Home Featured Fast & Furious 6 : ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น เพื่อความมันส์แบบครบวงจร และ จุดเริ่มต้นของลางร้ายอันน่าวิตก!!

Fast & Furious 6 : ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น เพื่อความมันส์แบบครบวงจร และ จุดเริ่มต้นของลางร้ายอันน่าวิตก!! [less spoiled]

    0 1349

    ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ United International Pictures (ประเทศไทย) สำหรับโอกาสในชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ในรอบสื่อมวลชนนะครับ…

    มาที่เรื่องราวของภาพยนตร์ซิ่งสนั่นที่คราวนี้มากันเป็นภาคที่ 6 แล้ว…และเป็นภาพยนตร์ที่แฟนๆหนังชาวไทยต่างชื่นชอบ และ รอคอยภาคต่อกันมาอยู่เสมอ…

    บทความนี้จะขอแยกเรื่องราวเป็น 3 ส่วนหลักๆนะครับ คือ การวิจารณ์ถึงภาค 6…การพูดถึงเรื่องราวทั้งหมดของภาพยนตร์ชุดนี้ และ อนาคตต่อไปของหนังชุดนี้นะครับ…

    ——————————————————————

    เรื่องราวคร่าวๆของภาคนี้ก็คือ…

    – นับตั้งแต่การปล้นที่ริโอของ Dom (ดีเซล) และ Brian (วอล์คเกอร์) ได้ทลายอาณาจักรของราชายาเสพติดและพวกเขาก็จากมาพร้อมกับเงิน 100 ล้านเหรียญ ตัวเอกของเราต่างก็กระจัดกระจายกันไปทั่วโลก แต่การที่พวกเขาไม่สามารถกลับบ้านเกิดและต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ทำให้ชีวิตของพวกเขาเหมือนขาดอะไรบางอย่าง

    ในขณะเดียวกัน Hobbs (จอห์นสัน) ก็กำลังสืบร่องรอยขององค์กรนักซิ่งรับจ้างฝีมือพระกาฬที่ฝากผลงานอาชญากรรมไว้ใน 12 ประเทศ โดยผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรนี้อย่าง Owen Shaw ได้รับความช่วยเหลือจากมือขวาไร้ปรานี ที่ถูกเปิดเผยว่าคือ Letty หญิงคนรักที่ดอมคิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว

    หนทางเดียวที่จะหยุดยั้งพวกเขาได้คือการเอาชนะพวกเขาในการซิ่ง Hobbs จึงขอให้ Dom รวมทีมนักซิ่งของเขาในลอนดอน โดยค่าตอบแทนเป็นการอภัยโทษให้กับพวกเขาทั้งหมดเพื่อที่พวกเขาจะสามารถกลับบ้านและไปใช้ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ได้เหมือนเดิม

    ———————————————————————-

    ซึ่งขอว่ากันด้วยเรื่องของ…บท ก่อนนะครับ…

    เรื่องราวในภาคนี้เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากภาค 5…ซึ่งตัวละครทั้งหลายต่างก็แยกย้ายกันไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กัน…ก่อนที่จะต้องกลับมารวมทีมกันอีกครั้งหนึ่ง ตามเรื่องย่อด้านบน…

    เรื่องราวในภาคนี้ แตกต่างไปจากภาค 5 ที่เป็นการโจรกรรม และ หลบหนีการไล่ล่า…มาเป็น การตามล่า และ “ทวงบางสิ่งกลับคืนมา” ซึ่งในส่วนของบทบาทตัวร้ายนั้น เราจะเห็นว่าพวกมันจะทำอะไร และ มีเป้าหมายอย่างไร…ซึ่งด้วยความที่ภาพยนตร์ชุดนี้มันไม่ค่อยจะมีตัวร้ายมากเท่าไหร่ (บางภาคก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีตัวร้ายกันเป็นตัวเป็นตนด้วย)…การที่ตัวร้ายของภาคนี้อย่าง Owen Shaw นั้นมีบทบาทกับเนื้อเรื่องค่อนข้างมากนั้น เลยทำให้โทนของหนังนั้นเปลี่ยนไปจากภาคก่อนๆพอสมควร…

    และถ้ามองกันเผินๆนั้น มันอาจจะหลุดไปจากความเป็นหนังรถซิ่งไปพอสมควรด้วย…แต่รายละเอียดของเรื่องนี้นั้น ผมจะขอเจาะลึกไปในส่วนที่ 2 นะครับ…

    แต่ถึงแม้ว่าโทนของหนังจะเปลี่ยนไปบ้าง…แต่รายละเอียด และ ความรู้สึกที่ได้รับชมนั้น มันแบจะไม่แตกต่างจากภาคอื่นๆเท่าไหร่ (ยกเว้นภาค 3)…ซึ่งส่วนหนึ่งที่ต้องพูดถึงก็คือ…การที่หนังชุดนี้ได้ Justin Lin มากำกับติดต่อกันเป็นภาคที่ 4…ทำให้เรื่องราว และ อารมณ์ของหนัง ไม่ค่อยจะแตกแยกออกไปจากกันมากนัก…และเมื่อมาถึงจุดที่เชื่อมต่อเรื่องราวกัน เลยเป็นไปได้ค่อนข้างไหลลื่น…

    แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดบอดเลย…เพราะว่าจุดที่เชื่อมต่อเรื่องราวนั้น บางจุดมันก็เป็นไปได้แบบที่เรียกได้ว่า “ไม่ค่อยจะเนียน” สักเท่าไหร่นัก…แต่ถ้าชมแบบที่ไม่คิดอะไรมากก็พอที่จะยอมรับได้เลยทีเดียว…โดยเฉพาะ…เรื่องราวของ Letty…ซึ่งจะเรียกว่า เล่นกันง่ายๆ มันก็ไม่ใช่…แต่ดูแล้วหนังน่าที่จะหาคำตอบของเรื่องนี้ที่ดู “มีชั้นเชิง” มากกว่านี้อีกสักนิด…จะยอดเยี่ยมเลยนะครับ…
    มาว่ากันต่อด้วยเรื่องของ…ฉาก action ต่างๆ…

    ไม่รู้ว่าพี่ Lin แกรู้ล่วงหน้าหรืออย่างไรนะครับ ว่ามันจะต้องเกิดปัญหานี้ขึ้น(ขอพูดถึงในส่วนที่ 3) แกเลยจัดความ action กันแบบแทบไม่มีช่วงให้หายใจ!! หลังจากที่เกริ่นเรื่องราวตอนต้นมาได้สักพัก ก็เริ่มเปิดฉากการไล่ล่ากันเลย…แล้วก็มีช่วงผ่อนคลายเล็กน้อย…ก่อนจะออกไปลุยกันต่อ…

    และฉากการไล่ล่านั้นก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว…แต่ว่า…เมื่อเปรียบเทียบกับในภาคที่แล้วนั้น…หนังกลับไม่มีฉาก action ที่ทำให้รู้สึก ทึ่ง หรือ ประหลาดใจจนต้องร้อง “โอ้วววว” แบบในภาคก่อนเลย…ทั้งๆที่ scale ของตัวหนัง และ ฉาก action ในภาคนี้ยิ่งใหญ่กว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ!! ซึ่งผมมองว่าเป็นเพราะโทนหนังที่มันเปลี่ยนแปลงไป…ทำให้ฉากเหล่านี้ เราเคยรับชมมาจากหนังแนวๆจำพวกนี้หลายต่อหลายเรื่องกันมาแล้ว…เลยดูไม่ค่อยแปลกใหม่มากนัก…แต่ในส่วนของรายละเอียดของฉาก action นั้นทำได้ออกมาค่อนข้างดี และ น่าสนใจมากๆนะครับ…และก็สิ้นเปลืองรถดีแท้ (แต่อาจจะยังไม่เท่าหนังของ Michael Bay!! ^-^)

    มาต่อกันที่…รถ!!

    สิ่งหนึ่งที่ยังคงยอดเยี่ยม และ เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้ชมได้ดีสำหรับภาพยนตร์ชุดนี้ก็คือ…รถ นะครับ…^-^

    แม้ว่าภาคหลังๆมันจะไม่ค่อยเน้นไปที่รถซิ่งเท่าไหร่นัก (ซึ่งจะขอว่าในส่วนที่ 2 เช่นกัน) แต่ว่ารถที่ปรากฏออกมาในภาคนี้ ก็น่าสนใจ…

    ไม่ว่าจะเป็นรถเอกประจำภาคนี้ของ Dominic อย่าง Dodge Charger Daytona ปี 1969…หรือแม้แต่ Ford Escort Mark I Mexico ปี 1970 ที่ Brian ขับไปไล่ล่ารถถัง…รวมทั้งรถของ Letty ในภาคนี้อย่าง Jensen Interceptor ปี 1972…ซึ่งเป็นรถคลาสสิคที่หากันในระดับยาก-โคตรยากกันเลยทีเดียว!!

    แต่ก็…เหมือนกับภาคที่แล้วตรงที่…เอาใจ sponsor กันพอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะ Dodge!! ^-^

    ในช่วงซิ่งยามค่ำคืนนั้น…อาจจะเป็นความตั้งใจที่จะให้อารมณ์ออกมาเหมือนคู่รักซิ่งกัน เสียมากกว่าที่จะแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย…เลยอาจจะไม่ค่อยสาแก่ใจแฟนๆเท่าไหร่นัก…ซึ่งด้วย location ที่ใจกลางกรุง London นั้น…ถ้าเป็นฉากการซิ่งกันแบบเต็มรูปแบบ มันคงจะเป็นอะไรที่สวยงาม อลังการ และยอดเยี่ยมกว่านี้แน่ๆ!!

    และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยนั้นคือ…รถของตัวร้ายอย่างเจ้า Flip Car ซึ่งเป็น 1 ในจุดเด่นที่ยอดเยี่ยมของภาคนี้เลยนะครับ!! กับการสร้างรถให้เป็นอาวุธทำลายล้างกันอย่างเต็มรูปแบบ โดยที่ไม่ทิ้งการเป็นรถซิ่งในตัวเองไปด้วย…ซึ่งด้วยการออกแบบในลักษณะคล้ายรถ formula แบบนี้นั้น ทำให้ความสามารถในการวิ่งของเจ้านี่มันยอดเยี่ยม…และถ้าได้ชมกันก็คงจะเห็นว่า รถคันนี้มันโคตรเกาะถนนแบบสุดๆ!! จัดได้ว่าเป็น 1 ในสิ่งที่ทำให้เหล่าตัวเอกของเราต้องเหงื่อตกในการรับมือเจ้านี่ด้วย…แต่น่าเสียดายเล็กน้อยตรงนี้ เจ้านี่ได้โชว์ของออกมาน้อยไปซักนิด…^-^

    (ถ้ามันยิง missile ได้ด้วยนั้น…Bruce Wayne คงจะซื้อมันไปแน่นอน!! ^-^)

    มาถึงตัวละคร…

    ภาคนี้ตัวร้ายมีบทบาทมากกว่าภาคก่อนๆนะครับ…แต่ว่าน้ำหนักความสำคัญก็ยังคงเป็น Dom เช่นเคย…ในขณะที่คนอื่นๆก็มีบทบาทมากขึ้นกว่าภาคที่แล้ว…บางคนก็อาจจะโดนลดความเด่นลงไปซักนิด…โดยเฉพาะบท Mia ที่รับบทโดย Jordana Brewster นั้น…โผล่มาคลอดลูกตอนแรก แล้วก็โผล่มาอีกทีตอนท้าย…- -“

    Luke Evans ในบทตัวร้ายของภาคอย่าง Owen Shaw นั้น…แสดงให้เห็นถึงความฉลาดเป็นกรด…แต่กลับไม่ค่อยมีรังสีความน่ากลัวออกมาเท่าไหร่…ดูๆไปก็ไม่ต่างจากนักซิ่งทั่วไปนัก…- -“

    อีกตัวละครที่เพิ่มมาในภาคนี้อย่าง Riley…ลูกมือคนใหม่ของ Hobbs (เพราะว่าคนเก่าอย่าง Elena นั้นลาออกไปอยู่กินกับพี่ Dom ในตอนท้ายของภาค 5 แล้ว)…เก่งด้านการต่อสู้…มีเสน่ห์นิดๆ…และก็ทำให้อึ้งเล็กๆในตอนท้ายได้…

    อีกจุดที่ต้องชมเชยผู้กำกับ Justin Lin เลยก็คือ…การผูกเรื่องราวให้มาเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันได้…ซึ่งหลายๆเรื่องนั้นก็จะเฉลยกันในภาคนี้ รวมทั้งบทสรุปอะไรบางอย่างก็เกิดขึ้นในภาคนี้เช่นกัน…รวมทั้งเป็นประตูสู่เรื่องราวบทใหม่ ที่จะแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างแน่นอน…

    สิ่งหนึ่งที่ตัวหนังเน้นย้ำตลอดก็คือ…เรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต…ที่แม้ว่าเหล่านักซิ่งจะแยกย้ายไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างเต็มที่นัก อันเป็นเพราะอดีตที่เคยทำ และ สิ่งที่ยังคงเรียกร้องอยู่ในใจลึกๆก็คือ…การกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง…และในตอนท้าย ก็ดูเหมือนว่าปมที่ติดค้างในใจนั้นก็จะถูกแก้ไขไปเสียที…
    สรุป : Fast & Furious 6…เป็นหนังที่คงความ action ได้เป็นอย่างดี…และอาจจะแตกต่างจากภาคก่อนๆไปบ้าง…แต่อารมณ์ของการรับชมยังคงเดิมอยู่…การซิ่งรถอาจจะน้อยไปสักนิด…แต่ได้ action ในส่วนอื่นๆเพิ่มเติมแทน…แต่ว่าอาจจะไม่สุดเท่า Fast Five…

    เรื่องราวแทบจะทุกอย่างที่ผ่านๆมา ถูกสางและเฉลยในภาคนี้แทบหมดสิ้นแล้ว…และถ้าจะให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงในภาคนี้เลยนั้นก็ยังได้…เพียงแต่ว่ามันยังไม่จบน่ะสิ…- -“

    แฟนๆของหนังชุดนี้ก็คงจะชื่นชอบกัน…แฟนๆที่ไม่เคยชมภาคก่อนๆ หรือ ชมภาคก่อนๆมาไม่ครบ…ช่วงเปิดเรื่องมีสรุปคร่าวๆให้พอเข้าใจกันง่ายๆนะครับ ^-^

    และแถมท้ายที่ end credit ที่อาจจะเซอร์ไพรซ์กันพอสมควร สำหรับคนที่ยังไม่ทราบ…แต่สำหรับแฟนๆเพจ Sense on Films ที่ติดตามข่าวสารกันมาตลอดก็อาจจะกร่อยนิดๆนะครับ…เพราะว่าผมได้เกริ่นถึงเรื่องนี้เอาไว้เมื่อ 3 เดือนก่อนแล้ว!! – -“

     

    มาต่อกันที่ส่วนที่ 2…

    ภาคนี้เป็นภาคที่ 6 ของภาพยนตร์ชุดนี้แล้วก็จริง…แต่ว่าเรื่องราวในแต่ละภาคนั้น แม้ว่าจะมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันบ้างก็ตาม…แต่ว่ามันก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว…

    ถ้าจะแบ่งแยกกันตามลักษณะของเนื้อเรื่อง…ภาคแรกสุดอย่าง The Fast and the Furious (2001), 2 Fast 2 Furious (2003) และ Fast & Furious (2009) จัดอยู่ในจำพวกที่ใกล้เคียงกัน.แต่ก็แตกต่างในรายละเอียดของแต่ละภาคค่อนข้างมาก…โดยเฉพาะภาคแรกสุด ที่มีการแข่งขัน และ รถแต่งเต็มไปหมดทั้งเรื่อง อันทำให้เกิดภาพจำว่า ภาพยนตร์ชุดนี้เป็นหนังรถซิ่ง…ซึ่งถ้ามองกันโดยละเอียดแล้วนั้น…ภาพยนตร์ชุดนี้ใน 3 ภาคที่ว่า คือ ภาพยนตร์ action-อาชญากรรม ที่มีการแข่งขันรถบนถนนเป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องราว เสียมากกว่า…

    ส่วนภาคที่ 3 อย่าง The Fast and the Furious: Tokyo Drift (2006) นั้นถือได้ว่าเป็นภาคที่สร้างออกมาโดยไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อเรื่องหลักเลย ก่อนที่จะถูกภาคอื่นๆหาช่องทางเชื่อมโยงเรื่องราวให้เป็นเนื้อเดียวกัน…ซึ่งภาคนี้เป็นภาคที่ได้รับความนิยมในบ้านเรามากที่สุด เพราะว่าเป็นเรื่องราวของการซิ่งรถกันบนถนนแบบเพียวๆ…และจะเน้นไปที่การแข่งขัน และ รถซิ่ง…

    ส่วนภาคที่ 5 อย่าง Fast Five (2011) นั้นคือจุดเริ่มต้นของการฉีกเรื่องราวให้ต่างไปจากเดิม…และปรับรูปแบบของหนังไปสู่ ภาพยนตร์อาชญากรรมแบบเต็มขั้น!! ซึ่งมีรถเป็นพาหนะในการเดินเรื่องราว…

    ในขณะที่ภาคล่าสุดอย่าง Fast & Furious 6 นั้นกลับเปลี่ยนรูปแบบกันอีกครั้ง!! มาเป็นภาพยนตร์แนว อาชญากรรม-สืบสวน โดยที่มีรถเป็นอาวุธในการประจันหน้า แบบที่หนังไม่ได้ตั้งใจอยากจะเป็นเท่าไหร่นัก…

    ซึ่งจากความที่หลากหลายของตัวเรื่องราวในแต่ละภาคนั้น อาจจะสร้างความตื่นตาตื่นใจและ ความแปลกใหม่แก่ผู้ชมบ่อยครั้งก็ตาม…แต่ก็ทำให้หนังเริ่มที่จะศูนย์เสียจุดยืนของเรื่องซึ่งมันควรจะมีไป…

    สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของภาพยนตร์ชุดนี้อย่าง ฉากชุมนุมรถซิ่ง และ การซิ่งรถบนถนนยามค่ำคืน…ซึ่ง The Fast and the Furious ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกๆที่นำเสนอเรื่องราวแบบนี้…และทำให้เกิดกระแสตามมาในภายหลัง…ซึ่งใน 2 ภาคต่อมาของหนังชุดนี้ก็ยังคงใส่มาอย่างครบถ้วน และ ทำออกมาได้ดี…แต่เมื่อเข้าสู่ภาคที่ 4…แม้ว่าจะยังมีอยู่บ้าง แต่เหมือนจะเริ่มลดความสำคัญลงไป กลายเป็น 1 ในองค์ประกอบเล็กๆของเรื่องราวแทน…ยิ่งมาภาค 5 ยิ่งแล้วใหญ่…ฉากชุมนุมรถซิ่งกลายเป็นฉากหลังไปเสียด้วยซ้ำ…ก่อนที่ภาคล่าสุดนี้จะกลับมาให้เห็นกันเล็กน้อย…

    อีกจุดที่อยากพูดถึงก็คือ… trend ของรถซิ่งในหนัง ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามภูมิประเทศ…ในภาค 1, 2 และ 3…จะเป็นการมุ่งเน้นไปที่รถญี่ปุ่น ซึ่งใน 2 ภาคแรกนั้นเรียกได้ว่าเป็นประเภท import tuner…ในขณะที่ภาค 4 และ 5 ที่เดินเรื่องราวส่วนใหญ่ในอเมริกาใต้ ก็จะกลับกลายเป็น muscle car และรถเก่าๆแบบ 60’s-70’s classic เสียมากกว่า…ส่วนภาคล่าสุดนี้กลับเป็น supercar และ exotic car ตามแบบยุโรปนิยม…

    การที่ถูกลดความสำคัญลงไป…ทำให้ในภาคหลังๆจึงมีความรู้สึกเฉยๆกับฉากเหล่านี้…ซึ่งดูเหมือนว่าฉากเหล่านี้จะใส่มาเพื่อตอกย้ำเอกลักษณ์ของหนังเสียมากกว่า…แต่อารมณ์ของการซิ่งรถบนถนนกลับหายไปจนแทบหมดสิ้น…ยิ่งเมื่อรวมกับการที่โทนของหนังเปลี่ยนไปด้วยแล้วนั้น…แฟนๆที่คาดหวังในการซิ่งรถ และเหล่ารถซิ่ง ก็คงจะผิดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ…

    แต่ผู้กำกับก็ยังมีความสามารถพอในการที่จะดึงแฟนๆเหล่านี้ให้ติดตามภาพยนตร์ชุดนี้กันต่อ…โดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการซิ่งรถไป…จากที่ซิ่งเพื่อชัยชนะในภาคแรกและภาค 3 กลับกลายเป็น ซิ่งเพื่อทำตามแผนการในภาค 2, 4, 5 และ ซิ่งเพื่อรักในภาค 6…และนั่นจะทำให้เป็นงานหนักในการที่จะต้องคิดต่อไปว่า ภาคหน้าจะคิดรูปแบบการซิ่งแบบไหนอีกกันดี…ในเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอนาคต…

    ในส่วนของฉาก action…จากการที่ภาคแรกนั้นเน้นไปที่การซิ่งรถเสียเป็นหลัก…และมี action แบบอื่นๆอยู่ประปราย…ทำให้เหมือนจะเป็นมาตรฐานให้ภาคหลังๆต้องทำตามแบบแผนนี้…จนกระทั่งหนังเปลี่ยนโทนไปในภาคที่ 5…ซึ่งเพิ่มความเป็น action ในส่วนของการต่อสู้มือเปล่า และ ยุทโธปกรณ์ เข้ามา…แน่นอนครับว่าเพิ่มความตื่นเต้น และ ระทึกใจให้เพิ่มมากขึ้น…และก็โชคดีที่ผู้กำกับ Lin นั้นก็ฉลาดพอที่จะไม่ยัดฉาก action แบบนี้จนไปเบียดเบียนฉากซิ่งทั้งหลาย…ซึ่งส่งผลทำให้ความยาวของหนังเพิ่มมากขึ้น…จากความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาทีใน 3 ภาคแรก…เป็นประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที ใน 3 ภาคล่าสุด…และแม้เวลาจะเพิ่มมากขึ้น แต่หนังภาคหลังๆก็ไม่ได้รู้สึกว่ายืดเยื้อ หรือ น่าเบื่อแต่อย่างใด…คงต้องยกเครดิตให้กับผู้กำกับ Justin Lin ผู้กุมบังเหียนมาตั้งแต่ภาค Tokyo Drift กันไปเต็มๆครับ!!

    มาถึงเรื่องราวของ บท และ เนื้อเรื่องกันบ้าง…

    อย่างที่บอกไว้ด้านบนนะครับ ว่าภาพยนตร์ชุดนี้เป็นภาพยนตร์แนว action – อาชญากรรม ที่ถูกภาพของการเป็นหนังรถซิ่ง-รถแต่งบดบังในข้อนี้ไป…

    The Fast and the Furious เนื้อเรื่องหลักๆจะอยู่ที่การปล้นของ Dom และลูกทีม…

    2 Fast 2 Furious และ Fast & Furious เนื้อเรื่องหลักๆจะอยู่ที่การแทรกซึมเข้าไปทลายแก๊งค์ค้ายา โดยที่ภาคหลังนั้นเพิ่มประเด็นการล้างแค้นส่วนตัวของ Dom เข้าไปด้วย…

    ในขณะที่ Fast Five นั้นก็อยู่ที่การล้างแค้นอีกเช่นกัน แต่คราวนี้เป็นลักษณะของการโจรกรรม…

    ส่วนภาคล่าสุดนั้น…อย่างที่บอกนะครับ…เปลี่ยนรูปแบบเป็นสืบสวน และ ไล่ล่า เพื่อทวงบางสิ่งกลับคืนมา…

    Tokyo Drift อย่าไปพูดถึงมันเลย ^-^

    ซึ่งจากเส้นเรื่องหลักนั้น ศูนย์กลางของเรื่องก็เลยตกไปที่ตัวละครอย่าง Dominic มากกว่าพระเอกตัวจริงอย่าง Brian…

    และผมเชื่อว่า ผู้กำกับภาคแรกอย่าง Rob Cohen รวมทั้ง Justin Lin ก็คงจะไม่คิดมาก่อนเช่นกัน ว่าเรื่องราวของภาพยนตร์ชุดนี้มันจะขยายมาได้ไกลถึงเพียงนี้…

    ประเด็นหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อนำมาขยายเรื่องราวก็คือ ความเป็นครอบครัว…ซึ่งในภาคแรกนั้นเราจะเห็นถึงความรักพวกพ้องของ Dom…และประเด็นนี้ก็เลยถูกใช้มาขยายจนเป็นภาค 4, 5 และ 6 (รวมทั้งภาคต่อๆไปจากนี้)…ซึ่งเป็นอีก 1จุดที่ผู้กำกับ Lin ฉลาดที่จะใช้มาเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวให้ไปต่อกันกับภาคก่อนๆได้…

    และอีกจุดหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจแต่แรก หรือ เป็นเพราะความบังเอิญกันแน่…กับการที่นำตัวละครอย่าง Dom มาเซอร์ไพรซ์ผู้ชมในตอนท้ายของภาค Tokyo Drift…ที่ตอนแรกคาดกันว่าน่าจะเป็นเพื่อให้ผู้ชมหายคิดถึงกันเป็นหลัก และ จะได้ดูมีความเชื่อมต่อกับภาคก่อนๆได้…

    แต่ตอนนี้…การปรากฏตัวของ Dom ในครั้งนั้น…กลับกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์ชุดนี้ ยังคงเดินเรื่องต่อไปได้อีกเรื่อยๆ!!

    จากที่ Han ได้ตายไปในภาค 3…และ Dom ที่โผล่มาเซอร์ไพรซ์ได้บอกว่า เป็นเพื่อนเก่าแก่กันมาก่อนนั้น…ทำให้ศูนย์กลางของเรื่องราวได้เปลี่ยนจาก Dom มาเป็น Han แทนนั่นเองครับ!!

    เพราะว่าภาค 4, 5 และ 6…นั้นได้สร้างโดยที่มีตัวละครอย่าง Han อยู่ด้วย…เพื่อที่จะดึงเรื่องราวให้ไปบรรจบกับ Tokyo Drift นั่นเองครับ!!

    แม้ว่าในภาค 4 และ 5 จะมีการใส่ dialogue ที่พูดถึง Tokyo บ่อยครั้ง จนเหมือนว่า “จงใจ” ที่จะทำให้มันไปเกี่ยวข้องกับภาค 3 ก็ตาม…แต่จากเรื่องราวในภาคล่าสุดนี้ เป็นการชักนำเรื่องราวทุกอย่างไปสู่ภาค Tokyo Drift ได้อย่างสมบูรณ์ และ มีความสมเหตุสมผลค่อนข้างมาก…

    และทำให้ภาค Tokyo Drift เป็นประตูที่จะนำพาไปสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ขึ้น และ เข้มข้นขึ้นกว่าที่ผ่านมา ไปโดยปริยาย!!

    และอีกจุดที่น่าชื่นชมสำหรับภาพยนตร์ชุดนี้ก็คือ…มีการพูดถึง และ นำตัวละครในภาคก่อนๆ กลับมามีบทบาทกับเนื้อเรื่องหลักอยู่บ้าง…

    ซึ่งในภาคล่าสุดนี้ มีการไปอ้างอิงถึงตัวร้ายในภาค 4…รวมทั้ง Brian ยังต้องไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่า สมัยที่ยังเป็น FBI ในการดำเนินแผนการด้วย…

    ในขณะที่ end credit ของภาค 5…ตัวละครอย่าง เจ้าหน้าที่หญิง Monica ซึ่งเป็นนางเอกในภาค 2…ก็โผล่มาให้ผู้ชมทราบว่า เธอก็เป็น 1 ในคนที่ได้ร่วมงานกับ Hobbs ด้วย…

    ทำให้ผู้ชมต้องไปค้นหาภาคเก่าๆมาชม เพื่อประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน…

    และเมื่อมาจนถึงตอนนี้…สามารถพูดได้อย่างเต็มปากแล้วนะครับว่า…เรื่องราวทุกภาคของภาพยนตร์ชุด The Fast and the Furious นี้…หลอมรวมจนกลายเป็นเรื่องราวเดียวกันไปแล้วนะครับ!!

    รวมทั้งช่องโหว่ของเวลาในเรื่องนี้ ก็ถูกอุดด้วยหนังสั้น 2 เรื่องนะครับ!!

    เรื่องแรก – Turbo-Charged Prelude…สร้างขึ้นมาในช่วงเวลาที่ถ่ายทำ 2 Fast 2 Furious…เพื่อเล่าเรื่องราวค่าวๆของ Brian ที่หลังจากปล่อยตัว Dom ไปในภาคแรก เขาต้องหนีการจับจุม และ มาโผล่ที่ Miami ได้อย่างไร…

    อีกเรื่องคือ… Los Bandoleros…ที่เล่าเรื่องราวของ Dom และ Letty ในช่วงเวลาที่อยู่ใน Dominican…และพบเจอปัฐหาน้ำมันและแก๊สขาดแคลน ซึ่งเป็นที่มาของการปล้นรถขนส่งน้ำมันในฉากเปิดเรื่องของ Fast & Furious นั่นเองครับ!!

    เท่ากับว่าเส้นเรื่องของภาพยนตร์ชุดนี้จะเป็นดังนี้ครับ…

    เริ่มต้นที่ The Fast and the Furious >>> Turbo-Charged Prelude >>> 2 Fast 2 Furious >>> Los Bandoleros >>> Fast & Furious >>> Fast Five >>> Fast & Furious 6 นั่นเองครับ!!

    และเมื่อได้ชมภาคล่าสุดแล้วนั้น ถ้าจะให้เรื่องราวทั้งหมดจบลงที่ภาคนี้เลย มันก็เป็นอะไรที่สมบูรณ์ดีเหมือนกันนะครับ…เพราะว่าปริศนาและ เรื่องราวที่คั่งค้าง มันก็กระจ่างขึ้นมาชัดเจนจนหมดแล้ว…

    แต่เมื่อค่ายยังไม่อยากให้จบ…มันก็เลยต้องดำเนินต่อไป…

     

    ปิดท้ายที่ส่วนที่ 3…อนาคตของภาพยนตร์ชุดนี้…

    นี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง และต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิดนะครับ!!

    เพราะอย่างที่เราทราบกันดีนะครับว่า ผู้กำกับ Justin Lin แกรับหน้าที่มาตั้งแต่ภาค Tokyo Drift…รวมทั้งยังประสบความสำเร็จในการดึงเอาตัวละครในภาคก่อนๆมารวมกัน และ เปลี่ยนเส้นทางเดินเรื่องราวใหม่ ให้มีความแปลกใหม่มากขึ้น…

    แต่ว่า…อย่างที่เราทราบกันดีอีกเช่นกัน (โดยเฉพาะแฟนๆที่ติดตามเพจของเรามาโดยตลอด)…ว่าทาง Universal ต้องการที่จะให้ Fast 7 เข้าฉายภายในปี 2014…หรือ 1 ปีหลังจากภาค 6 เลยทันที!! ก่อนที่จะประกาศวันฉายของภาคนี้ ในวันที่ 11 กรกฎาคม ปีหน้า!!

    ซึ่งการที่โดนบีบด้านเวลาแบบนี้ ทำให้ Justin Lin ไม่พอใจอย่างมาก และประกาศถอนตัวออกไปจากภาคต่อของภาพยนตร์ชุดนี้ไปแล้ว!!

    จากข่าวคราวที่ออกมาก่อนหน้านี้…ผู้กำกับ Lin และ มือเขียนบทอย่าง Chris Morgan ได้เตรียมโครงการสำหรับภาคต่อหลังจาก Fast Five เอาไว้…โดยแผนเดิมนั้นจะถ่ายทำภาค 6 และ 7 ซึ่งเป็นเรื่องราวเดียวกันนั้นไปพร้อมๆกัน…ก่อนที่จะเปลี่ยนแผนมาถ่ายทำแยกภาคกันในภายหลัง…โดยจะมี location หลักอยู่ที่ อังกฤษ และ เยอรมัน (ก่อนที่เราจะทราบในภายหลังว่า ภาค 6 นั้นจะเดินเรื่องใน London)

    รวมทั้งมีแผนที่จะสร้างภาคแยกออกมาของตัวละคร Luke Hobbs ที่ Dwayne Johnson แสดงไว้อีกด้วยนะครับ…

    แต่จากการถอนตัวไปของ Lin…ทำให้ต้องหาผู้กำกับคนใหม่ และก็ได้ James Wan ที่มีผลงานกำกับภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง Saw (2004) และ Insidious (2010) มารับหน้าที่กำกับในภาคที่ 7…

    และดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนโครงเรื่องที่ได้เตรียมเอาไว้กันไปหมดเลยด้วยซ้ำ!!

    จากโครงเรื่องเดิมที่จะไปกันที่ เยอรมัน…ล่าสุด Vin Diesel ได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่า…ภาค 7 นั้นจะถ่ายทำกันที่ Los Angeles, Tokyo และ แถบตะวันออกกลาง!!

    และยังไม่จบเพียงแค่นี้ครับ…Vin Diesel ยังแอบแย้มถึงภาค 7 เอาไว้ว่า…จะเป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาคบทใหม่ ที่จะเดินไปในเส้นทางที่แตกต่างจากเดิมอีกด้วย!!

    ซึ่งดูเหมือนว่าจะเริ่มมีการเตรียมการณ์ไปถึงภาค 9 กันแล้ว!!

    นี่คือสิ่งที่น่ากังวลนะครับ…กับการเปลี่ยนผู้กำกับที่ทำหน้าที่มายาวนาน และ วางรากฐานเอาไว้เป็นอย่างดี…เมื่อรวมกับระยะเวลาที่ทางสตูดิโอได้ตั้งเอาไว้ ซึงทำให้การดำเนินการสร้างจะต้องเป็นไปอย่างเร่งรีบด้วยนั้น…มีโอกาสสูงที่ผลงานที่จะออกมา อาจจะไม่ดีตามที่หลายๆฝ่ายคาดหวังไว้…

    รวมทั้งทิศทางของหนังชุดนี้ ที่ตอนนี้ก็เริ่มห่างไกลออกไปจากเรื่องราวดั้งเดิมไปมากแล้ว…และดูเหมือนว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างออกไปมากขึ้นไปอีกด้วย…อาจจะทำให้แฟนๆที่ติดตามมานานนั้นผิดหวังมากขึ้น…โดยเฉพาะแฟนๆที่คาดหวังจะเห็นรถซิ่ง และ การซิ่งรถแบบที่เคยเป็นมาใน 3 ภาคแรก…

    ซึ่งถือว่ายังมีความโชคดีเล็กๆ ตรงที่ผู้กำกับ Lin นั้นได้เคลียร์เรื่องราวที่คั่งค้างกันมานานไว้ที่ภาค 6 พอดี…

    และก็ยังไม่นับรวมถึงคิวของนักแสดงแต่ละคน ที่บางคนอาจจะติดพันกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอยู่…โดยเฉพาะรายของ Dwayne Johnson ที่มีกำหนดจะต้องไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Hercules ของผู้กำกับ Brett Ratner ในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย…

    อาจจะโชคดีเล็กน้อยตรงที่ภาคล่าสุดนั้น เราเห็นตัวละครบางตัวได้จากไปแล้ว…ทำให้อาจจะง่ายขึ้นในการดำเนินเรื่องราวต่อไป…เพราะว่าไม่ใช่ตัวละครที่ส่งผลกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่นัก…

    รวมทั้งยังจะต้องคิดหาวิธีการนำเสนอการซิ่งรถที่จะต้องแปลกใหม่ และ มีความสดในตัวเอง…รวมทั้งจะต้องให้มันยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีก…ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไว้ในส่วนที่ 1 ว่า…ภาคล่าสุดนี้แม้ scale จะใหญ่ขึ้น…แต่กลับสร้างความรู้สึกได้ไม่ดีเท่ากับภาคก่อนหน้านั้น…

    และตัวร้ายตัวใหม่ที่อุตส่าห์ได้นักแสดงระดับ big name อย่าง พี่โล้นคลั่ง มาแสดงด้วยนั้น…(แม้ว่าการเลือกจุดที่จะมาเชื่อมต่อนั้น มันอาจจะดู “เล่นง่าย” และ “ไม่ค่อยจะเนียน” สักเท่าไหร่…)

    เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ทางทีมผู้สร้าง และ ผู้กำกับใหม่อย่าง James Wan จะต้องคิดให้ตก…

    ถ้าภาค 7 ทำออกมาได้ดี…อย่างน้อยๆให้รักษาระดับเดียวกับ 3 ภาคหลังสุดได้…อนาคตของภาคที่ 8 และ 9 ก็คงจะสดใสขึ้นเยอะ…

    แต่ในขณะเดียวกัน…ถ้าภาค 7 นี้กลับย่ำแย่กว่าเดิมลงไปเยอะ…จะส่งผลกระทบต่ออะไรอีกหลายๆอย่างเลยนะครับ…

    ซึ่งถ้าเกิดเหตุในกรณีนี้จริงๆ…ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงก็คือ…Universal ที่ตัดสินใจเร่งให้ภาพยนตร์ชุดนี้เข้าฉายอย่างกระชั้นชิดแบบนี้นะครับ!!

    แฟนๆของภาพยนตร์ชุดนี้ ก็คงจะต้องติดตามข่าวสารความคืบหน้ากันต่อไปนะครับ…ว่าจะมีอะไรเพิ่มเติม หรือ เปลี่ยนแปลงบ้าง…(รับรองได้ครับว่าจะต้องมีแน่ๆ)

    ส่วนใครที่ยังไม่ได้ชม Fast & Furious 6 นั้น…กลับย้อนไปอ่านใน ส่วนที่ 1 กันดูครับ…และก็เชิญไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง…^-^

    คนไทยร่างใหญ่ที่เริ่มชอบดูภาพยนตร์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย...และชอบติดตามข่าวสาร จนจับพลัดจับผลูได้มานั่งเขียนข่าวสารต่างๆมาตั้งแต่ปี 2011...