ไว้ที่ภาคที่ 10 อยู่เช่นเดิมนะครับยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

Fast-Furious-7-james-wan

ผู้กำกับ

อีกจุดที่ต้องคอยลุ้นกันต่อก็คือใน Furious 8 นั้นใครกันที่จะมารับหน้าที่กำกับ?

James Wan ที่สร้างชื่อให้ตัวเองได้แล้วจากภาคนี้ตอนนี้กำลังเตรียมที่จะกำกับ The Conjuring 2: The Enfield Poltergeist…ภาคต่อของหนังผีที่สร้างความฮิตเกินคาดเอาไว้ในปี 2013 นะครับโดยที่หนังเรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉาย 10 มิถุนายน ปีหน้า

ไม่เพียงเท่านั้นตัวเขาเองก็ยังมีชื่อเป็นตัวเต็งที่จะไปกำกับ Aquaman ของ DC ที่จะเข้าฉายในช่วงกลางปี 2018 อีกด้วย!! ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนนี้จริงๆเขาก็น่าจะที่ไม่ว่างที่จะกลับมากำกับภาค 8 นี้

Justin Lin ที่ถอนตัวไปในภาคล่าสุดนี้ตอนแรกสุดก็มีข่าวออกมานะครับ ว่าเขาจะกลับมารับหน้าที่นี้ต่อจาก James Wan…แต่ว่าตัวเขาเองนั้นก็งานชุกกว่าอีกเพราะว่าตอนนี้มีหนังอย่าง Star Trek ภาคล่าสุด ที่จะเข้าฉายในวันที่ 8 กรกฎาคม ปีหน้าและก็ยังมี The Wolf Man ที่จะเข้าฉายในช่วงปี 2017 ที่เขานั้นจะต้องไปกำกับนะครับ

นี่ยังไม่รวม Bourne 5 ซึ่งเป็นภาคต่อของ The Bourne Legacy ที่ตอนนี้โดนเบรคโครงการกันอยู่ กับ The Shaolin Temple ฉบับ remake ที่เขานั้นถูกวางตัวเอาไว้แล้วอีกด้วย!!

งานนี้ก็เป็นการวัดใจ Universal กันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยเสี่ยงกับการแตกหักกับ Justin Lin มาแล้วครั้งหนึ่งและก็โชคดีที่ผลลัพท์ออกมาน่าพอใจมาก

แต่คราวนี้ 2 ผู้กำกับที่น่าจะคุมงานนี้อยู่ดันไม่ว่างทั้งคู่คงต้องรอดูกันว่า Universal จะยอมรอใครสักคนมีเวลาว่างแล้วกลับมากำกับต่อ หรือ จะยอมเสี่ยงที่จะเดินหน้าไป โดยหาผู้กำกับคนใหม่มาลุยงานนี้

ไม่ว่าจะทางไหน ก็ไม่น่าเสี่ยงทั้ง 2 ทางเลยจริงๆครับ…- -”

furious-7 (2)

ตัวละคร

อีกส่วนที่น่าติดตามไม่แพ้กัน คือ เรื่องราวที่เดินหน้าต่อไปโดยไม่มี Brian O’Conner นั้นมันจะเป็นไปเช่นไร

Vin Diesel ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการกลับมารับบท Dominic Toretto ต่อไปจนสุดทางเพราะว่าเขาเองนั้นก็เป็น producer ของหนังชุดนี้อยู่แล้ว

เช่นเดียวกันกับนักแสดงอย่าง Tyrese Gibson และ Ludacris ที่น่าจะกลับมารับบทเป็น Roman Pearce และ Tej Parker กันต่อไป

สาว Michelle Rodriguez ช่วงนี้ก็ค่อนข้างจะว่างเลยไม่น่าจะมีปัญหาอีกคน สำหรับการกลับมารับบท Letty Ortiz…

ส่วนสาว Nathalie Emmanuel ในบทบาท Ramsey นั้นน่าจะกลับมาในภาคต่อๆไปแน่นอน เพราะว่ายังมีผลต่อเรื่องราวของหนังอยู่นั่นเอง

และคนที่ไม่มีปัญหาสำหรับภาคต่อแน่นอน ก็คือหนุ่ม Lucas Black…เพราะว่าเขานั้นได้เซ็นสัญญาเอาไว้แล้วว่าจะกลับมารับบทเป็น Sean Boswell ไปจนถึงภาคที่ 9…ซึ่งใน Furious 8 นั้นเราจะได้เห็นเขามีบทบาทกันอย่างเต็มตัวอย่างแน่นอน

อีกคนที่จะมีบทบาทเยอะในภาคต่อไป ก็คือ Kurt Russell ในบทบาท Mr. Nobody นั่นเอง

ในส่วนของคนที่ยังต้องรอดูว่าจะเห็นในภาคต่อไปอีกหรือไม่นั้น

ด้วยความที่ตัวละคร Deckard Shaw นั้นถูกปูมาให้เป็นตัวร้ายระดับท๊อปของเรื่องแล้วนั้นคงต้องมารอลุ้นกันล่ะครับ ว่าพี่โล้นคลั่ง Jason Statham ของเรานั้นจะสามารถจัดการคิวงานได้ดีมากน้อยแค่ไหนแต่ว่าคงจะต้องกลับมาแน่ๆ

Dwayne Johnson คนนี้สิครับที่ต้องลุ้นกันหนักเพราะว่าใน Furious 7 นั้น แกก็ติดคิวงานเรื่องอื่นจนต้องถอนตัวไปก่อนแล้วก่อนที่ช่วงที่กองถ่ายต้องหยุดพักเบรคนั้น จะตรงกับช่วงที่เขาว่างพอดี เลยได้เห็น Luke Hobbs ได้กลับมาในภาคนี้ซึ่งในภาคต่อไปนั้น ก็ต้องมาลุ้นกับคิวงานของป๋าแกกันต่อไปครับ

ส่วนคนนี้แม้ว่าจะไม่ติดอะไรก็ตาม แต่ด้วยเส้นเรื่องมันมาแบบนี้แล้วเราอาจจะไม่ได้เห็นสาว Jordana Brewster กลับมารับบทเป็น Mia O’Conner กันอีกแล้วนะครับ

อีกคนที่อาจจะกลับมาก็ได้ หรือ หายไปเลยก็ได้ คือสาว Elsa Pataky ในบทบาท Elena นั่นเองครับ

ในส่วนของตัวละครที่ยังอยู่ดี และ ที่ยังไม่แน่ชัดว่าตายไปแล้วหรือยังนั้น

Luke Evans ในบทบาท Owen Shaw นั้นมีโอกาสสูงที่สุดที่จะกลับมาในภาคต่อๆไปนะครับเพราะว่าอย่างที่เห็นในช่วงต้นภาคล่าสุดนี้ว่า ถึงจะกระเด็นตกเครื่องบินลงไปก็ตาม แต่เขาก็ไม่ตาย

ซึ่งถ้ามองในจุดนี้นั้นพวกที่กระเด็นตกทั้งหลายอย่าง Gina Carano, จาทัชชกร หรือแม้แต่ Gal Gadot ในบทของ Gisele เองก็ตาม ก็ยังอยู่ในข่ายที่จะสามารถกลับมาได้นะครับ

แต่เมื่อมองถึงความเป็นไปได้นั้นตัวละคร เกียรติ ของ จาทัชชกร มีความเป็นไปได้มากที่สุดครับ ว่าอาจจะไม่ตาย!!

และอาจจะรวมไปถึง John Ortiz ที่ตัวละคร Arturo Braga ของเขา ยังมีโอกาสที่จะแหกคุกออกมาป่วนได้นะครับ!!

รวมทั้งสาว Eva Mendes จาก 2 Fast 2 Furious…ซึ่งตอนนี้มีข่าวลือออกมาว่า เธออาจจะกลับมาอีกครั้งในภาคที่ 8 นี้นะครับ…

jason-statham-furious-7

ทิศทางของเนื้อเรื่อง

อย่างที่เกริ่นไว้ข่างต้นว่าผมมองว่า Furious 7 นี้เสมือนเป็นภาคที่เคลียร์เรื่องราวในอดีตทั้งหมด เพื่อที่จะเริ่มมหากาพย์บทใหม่ต่อไปโดยที่อาจจะไปสิ้นสุดในอีก 2-3 ภาคข้างหน้า

เรื่องราวที่น่าจะเกิดจะขึ้นนั้นตัวของ Vin Diesel ได้ออกมาเปิดเผยในเร็วๆนี้นะครับ ว่าจะเกิดขึ้นโดยมี Mr. Nobody เป็นศุนย์กลางของเรื่องทำให้มีความเป็นไปได้ค่อนข้างจะหลากหลายนะครับทั้งการช่วยเขาไล่ล่าตัว Deckard Shaw กันอีกรอบ (คิดว่าคุกแค่นั้นมันจะแหกออกมาไม่ได้เชียวหรือ? ^_^) หรือแม้แต่ จุดประสงค์ที่แท้จริงของ Mr. Nobody นั้นถูกเปิดเผย และ Dominic และ พวก อาจจะต้องเป็นฝ่ายไล่ล่าเขาเองทุกอย่างสามารถเป็นไปได้หมดนะครับ

รวมทั้งอาจจะมีการขยายเรื่องราวระหว่าง Deckard Shaw, Owen Shaw และ Letty ให้ชัดเจนมากกว่านี้ก็ได้

นี่ยังไม่รวมถึง ตัวละครใหม่ๆ ที่เรายังไม่ทราบว่าจะมีใครบ้างนะครับ

แต่จากที่มองเส้นเรื่องทั้งหมดแล้วนั้นตอนนี้แทบจะไม่มีประเด็นเก่าๆอะไรที่ตกค้าง และ ติดค้างกันอีกแล้วผมเลยมองว่าจากนี้ คงจะเป็นการเดินหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่กันอย่างเต็มตัวเสียที


ขอบคุณที่อ่านกันมาจนจบนะครับ