Home Review THE MAN FROM U.N.C.L.E

[REVIEW] THE MAN FROM U.N.C.L.E [B-]

1 1922

หนังสายลับที่จะทำให้คุณหลงใหลไปกับสไตล์และคาแรคเตอร์ จากผู้กำกับ Sherlock Holms และ SNATCH

Review – The Man From U.N.C.L.E.

กำกับโดย Guy Ritche

เวลาดำเนินเรื่อง 116 minutes

นี่มันเป็นปีทองของหนังสายลับจริงๆ หลายๆเรื่องที่ผ่านมาล้วนน่าพอใจทั้งสิ้น และแต่ละเรื่องต่างก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น องค์กรล้อขนบเจมส์ บอนด์ หรือภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ เป็นต้น และล่าสุดไปโดนอีกหนึ่งความประทับใจที่มีตัวตนชัดเจน ซึ่งก็คือ THE MAN FROM U.N.C.L.E. นี่ล่ะ

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งระหว่างโซเวียตและสหพันธมิตร สายลับต่างขั้ว (ทั้งอุดมคติและความสามารถ) ของอเมริกาและรัสเซียต้องมาร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจ เพื่อหยุดยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่จะก่อขึ้นโดยองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ โดยมีลูกสาวของนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์หัวรบนิวเคลียร์ขององค์กรนั้นช่วยพาแทรกซึมเข้าไปองค์กร จนกลายเป็นการจารกรรมครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของพวกเขา

เรื่องนี้เป็นการนำทีวีซีรี่ส์ในช่วงยุคปี 60 มายกเครื่อง และปรุงสำเร็จใหม่ โดยฝีมือการเขียนบทของ Lionel Wigram และผู้กำกับ Guy Ritche ผู้มีผลงานที่โดดเด่นจาก Sherlock Holms และ Snatch การกลับมาในครั้งนี้ของเขาถือว่าเป็นการกลับมาที่พกลายเซ็นต์ของตนมาอย่างเต็มที่ เพราะด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาที่เน้นการลำดับภาพรวดเร็ว โทนสีที่ High contrast และมุขตลกร้าย ที่เข็นกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานที่พี่แกจัดเต็มพอสมควร

การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ของเรื่องนี้มันดูดีไปเสียหมด ตั้งแต่การออกแบบเครื่องแต่งกาย ไปยันการเลือกโลเคชั่นการถ่ายทำ มันสร้างภาพรวมของสภาพความเป็นอยู่ยุคนั้นได้ดีพอสมควรเลยนะ มีกลิ่นอายของหนังสายลับจารกรรมแบบ Old school ทำให้หนังแอบมีความคลาสสิกแฝงอยู่มาก และมีการใช้สัญลักษณ์ที่ส่งผลต่อตอนจบของเรื่องได้เด็ดดวง

การคัดเลือกนักแสดงที่จัดว่าดี แม้จะมีเคมีที่ไม่จูนติดเสียทีเดียว แต่ทั้ง Henry Cavil และ Armie Hammer ก็ทำได้ดียันจบเรื่อง รวมถึงการอิงสถานภาพระหว่างประเทศที่สามารถทำให้ความขัดแย้งของสายลับทั้งสองนี้ดูน่าเชื่อถือเพิ่มเข้าไปอีก และมีนางเอก Alicia Vikander คอยสร้างสีสันให้เรื่องได้ดีเลยล่ะ จนบางทีเราคิดว่าคู่หูที่เหมาะสมกว่าคือ Armie กับ Alicia เหมือนกันนะ

สไตล์การเล่าเรื่องกลับกลายเป็นสิ่งที่บริโภคง่ายที่สุดของหนัง เพราะเป็นไปตามเส้นตรงและไม่ค่อยได้เห็นการพลิกแพลงอะไรมากนัก เป็นไปตามกลไกของหนังปกติ และบทที่ดูจะทื่อๆและไม่ค่อยลงตัวเสียเท่าไหร่ ซึ่งเป็นปกติสำหรับผู้กำกับ Guy Ritche ท่านนี้ และมันก็กลายเป็นจุดบกพร่องในที่สุด

ช่วงองค์ที่ 1 ของหนัง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแนะนำตัวละครและปูเรื่องไปสู่องค์ถัดไป จนบางทีรู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่มีการดำเนินไปไหน เหยียบย่ำอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งพอสมควร แต่พอผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้วขึ้นองค์ที่ 2 ทุกอย่างดูเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว x2 ฉากแต่ละฉากเริ่มมีความเชื่อมโยงต่อกันมากขึ้น เริ่มพาผู้ชมขึ้นไปสู่จุดไคล์แมกซ์เรื่อยๆ แม้จะเหลาออกมาได้ไม่คมเสียเท่าไหร่ในจุดนั้น แต่ก็อดชอบตอนจบไม่ได้ เพราะมันคมสุด

การตัดต่อที่ใช้แนว Fast pace ทำให้ผู้ชมรู้สึกลุ้นไปกับฉาก ใช้ได้ดีในทุกๆฉาก แม้จะมีมุมกล้องที่ไม่ค่อยเอื้อเท่าไหร่ แต่ในฉากที่ไม่ต้องใช้ความเร็วกลับยังตัดต่อได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ฉากแต่ละฉากไม่ค่อยเชื่อมกัน ดูประดัดประเดิดไปบ้าง

เพลงประกอบนี่อิงการใส่ตามหลักหนังสายลับสมัยก่อนเป๊ะ ผมเลยบอกไงว่ามันโอลสกู๊ล โอลสกูล เพลงแต่ละเพลงก็ทำมาได้ดีนะ แต่ยังไม่ถึงกับประทับใจ เพราะบางทีจังหวะมันยังไม่ใช่

THE MAN FROM U.N.C.L.E. นำเสนอเรื่องราวสายลับช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้อย่างมีเสน่ห์เหลือร้าย เน้นกลิ่นอายหนังสายลับแบบโอลสกูล แฝงอารมณ์ขันตลกร้ายได้อย่างดีงาม มีระดับตั้งแต่คอสตูมยันเลือกโลเคชั่น เรียกง่ายๆว่าอาร์ตไดเรคชั่นเด็ดโคตร Guy Ritche พกลายเซ็นมาเต็มพิกัด จึงไม่ต้องสงสัยถึงสไตล์ที่โดดเด่นของเรื่องนี้

แม้จุดบกพร่องจะอยู่ที่บทและการดำเนินเรื่องอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็ไม่ได้บ่อนทำลายเรื่องเสียทีเดียว

อีกหนึ่งความดีงามที่ไม่อยากให้คุณต้องพลาด

จัดไป 7.5 / 10 คะแนน

ที่สำคัญอย่าลืมไปรับชมกันในระบบ IMAX ล่ะ เพราะเสียงเขาแน่นจริง คอนเฟิร์ม

และขอขอบคุณทาง Warner Bros. Thailand มา ณ ที่นี้ครับ

Reviewed by Admin Jerry

  • Kawin Piswong

    ชอบมากกก