Home Exclusive นับถอยหลังสู่ SPECTRE 007 – บทเพลงแห่งพยัคฆ์ร้ายในความทรงจำ

[Sense Special] นับถอยหลังสู่ SPECTRE 007 – บทเพลงแห่งพยัคฆ์ร้ายในความทรงจำ

0 990

บทเพลงแห่งพยัคฆ์ร้ายในความทรงจำ

Written by JaneWiT Wittayadet (James Bond Thailand fan page)

Edited by   Admin Jerry

หากเอ่ยถึง “เจมส์ บอนด์” สิ่งแรกผุดขึ้นให้หัวของแฟนผู้รักการชมภาพยนตร์ คงหนีไม่พ้นภาพลักษณ์ของสายลับเจ้าเสน่ห์ ผู้ผจญภัยไปกับอาวุธสุดล้ำ พร้อมกับหญิงสาวรูปงาม ในภาพยนตร์ตอนต่างๆ นับตั้งแต่ Dr. No เริ่มออกสู่สายตาสาธารณชนเมื่อปี ค.ศ. 1962 จนกระทั่งล่าสุดใน Skyfall เมื่อปี ค.ศ. 2012 แต่อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของภาพยนตร์ชุด “เจมส์ บอนด์” มาตลอด 23 ภาค (ที่สร้างโดย EON Production) รวมทั้งใน SPECTRE ภาพยนตร์ลำดับที่ 24 ที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายนนี้ คือ เพลงประกอบภาพยนตร์ที่หลากอารมณ์ของภาพยนตร์แต่ละภาค

Dr.No openning titles

“James Bond Theme” เพลงบรรเลงที่อยู่คู่กับเจมส์ บอนด์ มาอย่างยาวนานและแทบเชื่อได้ว่าไม่มีแฟนภาพยนตร์คนไหนที่จะไม่เคยได้ยินบทเพลงนี้ผ่านหู โดยภายหลังจากที่เจมส์ บอนด์ ลั่นกระสุนในฉากลำกล้องปืนเป็นครั้งแรกใน Dr. No (1962) เพลงดังกล่าวก็ถูกบรรเลงขึ้นพร้อมกับการแนะนำรายชื่อนักแสดงและทีมงาน หลังจากนั้นท่อนต้นของ James Bond Theme ก็ถูกใช้ในฉากลำกล้องปืนเปิดเรื่องแทบทุกภาค บทเพลงดังกล่าวได้รับการประพันธ์ขึ้นโดย Monty Norman ซึ่งเค้าทำเงินจากการถือลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวในช่วงปี 1976 – 1999 ได้สูงถึงเกือบ 30 ล้านบาท โดยในเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ James Bond Theme ได้รับการบรรเลงโดย John Barry และวงออเคสตร้า ก่อนที่จะถูกนำมาเรียบเรียงใหม่อีกหลายเวอร์ชั่น ทั้งนี้ แรงบันดาลใจในการประพันธ์ James Bond Theme มีที่มาจากเพลงที่ Monty Norman ได้เคยประพันธ์ไว้ชื่อ Good Sign Bad Sign ซึ่งขับร้องโดยตัวละครชาวอินเดียในละครเพลงเรื่อง A House For Mr. Biswas

ต่อมาใน From Russia With Love (1963) เพลงบรรเลงก็ยังถูกนำมาใช้ในการเปิดเรื่องอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้นำเพลงถึง 3 เพลง มาใช้แบบต่อเนื่องกัน ได้แก่ James Bond Is Back, From Russia With Love และ James Bond Theme ซึ่งเพลงเด่นในภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมหนีไม่พ้น From Russia With Love ที่ในเวอร์ชั่นเพลงบรรเลงได้รับการประพันธ์โดย Lionel Bart ผู้สร้างสรรค์ผลงานละครเพลงเรื่อง Oliver! ในขณะที่เวอร์ชั่นที่มีผู้ขับร้องก็ได้นักร้องเจ้าของฉายาเสียงทองคำ Matt Monro รับหน้าที่ขับร้องเพลงดังกล่าว

หลังจากนั้นในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ต่อมาอีก 3 ภาค ได้แก่ Goldfinger (1964), Thunderball (1965) และ You Only Live Twice (1967) ก็ได้เริ่มต้นนำเพลงที่มีผู้ขับร้องมาใช้ในการเปิดเรื่อง และโดยธรรมเนียมเดิมมักจะใช้ชื่อเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อภาพยนตร์ตอนนั้น ๆ และเพลง Goldfinger ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ Shirley Bassey นักร้องหญิงที่ได้ขับร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ มากที่สุดอีกด้วย (ต่อมาได้แก่ Diamonds Are Forever และ Moonraker)

ใน On Her Majesty’s Secret Service (1969) เพลงเปิดเรื่องได้กลับมาใช้เพลงบรรเลงอีกครั้งโดยใช้ชื่อเดียวกันกับชื่อภาพยนตร์ที่มาพร้อมกับจังหวะที่ระทึกและเร้าใจ แต่ทว่าความทรงจำของแฟนหนังบอนด์อาจจะไปอยู่กับเพลงที่ชื่อว่า We Have All The Time In The World ซึ่งถูกใช้เล่าเรื่องในช่วงกลางเรื่อง ด้วยความหมายที่สวยงามผสมผสานกับเสียงร้องสุดแสนโรแมนติกของเจ้าพ่อเพลงแจ๊สอย่าง Louis Armstrong

อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่การอาศัยชื่อภาพยนตร์ชุด “เจมส์ บอนด์” ที่โด่งดังอย่างเดียว คงจะไม่เพียงพอให้เพลงประกอบภาพยนตร์แต่ละเรื่องยืนหยัดเคียงคู่กับภาพยนตร์มาได้อย่างยาวนานขนาดนี้ เพราะแต่ละบทเพลงมักจะได้นักร้องคุณภาพมาขับกล่อมพร้อมกับการเสนอแนวทางดนตรีที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น ๆ อย่าง Paul McCartney ก็ได้เคยพา Live And Let Die เพลงร็อคช้าสลับเร็วความหมายเยี่ยมที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ Live And Let Die (1973) เข้าชิงรางวัลออสการ์มาก่อน เช่นเดียวกันกับเพลงช้าฟังสบายอย่าง Nobody Does It Better ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ The Spy Who Loved Me (1977) และ For Your Eyes Only ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ชื่อเดียวกันในปี 1981 ก็เคยไปได้ไกลถึงการเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้วเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่ในยุคถัดมา Duran Duran วงร็อคสัญชาติอังกฤษก็เคยสร้างตำนานส่งให้เพลงจังหวะสนุก ๆ อย่าง A View To A Kill กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ เพลงแรกและเพลงเดียวที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ใน US Billboard Hot 100 มาแล้ว จนกระทั่งในปี 2012 ความสำเร็จบนเวทีรางวัลก็มาถึงเมื่อ Adele และ Paul Epworth ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานและทำให้เพลง Skyfall เดินสายกวาดชัยชนะแทบทุกเวทีในปีนั้นรวมถึงรางวัลออสการ์ รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลแกรมมี่ด้วย

ทั้งนี้ บทความที่แฟนภาพยนตร์กำลังได้อ่านอยู่อาจไร้ความหมาย เพราะเพียงแต่ตัวอักษรคงไม่อาจบรรยายได้ถึงความไพเราะและมีเสน่ห์ของบทเพลงประกอบภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ที่ผ่านมาตลอดทั้ง 23 ภาค และไม่มีทางที่ผู้เขียนจะเล่ารายละเอียดได้ถึงทุกเพลงในพื้นที่จำกัด เนื่องจากยังมีอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงแต่ก็ควรค่าที่ผู้อ่านจะสรรหามารับฟัง เช่น All Time High เพลงช้าบรรยากาศเย็น ๆ ประกอบภาพยนตร์ Octopussy (1983), The Living Daylight จาก A-Ha วงป๊อปร็อคชื่อดังจากนอร์เวย์ ในปี 1987, Licence To Kill (1989), Goldeneye (1995) หรือแม้แต่ You Know My Name ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ Casino Royale (2006) ตลอดจนเพลงรองที่มักถูกใช้เป็นเพลงปิดเรื่องอีกหลายเพลงที่น่าฟังอย่าง If You Asked Me To จากภาพยนตร์ Licence To Kill (1989) หรือ Surrender จากภาพยนตร์ Tomorrow Never Dies (1997)

และในเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นอีกครั้งที่แฟนภาพยนตร์ทั่วโลกและแฟนผู้คลั่งไคล้ในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ กำลังรอคอยการมาของ “SPECTRE” ภาพยนตร์เรื่องที่ 24 ของภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ที่สร้างโดย EON Production และในครั้งนี้เพลงที่ชื่อ “Writing’s On The Wall” จะถูกใช้เป็นประกอบภาพยนตร์ โดยเพลงดังกล่าวได้รับการขับร้องโดย Sam Smith เจ้าของบทเพลงดังอย่าง I’m Not The Only One และ Stay With Me รับรองผลงานด้วยรางวัลแกรมมี่ครั้งล่าสุดถึง 4 สาขา ซึ่งล่าสุดภายหลังจากที่เพลงดังกล่าวออกสู่สาธารณชนไปเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2558 ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้น เมื่อWriting’s On The Wall กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ 007 เพลงแรกที่ขึ้นถึงอันดับ 1 ของ UK Chart ของประเทศอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยเพียงสัปดาห์แรกที่เปิดตัวเท่านั้น

 

ห้ามพลาด! 
SPECTRE IMAX FANMEET อีเว้นท์พิเศษจัดเพื่อทุกท่านที่มีความชอบ และหลงใหลใน James Bond พยัคฆ์ร้าย 007 แบบเอ็กซ์คลูซีฟ และไม่ว่าใครๆก็สามารถสัมผัสได้!
พบกับกิจกรรมและของที่ระลึกมากมายจากสปอนเซอร์ และ Talk-show สุดพิเศษจากแฟนพันธุ์แท้ James Bond ปี 2002 และ 2012 มาพูดคุยในบรรยากาศเป็นกันเองเกี่ยวกับ SPECTRE องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย และเรื่องอื่นๆเกี่ยวกับ James Bond

ร่วมลุ้นรางวัลใหญ่ และชมภาพยนตร์ SPECTRE พร้อมกันเป็นวันแรกของไทย ที่พิเศษไปกว่านั้น ทุกที่นั่งจะได้รับของที่ระลึกจากภาพยนตร์ติดมือไปอย่างแน่นอน!

อีเว้นท์เราจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00 เป็นต้นไป ที่ Krungsri IMAX Paragon Cineplex ตรงลาน Infinicity (หน้าโรง IMAX)

ติดต่อซื้อตั๋วได้ที่ INBOX เพจ Sense On Films: https://www.facebook.com/SenseOnFilms

หรือโทรจองแบบทันใจ: 081-002-9671