Home Exclusive Sense Special Sense Special : เรื่องราวสุดอลเวงของ หนู, จิ้งจอก และ ลูกโลก ที่มี สี่พี่น้อง เป็นตัวแปรสำคัญ!!

Sense Special : เรื่องราวสุดอลเวงของ หนู, จิ้งจอก และ ลูกโลก ที่มี สี่พี่น้อง เป็นตัวแปรสำคัญ!!

11 2504

มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นครับ…

ซึ่งสามารถสรุปได้ภายใน 1 บรรทัดได้ว่า…

 

Comcast เตรียมที่จะกลับไปยื่นข้อเสนอใหม่อีกครั้ง ในการซื้อกิจการของ 21st Century Fox ที่เพิ่งจะตกลงกับทาง Disney กันไปเมื่อตอน สิ้นปีที่แล้ว…

 

แต่ไอ้ข่าวสั้นๆประโยคเดียวนี่แหละครับ…ที่มันมีรายละเอียดที่โคตรเยอะ และ โคตรซับซ้อน…โดยเฉพาะประเด็นที่หลายๆท่านอาจจะยังสงสัยมากๆเลยว่า…

 

Disney แม่งซื้อ Fox ไปแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมนี่ถึงจะมาซื้ออีก?

 

ฉะนั้นแล้ว…เราก็จะค่อยๆย้อนกลับไปกันตั้งแต่แรกเริ่มเลยนะครับ…ว่ามันเกิดอะไรยังไงขึ้นกันบ้าง??

 


 

เรามาแนะนำตัวละครหลักของเรื่องนี้กันก่อนดีกว่าเนอะ…^_^

 

นางเอกของเรา…จิ้งจอกขาวแสนสวยนามว่า 21st Century Fox…เป็นหัวหน้าฝูงของเหล่าจิ้งจอกทั้งหลายแหล่ เพิ่งจะเกิดขึ้นมาในปี 2013 ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากบ้านใหญ่จริงๆอย่าง News Corporation ที่เข้ามาซื้อ อาณาจักรจิ้งจอก ไปในปี 2005…และมีจิ้งจอกตัวที่โด่งดังกันไปทั่วโลกที่ชื่อว่า 20th Century Fox นั่นเอง…โดยแบ่งร่างออกเป็น สายบันเทิง (Fox Entertainment Group) กับ สาย TV (Fox Networks Group) นะครับ…

(รู้จักคร่าวๆแค่นี้พอครับ…ตอนแรกอยากจะไล่ประวัติกันด้วยซ้ำ…แต่เห็นความสลับซับซ้อนของมันแล้ว…เลิก!! – -“)

 

พระเอก(??)ของเรานั้น…The Walt Disney Company…อาณาจักรหนูน้อย ผู้ที่เป็น “ตัวกูของกู” แบบนี้กันมาเกือบๆ 100 ปีแล้ว…มีหนูๆอยู่ในรังหลายตัว…หลังๆชักเหิมเกริม เอาเงินฟาดหัวชาวบ้านเขาไปทั่ว…ล่าสุดก็ Lucasfilm กับ Marvel นั่นไง…

 

และอีกหนึ่งตัวเอกอย่าง…Comcast…อาณาจักรสื่อผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองลูกโลก 100 ปีอย่าง Universal Pictures เอาไว้…และยังทะเยอทะยาน อยากจะ”ใหญ่”มากขึ้นไปกว่านี้อีก!!

 

Deadpool 2…1 ในหนังใหม่จาก Fox ของปีนี้…

 

เอาล่ะ…รู้จัก 3 ตัวหลักของเรื่องนี้กันคร่าวๆแล้วนะครับ…มาไล่ลำดับเหคุการณ์กันดีกว่า ^_^

 

6 พฤศจิกายน 2017 — มีรายงานออกมาว่า The Walt Disney Company ได้ยื่นข้อเสนอไปเพื่อขอซื้อ 21st Century Fox ในส่วนงานด้านสื่อบันเทิงภาพยนตร์, สื่อบันเทิงทางเคเบิล และ งานในส่วนของการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม…ซึ่งประกอบด้วย 20th Century Fox, FX Networks, National Geographic Partners และ ส่วนงานต่างๆในต่างประเทศ…ซึ่งจะไม่นับรวมทรัพย์สินส่วนอื่นๆ เช่น Fox Broadcasting Company, 20th Century Fox’s studio lot, Fox Television Stations, Fox News, the Fox Business Network และ Fox Sports ที่จะถูกแยกออกไปเป็นอิสระหลังจากนั้น…

ซึ่งในส่วนของงานภาพยนตร์นั้น…แน่นอนครับว่าจะได้ครอบครอง จิ้งจอกโบราณ 20th Century Fox และ “สมบัติ” ที่จิ้งจอกตัวนี้ครอบครองเอาไว้ อาทิ ลิขสิทธิ์ตัวละครของ X-Men และ Fantastic Four ที่ซื้อมาจาก Marvel…สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายของภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: Episode IV – A New Hope และ สิทธิ์ในภาพยนตร์เรื่อง Avatar…ซึ่งจะเป็นการเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไปของ Disney เองนะครับ…อย่างที่บอกกันไป…มันซื้อ Lucasfilm กับ Marvel ไปแล้ว…

รวมทั้งยังจะได้ สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายของ DreamWorks Animation ที่ออกฉายในช่วงปี 2013-2017 ซึ่งตอนนั้น Fox เป็นผู้ถือครอบสิทธิ์อยู่นะครับ…

 

16 พฤศจิกายน 2017 — มีรายงานออกมาว่า…Comcast ซึ่งเป็น “ผู้ปกครอง” ของ NBCUniversal ได้ขอร่วมวงมาซื้อ 21st Century Fox กับเขาด้วยนะครับ…และไม่เพียงแค่นั้น!! ยังมี Verizon Communications อีกยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสาร (เจ้าของ AOL และ Yahoo)…รวมทั้ง Sony Corporation ก็โดดมาร่วม “บิด” กับเขาด้วยนะครับ!! ซึ่งจริงๆแล้วมันจะต้องมี Wanda Group จากประเทศจีน มาแจมอีกเจ้าหนึ่งด้วยนะครับ แต่ว่าพี่ “ว่านต๋า” โดนรัฐบาลจีนสั่งแบนไม่ให้ธนาคารปล่อยกู้เงินเสียก่อนนะครับ…

แต่จากการประชุมกันของบอร์ดบริหารของ Fox นั้น ก่อเกิดความกังวลในการซื้อครั้งนี้กันพอสมควร…โดยเฉพาะ กับทาง Comcast…เพราะในส่วนของการออกอากาศทางโทรทัศน์…Fox นั้นก็มี Fox Broadcasting Company ของตัวเองอยู่แล้ว…ในขณะที่ Disney เองก็มีช่อง American Broadcasting Company (ABC) อยู่ในมือ…ส่วน Comcast นั้นก็เป็นเจ้าของ National Broadcasting Company (NBC) ด้วยเช่นกัน…ซึ่งต่างก็เป็นช่องทีวีช่องใหญ่ของ สหรัฐฯ กันทั้งสิ้น…การซื้อขายครั้งนี้ มันอาจจะไปขัดกับกฏของ Federal Communications Commission หรือ คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ ที่มีข้อห้ามไม่ให้มีการควบรวมกิจการกันระหว่าง ช่องโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 ช่องของประเทศ นั่นเองครับ…เลยทำให้ทุกข้อเสนอนั้นต้องหยุดชะงักกันไปก่อน…

(จริงๆแล้วมันจะต้องเป็น 5 ช่องนะครับ…นอกจาก Fox, ABC กับ NBC แล้วนั้น…อีกช่องหนึ่งก็คือ CNN ของ Time Warner นั่นเอง…แต่ว่า Time Warner นั้นก็ยังเป็นเจ้าของร่วมในช่อง CBS กับทาง National Amusements ซึ่งเป็นเจ้าของ CBS Corporation ด้วยอีกเช่นกัน)

 

28 พฤศจิกายน 2017 — หลังจาก Fox ประชุมบอร์ดกันเสร็จ…ทาง Disney และ Fox เลยกลับมาเริ่มเจรจากันใหม่อีกครั้ง…

 

5 ธันวาคม 2017 — มีรายงานว่า Fox Sports Networks ซึ่งเป็นช่องกีฬาท้องถิ่น (คนละส่วนกับ Fox Sports ที่ถ่ายทอด NFL อะไรพวกนั้นนะครับ…งงกันมะ? ผมโคตรงงเลยตอนนี้ – -“) จะถูกรวมเข้าไปในดีลนี้ด้วยนะครับ…

 

11 ธันวาคม 2017 — Comcast ประกาศถอนตัวจากการซื้อขายครั้งนี้ โดยได้บอกว่า “เราไม่เคยได้โอกาสที่จะเจรจาในขั้นที่จะสามารถยื่นข้อเสนอขั้นสุดท้ายได้เลย”

 

14 ธันวาคม 2017 — Disney ประกาศชัยชนะว่า สามารถตกลงกับ 21st Century Fox กันได้ที่มูลค่า “5 หมื่น 2 พันล้านเหรียญ” นะครับ…ซึ่งเมื่อรวมกับ “หนี้” ที่ทาง Fox มีด้วยนั้น…มูลค่ารวมของการซื้อขายครั้งนี้ จะสูงถึง “6 หมื่น 6 พันล้านเหรียญ” กันเลยทีเดียวครับ!!

 

อุ๊บส์!! ^_^

 

เรื่องราวเหมือนจะจบลงด้วยดีแล้วใช่ไหมครับ??

หึ…นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นกันจริงๆต่างหาก!!!

 

นอกจากกฏของ Federal Communications Commission ที่อาจจะต้องดูกันให้ละเอียดแล้วว่ามันจะมีปัญหาไหม…ก็ยังมีอีก 1 ปัญหาใหญ่ ที่สร้างความ “หงุดหงิดใจ” ให้เหล่า “คนมีตังค์” ทั้งหลายอีก 1 อย่างนะครับ…

มันคือ…กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันที่เป็นธรรม หรือ กฎหมายต่อต้านการผูกขาด (United States antitrust law) ที่ควบคุมดูแลโดย The United States Department of Justice Antitrust Division หรือ องค์กรยุติธรรมเพื่อต่อต้านการผูกขาด ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับ Federal Trade Commission (FTC) หรือ คณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ…งงละ…- -”

เอาเป็นว่า…หน่วยงานเหล่านี้ จะคอยควบคุมดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การป้องกันการผูกขาดทางการค้าหรือ Antitrust Laws…เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นประเทศที่เปิดให้เกิดการค้าแบบเสรี…เลยจำเป็นต้องออกกฏหมายเหล่านี้มาควบคุม องค์กรทางธุรกิจ และ บริษัทต่างๆ ให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม นั่นเองครับ…

(ชิบหายละ…ศัพท์กฏหมายมาเพียบเลย – -“)

 

ซึ่งจากบทความของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั้น…ได้พูดถึง กลไกการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศสหรัฐอเมริกา เอาไว้…และมีการอธิบายถึงข้อกฏหมายบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Antitrust Laws เอาไว้น่าสนใจอยู่นะครับ…

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ : www.senate.go.th)

 

1. Sherman Antitrust Act of 1890

เป็นกฎหมายที่มุ่งที่จะคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก โดยห้ามมิให้มีการกระทําอันเป็นการจํากัดการค้าอันก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้า…

2. The Clayton Act of 1914

เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยับยั้งมิให้มีการควบรวมกิจการอันก่อให้เกิดการต่อต้านการแข่งขัน (ซึ่งแตกต่างจาก Sherman Antitrust Act ที่จะใช้บังคับต่อเมื่อมีการกระทําการที่ส่งผลให้มีการผูกขาดทางการค้าเกิดขึ้นแล้ว) กฎหมายฉบับนี้ไม่อนุญาตให้มีการเข้าถือสิทธิในกิจการหนึ่งกิจการใดของบริษัทใดเพียงบริษัทเดียวในบริษัทอื่นโดยเจตนาที่จะให้มีการควบรวมกิจการ…

3. Hart-Scott-Rodino Act  (Pre-Merger) เป็นกฎหมายที่รองรับอํานาจของ FTC และ The Antitrust Division of  the Department of  Justice ในการที่จะทบทวนการควบรวมกิจการ การเข้าถือสิทธิ์  หรือการรวมตัวอื่นใดที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าที่ละเมิดต่อกฎหมาย ก่อนการควบรวมดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ โดยมีสมมุติฐานของการควบรวมกิจการอันเป็นการผูกขาดทางการค้าสองประการ คือ The Size of Transaction Test โดยหากเป็นการได้รับเงินจํานวนตั้งแต่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป หรือทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์อื่นในการดําเนินการเพียงครั้งเดียว  หรือ The Size of  Parties Test อันเป็นกรณีผู้เข้าร่วมกิจการเป็นบุคคลผู้ซึ่งถือครองทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์อื่นเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะถือว่าเป็นการควบรวมกิจการอันเป็นการผูกขาดทางการค้าตามกฎหมายแล้ว…

 

และยังมีข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องอีกมากมายนะครับ…ข้ามเหอะ – -”

กลับมาที่เรื่องราวของเราต่อดีกว่าเนอะ…^_^

 

พอมันเกิดดีลยักษ์ขนาดนี้ในแวดวงสื่อ…แน่นอนครับ…ฝ่ายผู้รักษากฏหมายก็รีบวิ่งเข้าหากันในทันใด…แล้วก็เปิดการ์ด ดาบผนึกแห่งแสง เอ้ย!! เปิดข้อกฏหมายต่างๆมา “ระงับ” การซื้อขายนี้ลงก่อนนะครับ!!

เนื่องจากการซื้อขายในครั้งนี้ ถูกจำแนกให้อยู่ในรูปแบบของ Horizontal integration หรือ การซื้อขายกันระหว่างคู่ค้าที่มีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภท หรือ ชนิดเดียวกัน นะครับ…ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิด monopoly หรือ การผูกขาดทางการค้า ขึ้นมาได้นั่นเอง…ซึ่งการซื้อขายในรูปแบบลักษณะเช่นนี้ จำเป็นจะต้องใช้เวลาในการ วิเคราะห์ ตรวจสอบ และ สอบสวนสืบค้นข้อมูลต่างๆ มากกว่าการซื้อขายในรูปแบบของ Vertical integration หรือ การซื้อขายระหว่างคู่ค้าที่อยู่กันคนละระดับตอนในกระบวนการผลิตสินค้าสู่ตลาด หรือที่เรียกง่ายๆว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แบบที่เกิดขึ้นทั่วไป นั่นเองครับ…

โดยในเคส Disney+Fox นี้…คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบกัน “อย่างเร็วที่สุด” ประมาณ 12 ถึง 18 เดือน กันเลยทีเดียว!!

ทำให้ในตอนนี้…สถานะของการซื้อขายระหว่าง Disney และ 21st Century Fox นั้น…ยังไม่ถือว่า บรรลุเสร็จสิ้นได้ตามกฏหมาย นั่นเองครับ!! และถ้านับจากวันที่ประกาศอย่างเป็นทางการ คือ 14 ธันวาคม 2017…จะหมายความว่า Fox จะเป็นของ Disney กันอย่างถูกต้องตามกฏหมาย เร็วที่สุดที่จะเป็นไปได้ คือ เดือนธันวาคม ปีนี้ นั่นเองครับ!!

 

ซึ่งในเมื่อในตอนนี้ สถานการณ์ยังคงอยู่ในจุดที่ต้องรอ…Comcast ที่กลับไปเลียแผลใจกันสักพัก…ก็ไปคุยกันมาดีแล้ว…และมีข่าวออกมาล่าสุดนะครับว่า…

 

Comcast เตรียมที่จะกลับมายื่นข้อเสนอขอซื้อ 21st Century Fox กันอีกรอบ!!

 

ถ้านับกันจริงๆแล้ว…การยื่นข้อเสนอครั้งนี้ น่าจะสามารถทำได้อยู่นะครับ เพราะว่าสถานะการซื้อขายระหว่าง Disney และ Fox นั้นยังไม่นับว่าบรรลุเสร็จสิ้น จากการโดนเบรคทางกฏหมายนั่นเองนะครับ…การที่ Fox จะเปลี่ยนใจกลางอากาศ ก็ย่อมสามารถที่จะทำได้ (ถ้าใจกล้าพอ) แม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่ “โคตรเสียมารยาททางธุรกิจ” ก็ตามแต่…

โดยมีการพ่วงท้ายมาในการซื้อขายครั้งนี้ด้วยนะครับ…ถ้าฝ่ายใดผิดคำสาบาน เอ้ย!! ขอยกเลิกสัญญาก่อนที่จะบรรลุ จะต้องจ่ายค่าเสียหายให้อีกฝ่าย 1,500 ล้านเหรียญ นะครับ…ในขณะเดียวกัน ถ้าดีลนี้ล้มลง อันเนื่องมาจากสาเหตุ “ไม่ผ่านการรับรองทางกฏหมาย” ล่ะก็…Disney จะต้องจ่ายให้ Fox ไปเป็นค่าเสียเวลา 2,500 ล้านเหรียญ นะครับ…

 

Skyscraper…1 ในความหวังทำเงินในปีนี้ของ Universal…

 


 

จากความยุ่งเหยิงวุ่นวายนี้ เราลองมาดูกันดีกว่านะครับ ว่าทำไม หนู และ ลูกโลก ถึงอยากที่จะ “งาบ” เจ้าจิ้งจอกตัวนี้เสียเหลือเกิน…

 

ในข้อตกลงที่ทาง Disney ได้บรรลุกับ 21st Century Fox ไปแล้วนั้น…นี่คือสิ่งที่ทาง Disney จะได้มา หลังจากที่แลกเงินไป “5 หมื่นกว่าล้าน” แล้วนั้น…

 

– Fox Entertainment Group…ซึ่งแยกย่อยรายละเอียดลงไปได้ว่า…

  • 20th Century Fox
  • Blue Sky Studios…ค่าย animation ผู้รังสรรค์ผลงานอย่าง Ice Age และ Rio…
  • Fox Star Studios…เรียกง่ายๆว่า Fox อินเดีย นั่นเองครับ ^_^
  • Fox Networks Group…ผู้ให้บริการ TV และ cable…
  • Fox Sports Networks…ช่องกีฬาท้องถิ่น…

– ช่อง TV FX Channel…

– หุ้น 73% ใน National Geographic Partners…เจ้าของช่องและนิตยสาร National Geographic นั่นเองครับ…

– Star TV…เครือข่ายช่อง TV ดาวเทียมในเอเชีย…

– หุ้น 30% ใน Hulu…บริการ video-on-demand ชื่อดังของที่โน่น…

– หุ้น 50% ของ Endemol Shine Group…ผู้ผลิตรายการ TV ชื่อดังจาก เนเธอร์แลนด์…ผู้สร้างรายการชื่อดังอย่าง Big Brother, MasterChef และ The Biggest Loser…

 

คราวนี้ เราลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าทำไม Disney ถึงอยากจะได้ Fox กันนัก?

 

– ก้าวขึ้นสู่การเป็น มหาอำนาจ ของวงการสื่อโลก…คือจริงๆทั้ง Comcast กับ Disney กำลังแข่งกันเป็นใหญ่อยู่ในตอนนี้นะครับ…และการถือครอง 21st Century Fox นั้น อาจจะเพียงพอที่จะให้ Disney ล้ม Comcast ลงจากบัลลังก์ สื่อโทรทัศน์และบันเทิง อันดับ 1 ของโลก!!!

– Marvel ที่หายไป…จากการที่ Disney กัดฟันซื้อ Marvel Entertainment กันมาตั้ง “4 พันล้าน” ในปี 2009…แน่นอนครับว่า จักรวาลมันไม่สมบูรณ์ เพราะว่า ตัวเด็ดๆนั้นกระจายไปอยู่ใน studio เจ้าอื่นกันหลายตัวเลย…ซึ่งทาง 20st Century Fox นั้นถือครองสิทธิ์ของ ตัวละครในจักรวาล X-Men และ Fantastic Four…ซึ่งเป็นส่วนที่ขาดหายไปชิ้นใหญ่ของ The Avengers นั่นเอง…ก็คงไม่อธิบายอะไรมากมายะนครับ…ของมันต้องมี!!

– Star Wars…ด้วยความที่ สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายของภาพยนตร์เรื่อง Star Wars: Episode IV – A New Hope นั้นมันอยู่ที่ Fox…ทำให้ จักรวาลของลิเกอวกาศ ชุดนี้ มันขาดชิ้นส่วนสำคัญไปอีกเช่นกัน…ฉะนั้น เพื่อให้การทุ่มทุนซื้อ Lucasfilm ในปี 2012 ไปอีก “4 พันล้าน” มันไม่สูญเปล่า…กับอีแค่หนังเรื่องเดียว คงไม่ยากเกินกว่าที่ Disney จะเอามาครอบครองได้…

– Avatar…นอกจากตัวหนังที่มีโอกาสจะโกยเงินกันอีก 4 ภาคแล้วนั้น…ทาง Disney เองก็มีเครื่องเล่น Pandora – The World of Avatar ตั้งอยู่ในสวนสนุก Walt Disney World อยู่แล้วนั่นเอง…ฉะนั้น…มันก็ควรที่จะเอามาเป็นของตัวเองซะ จะได้ไม่ต้องไปแบ่งเงินให้ใครอีก…^_^

– Dreamworks…อันนี้อาจจะไม่ค่อยเป็นที่อยากได้มากนักของ Disney เท่าไหร่นะครับ…เพราะว่าตัวเองก็ทำการ์ตูนกับ animation กันมาทั้งชีวิตอยู่แล้ว…แต่ถ้าได้มันก็ดี…เพราะว่าสิทธิ์ในงานของ Dreamworks ในปี 2013-2017 ที่ Fox ถือเอาไว้นั้น…อย่างน้อยก็สามารถเอาไปขายของเล่นได้อยู่ดี เพราะว่าในช่วงนั้นมี animation อย่าง The Croods, Turbo, Mr. Peabody & Sherman, How to Train Your Dragon 2, Penguins of Madagascar, Home, Kung Fu Panda 3, Trolls, The Boss Baby และ Captain Underpants: The First Epic Movie…

แต่ว่า Disney แผนสูงกว่านั้นครับ!! เพราะมีการคาดการณ์ว่า…Disney จะเอา สิทธิ์ของ Dreamworks นี้…ไปแลกกับ สิทธิ์ของ Hulk ที่ทาง Universal ถือครองอยู่ นั่นเองครับ!!

(ลืมกันไปแล้วสินะ ว่า Hulk ไม่ได้เป็นของ Marvel ในตอนนี้นะจ๊ะ…^_^)

ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรนะครับ…เพราะว่า ในตอนนี้ Universal นั้นได้สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของ Dreamworks กันตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไปนะครับ…ซึ่งในแผนงานของค่าย เด็กตกปลาบนดวงจันทร์ เวลานี้นั้น…มีทั้ง How to Train Your Dragon 3, Trolls 2, The Croods 2 และ The Boss Baby 2 ที่มีกำหนดฉายอย่างเป็นทางการแล้ว…ซึ่งมันช่างลงตัวอะไรขนาดนี้!! ยื่นหมูยื่นแมวกันไป แฮปปี้ทุกฝ่าย…ในกรณีที่ Universal เขาเอาด้วยนะ…- -“

– สวนสนุก…อันนี้เหมือนจะไม่เกี่ยวกันโดยตรง…ใน Universal Parks & Resorts นั้น…มีหลายๆเครื่องเล่นและจุดท่องเที่ยวที่มีตัวละครจาก Marvel อยู่ในนั้นนะครับ…Disney ก็เลยอยากจะได้สิทธิ์ตัวละครพวกนี้คืนมา แล้วเอาไปไว้ใน Disneyland นั่นเอง…ซึ่งการที่ Disney ซื้อ Fox นั้น…ก็จะได้สิทธิ์ของ Dreamworks ข้างต้นมา เพื่อที่จะเอาไปใช้แลกกับ Universal พร้อมๆกับ สิทธิ์ของ Hulk ด้วยนั่นเอง…

– 20th Century Fox…แค่ลิขสิทธิ์หนังเรื่องต่างๆกว่า 100 ปีก็คุ้มแล้วล่ะครับ…^_^

– Hulu…อันนี้แหละครับ ประเด็นสำคัญเลย…เพราะว่า Hulu นั้นเป็นบริการ video-on-demand ที่เกิดจากการร่วมมือกันของ Big 4 แห่งวงการนะครับ…โดยที่ Disney ถือหุ้นใน Hulu อยู่ 30%…Universal อีก 30%…Fox ก็ถือ 30%…อีก 10% นั้นเป็นของ Warner นั่นเอง…

ซึ่งถ้า Disney ซื้อ Fox…ก็จะได้หุ้นส่วนของ Fox ไปครองด้วย…จะทำให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน Hulu ถึง 60% นั่นเองครับ!!!

และด้วยความที่ Disney เองนั้นเตรียมที่จะสร้าง streaming service ของตัวเองนั้น…การได้ Hulu มาครองนั้นก็จะเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น…อันเนื่องมาจาก นโยบายของ Disney ที่จะทำให้ streaming service ของตัวเองที่จะเปิดตัวในปีหน้านั้น เป็นพื้นที่สีขาว ปลอดความรุนแรง…ฉะนั้น contents อื่นๆที่ไม่เหมาะกับช่อง Disney streaming ก็จะถูกเอาไปเผยแพร่ที่ Hulu นั่นเอง…

ถ้ายังจำกันได้…Disney เพิ่งจะประกาศถอดหนังและ content ของตัวเองออกจาก Netflix ไปหมาดๆนะครับ…เพื่อที่จะเอามาลงใน streaming service ของตัวเองนะครับ…คงเหลือไว้แค่ original series ที่ Netflix สร้างจากเรื่องราวตัวละครบางตัวจาก Marvel เท่านั้น…โดยจะเริ่มมีผลในปี 2019 นั่นเองครับ…

– Fox Sports Networks…ซึ่งในมือ Disney ตอนนี้มี ESPN อยู่แล้วนะครับ…ก็คงจะเอาไปรวมกันแหงๆ…

– Sky…Sky plc คือ TV cable ยักษ์ใหญ่ของประเทศอังกฤษ…ซึ่งตอนนี้ทาง 21st Century Fox ถือครองหุ้นอยู่ 39%…ซึ่ง Fox เองก็อยากจะซื้อให้มันหมดๆเหมือนกัน แต่ตังค์ไม่มี ตอนนี้ หนี้ เยอะ…แต่เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาของ Disney นะครับ…ขึ้นอยู่ว่า เมื่อ Disney ซื้อ Fox มาแล้วนั้น…จะเดินหน้าซื้อ Sky ต่อให้จบสมบูรณ์เลยหรือไม่ เท่านั้นเอง ^_^

 

และคราวนี้ เราลองมาดูกันดีกว่าครับ ว่าทำไม Comcast ถึงอยากจะได้ Fox กันนัก?

นั่นสิ…ยังหาความต้องการที่แท้จริงที่พี่แกอยากจะดีลไม่เจอเหม่ือนกันแฮะ…แต่เท่าที่ดูๆนั้นก็น่าจะประมาณนี้…

 

– ความแข็งแกร่งในด้านสื่อ…คือจริงๆทั้ง Comcast และ News Corporation มันก็เป็นคู่แข่งกันโดยตรงอยู่แล้วนะครับ…เพียงแค่ Comcast คือเบอร์หนึ่งของสื่อโลก…และ การซื้อ 21st Century Fox ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ News Corporation มานั้น นอกจากจะเสริมความแข็งแกร่งของสื่อในมือตัวเองแล้วนั้น ยังเป็นการ ตัดกำลังคู่แข่ง ไปในตัวด้วยนั่นเอง…

– Hulu…อันนี้แหละครับ ประเด็นสำคัญเลย…เพราะว่า Hulu นั้นเป็นบริการ video-on-demand ที่เกิดจากการร่วมมือกันของ Big 4 แห่งวงการนะครับ…โดยที่ Disney ถือหุ้นใน Hulu อยู่ 30%…Universal อีก 30%…Fox ก็ถือ 30%…อีก 10% นั้นเป็นของ Warner นั่นเอง…

ซึ่งถ้า Comcast ซื้อ Fox…ก็จะได้หุ้นส่วนของ Fox ไปครองด้วย…จะทำให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน Hulu ถึง 60% นั่นเองครับ!!!

(แม่งเป้าหมายเดียวกันกับ Disney ชัดๆ…- -“)

– 20th Century Fox…แค่ลิขสิทธิ์หนังเรื่องต่างๆกว่า 100 ปีก็คุ้มแลวล่ะครับ…^_^

– มีอะไรอีกไหมเนี่ย?

 

ซึ่งเมื่อมองดูภาพรวมจากความต้องการของทั้ง 2 ค่ายนั้น…ใจความสำคัญที่ทั้งคู่ต้องการคือ “เพิ่มศักยภาพในการเป็นเจ้าแห่งสื่อ” นั่นเอง…และมีจุดร่วมที่น่าสนใจอยู่ที่ Hulu นะครับ!!

 

ทำไมต้อง Hulu?

 

เนื่องจากตอนนี้ บริการประเภท streaming media กับ video on demand นั้นมีมากมายหลายเจ้านะครับ…และด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้คนสมัยนี้นิยมรับชมสื่อต่างๆทางการ streaming และ VOD มากขึ้น…ซึ่งเบอร์ใหญ่ๆในตลาดสหรัฐฯก็มี Netflix, Hulu และ Amazon Prime Instant Video นั่นเอง…

แต่ด้วยความที่ Netflix นั้นครองตลาดด้วยส่วนแบ่งที่มากกว่าชาวบ้านเขาเยอะ…และตอนนี้ Hulu นับได้ว่าเป็น เบอร์ 3 ในตลาดนี้อยู่นะครับ…เหล่านายทุนเลยพอจะมองเห็นศักยภาพที่จะก้าวขึ้นไปท้าชิงกับอีก 2 เจ้าหัวแถวได้…โดยเฉพาะ เหล่านายทุนที่ถือหุ้นใน Hulu อย่างที่เรากล่าวไว้ด้านบนนั่นเองครับ!!

ซึ่งใครก็ตามที่ซื้อ Fox ไปได้…ก็จะได้หุ้น 30% ที่ Fox ถือไว้ใน Hulu ด้วย…และจะทำให้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Hulu ไปโดยปริยาย เพราะว่ามีหุ้น 60%…และนั่นจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างและอะไรต่อมิอะไรใน Hulu ได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง…

และนั่นเป็นสิ่งที่ Disney น่าจะต้องการมากๆ…เพราะว่ากำลังจะเปิด streaming service โลกสวยของตัวเองด้วยพอดี…การเป็นเจ้าของใหญ่ใน Hulu ก็จะสามารถวางกลยุทธ์และกำหนด content ต่างๆได้อย่างหลากหลาย และ ยืดหยุ่นมากขึ้น…ซึ่งเมื่อรวมกันทั้ง 2 streaming service นี้แล้วนั้น น่าจะมีความแข็งแกร่งในด้าน content ที่พอจะดึงดูดลูกค้าจากทาง Netflix และ Amazon Prime มาได้นั่นเองครับ…

ในขณะที่ทาง Comcast น่าจะมุ่งเน้นไปที่ เสริมความแข็งแกร่งของสื่อในมือ เป็นหลัก…

 

ฉะนั้นแล้ว…คนที่อาจจะระส่ำที่สุด อาจจะไม่ใช่เหล่าค่ายหนัง แต่น่าจะเป็น Netflix นั่นเอง…

 


 

คราวนี้ เรามาดูถึง “อุปสรรค” สำคัญ ที่ทำให้ Disney ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน นั่นเองครับ…

 

การผูกขาดทางการค้า…

 

สิ่งที่หลายๆฝ่ายกังวลจากดีลเขย่าโลกดีลนี้ คือ มันจะส่งผลกระทบในหลายๆเรื่อง หลายๆด้าน เลยนะครับ…

อธิบายให้เห็นภาพกันง่ายๆเลยก็คือ…จำนวนยักษ์ใหญ่ที่ค้ำจุนวงการ มันจะลดหายลงไป นะครับ…

ในวงการโทรทัศน์ มี 5 ยักษ์ใหญ่ที่คุมตลาดอยู่นะครับ คือ Fox, ABC, NBC, CNN และ CBS อย่างที่เกริ่นไว้ด้านบนแล้ว…

ในวงการภาพยนตร์ Hollywood ตอนนี้นั้น…มียักษ์อยู่ 6 ตนที่เขาเรียกกันว่าเป็น Big 6 นะครับ…คือ Disney, 20th Century Fox, Universal, Paramount, Sony และ Warner Bros. นั่นเอง (Lionsgate เขายังไม่นับว่า “ใหญ่มากพอ” เท่าไหร่นะครับ)

ซึ่งถ้า Disney ซื้อ Fox ได้สำเร็จ…ขาใหญ่ของฝ่าย TV จะเหลือแค่ 4…และยักษ์ใหญ่ของหนังจะเหลือแค่ 5 ค่ายเท่านั้น…

 

แล้วมันจะมีอะไรน่ากลัวเกิดขึ้นบ้างหรือ?

ขาใหญ่ มีอำนาจมาก…ก็จะสามารถใช้อำนาจในการควบคุมอะไรต่อมิอะไรได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง…และการที่มี ขาใหญ่ ระดับเดียวกันน้อยลง ก็จะมีคนมาคานอำนาจกันได้ยากขึ้นนั่นเอง…

และสิ่งที่หลายๆฝ่ายเกรงว่ามันจะเกิดขึ้นมากที่สุด คือ การใช้อำนาจในมือ ในการไปควบคุมสื่อ นั่นเองครับ!!

(อย่าคิดว่ามันฟังดูเวอร์…Disney นี่แหละ ตัวแบนสื่อเลยล่ะครับ…ใครเขียนโจมตี พี่แกแบนแหลก…สื่อนอกเลยไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่จะเกิดการดีลกันจริงๆเท่าไหร่นัก…- -“)

ซึ่งถ้าวัฏจักรนี้ยังคงเป็นไปได้เรื่อยๆ…สุดท้าย มันก็จะจบลงแบบ monopoly หรือ การผูกขาดทางการค้า ในที่สุด…

 

ต่อมาคือ…ขาใหญ่มีน้อย ใครมีอำนาจก็จะไปกดขี่พวก โรงหนัง ได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ…

เอาแค่ในตอนนี้ก่อนดีกว่าครับ…ปกติแล้ว โรงหนังที่โน่น จะต้องหักรายได้ไปให้ค่ายเจ้าของหนัง ประมาณ 55-60% ของรายได้…

แต่ Disney ไม่เป็นเช่นนั้นครับ…หนูเขามั่นใจว่าหนังหนูมันทำเงินแน่ๆ ใครๆก็อยากเอาไปฉาย…หนังหนูมีส่วนแบ่งตลาดตั้ง 40% แน่ะ…

หนูก็เลยเรียกเอาส่วนแบ่งค่าตั๋วเป็น 65% ซะงั้นครับ!! แถมถ้าภายใน 4 สัปดาห์แรก โรงหนังเจ้าไหนไม่ยอมตามนี้ ก็โดนปรับตังค์เพิ่มอีก 5% พร้อมกับถอดหนังออกจากโรงนั้นๆไป…- -”

(อิหนูใจร้าย!!)

 

ปัญหาต่อมา คือ เรื่องของ cable (ที่ไม่ใช่ตัวร้ายในหนังนะ)…

พอดีล Disney-Fox ประกาศออกมาปุ๊บ…ทาง  American Cable Association (ACA) หรือ สมาคมผู้ให้บริการเคเบิลแห่งอเมริกา ก็รีบออกมาประกาศตรวจสอบดีลนี้เลยนะครับ!!

เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างที่อาจจะเข้าข่ายของ การผูกขาดทางการค้า นะครับ…โดยเฉพาะ การที่ Disney ซึ่งเป็นเจ้าของ ESPN กำลังจะได้ Fox Sports Networks ไปรวมอยู่ด้วยกัน…ซึ่งลิขสิทธิ์กีฬาจำนวนมากในประเทศนั้น อยู่ในมือของ 2 ช่องกีฬานี้นั่นเอง!!

และนั่นจะก่อให้เกิดปัญหาในการต่อรอง ระหว่าง ผู้ให้บริการช่องเคเบิลเจ้าเล็กๆ กับ ผู้ถือครองลิขสิทธิ์ นะครับ…เพราะในเมื่อสิทธิ์ต่างๆมันรวมอยู่ในมือคนๆเดียว ก็สามารถที่จะโก่งจะเรียกราคาได้อย่างตามใจชอบ โดยไม่ต้องกังวลคู่แข่งเจ้าอื่นๆนั่นเอง…ซึ่งมันก็คือ การผูกขาดทางการค้า ไงครับ ^_^

และเจ้า Hulu ก็โดนพ่วงตรวจสอบด้วย…เพราะทาง ACA เกรงว่า การถือหุ้นใหญ่ใน Hulu ของ Disney นั้นจะไปส่งผลต่อการดำเนินงานของ ช่องต่างๆในเครือของช่อง ABC ที่ Disney เป็นเจ้าของ ให้มีการดำเนินงานที่จะส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดลดลง นะครับ…

แปลง่ายๆ…เขากลัวว่า Disney จะไปปรับโครงสร้าง ABC โดยการเอาของดีๆจากช่อง ABC ต่างๆออกไปใส่ใน Hulu แทน…พอ ABC ไม่มี content น่าสนใจ คนก็หนีไปไม่ดู TV ช่องนี้…การแข่งขันในตลาดก็จะไม่เกิด นั่นเองครับ…^_^

 

ปัญหาหนูนี่เยอะจริงๆแฮะ…- -”

 

มาในส่วนของ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ กันบ้าง…

Fox Film เกิดขึ้นมาเมื่อ 103 ปีที่แล้ว…

Twentieth Century Pictures เกิดขึ้นมาเมื่อ 84 ปีก่อน…

ทั้ง 2 ค่ายรวมกันเป็น 20th Century Fox เมื่อ 82 ปีที่แล้ว…

และถ้า Disney ได้ 20th Century Fox ไปครองนั้น..สถานะการเป็น ยักษ์ใหญ่ในวงการภาพยนตร์ของ จิ้งจอกตัวนี้ จะหายไปในทันทีนะครับ!!

เพราะว่าถึงจะยังคงมีชื่ออยู่ แต่ก็จะสูญเสียตัวตนไปจนหมดสิ้น…จะทำอะไรก็ต้องผ่านการเห็นชอบจาก Disney เสียก่อน…สิ่งที่เคยทำได้ ก็อาจจะถูก Disney เบรคไว้…โดยเฉพาะ เนื้อหาที่มีความรุนแรง ซึ่งเหมือนเป็นยาพิษของ เจ้าหนูตัวนี้ เสียด้วยนั่นเอง…

คนในวงการหนังเขาเสียดายกันก็เพราะแบบนี้แหละครับ…เพราะว่าทางเลือก และ ความหลากหลายของการสร้างสรรค์ผลงานมันจะลดลงไป เช่น จะไม่มีหนัง superhero rated-R ออกมาอีก อะไรทำนองนี้…

พอประกาศดีลนี้ออกมา…Writers Guild of America West หรือ สมาคมนักเขียนอเมริกาฝั่งตะวันตก ก็ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับดีลนี้ นะครับ…และก็มี คนใหญ่คนโตในวงการหลายคน ที่แสดงความคิดเห็นต่อดีลนี้ในทิศทางที่ ไม่สนับสนุนเสียเท่าไหร่นะครับ…โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกันว่า มันไม่ส่งผลดีต่อวงการภาพยนตร์ นั่นเอง…

 

แต่ถึงจะมีความกังวลในเรื่องต่างๆนี้ก็ตาม…ยังมีอยู่คนนึงที่ “เห็นด้วย” กับการซื้อขายครั้งนี้นะครับ…

เขาคือ Donald Trump นั่นเอง!!! – -”

และก็ทำให้เกิด “เสียงแตก” ในหมู่นักการเมืองนะครับ…เพราะว่ามีทั้ง ฝ่ายที่เห็นชอบ และ ไม่เห็นด้วย ที่จะเกิดดีลนี้ขึ้นมาจริงๆ…

 

บานปลายเนอะ…- -”

 

ปีนี้ Disney มีหนังเด็ดๆเข้าฉายเพียบเลยครับ…ภาคแยกของ Han Solo นี่ก็ด้วย…

 


 

จากที่ร่ายๆมาทั้งหมดข้างบนนั้น มันสรุปได้สั้นๆแค่ว่า…

Disney ต้องรอตรวจสอบการซื้อขายกัยไปอีก 12-18 เดือน นั่นเองครับ…

เลยเป็นโอกาสให้ Comcast ที่อยู่ๆก็โดนเทไปแบบงงๆเมื่อคราวก่อน เตรียมจะหวนกลับไปยื่นข้อเสนอหา 21st Century Fox กันอีกรอบ…

และมีรายงานออกมาด้วยนะครับว่า ข้อเสนอของ Comcast ในคราวนี้ จะมาในรูปแบบของ Vertical integration ที่จะมุ่งเน้นในการซื้อในส่วนงานทางด้านสื่อเป็นหลักนะครับ…

โดยดีลรอบใหม่ของ Comcast นั้น…พวกเขาต้องการ 20th Century Fox ในส่วนของ ภาพยนตร์ และ TV, ช่อง TV แบบรายเดือนในตลาดต่างประเทศ และ เครือข่ายช่องเคเบิลในสหรัฐฯบางช่อง…ซึ่งมีการเปิดช่องให้ ทุกสิ่งที่ทาง Comcast จะซื้อนั้น สามารถใช้งานได้ร่วมกันทั้งฝ่าย Comcast และ 21st Century Fox ด้วยนะครับ!!

คือมันจะแตกต่างกับ การเข้ามาเป็น Joint Venture หรือ เจ้าของกิจการร่วมกันนะครับ…เพราะว่าผู้ถือครองสิทธิ์ในสินทรัพย์จะเป็นฝ่าย Comcast แต่เพียงผู้เดียวนั่นเอง…

ซึ่งถ้า Comcast มาดีลในลักษณะนี้กันจริงๆล่ะก็…ก็อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้นะครับ ว่ามันจะไม่ไปขัดกับ Antitrust Laws  ทั้งหลาย…

 

แต่ทว่า…Peter Rice ปราธานของ 21st Century Fox นั้น…เพิ่งจะออกมาประกาศกันสดๆร้อนๆถึงประเด็นที่ Comcast จะมายื่นข้อเสนออีกครั้งว่า…

 

“ผมคิดว่า มันน่าจะดูลงตัวกันมากกว่า ที่เราจะไปเจรจากับทาง Disney เขานะครับ…”

 

เหมือน Comcast โดนตบซ้ำสองกลางหนองน้ำ…เมื่อได้รู้กันชัดๆว่า Fox นั้นปักธงไว้ในใจมาตั้งแต่แรกแล้วว่า “หนูจ๋า ฉันเลือกนาย!!”

แต่สิ่งที่ Comcast ทำได้ในตอนนี้ นอกจากจะตื้อต่อไป ก็คือ รอ นะครับ…

และบางที อาจจะไม่ต้องรอนานถึง 12-18 เดือน ตามผลการตรวจสอบดีล Disney-Fox ด้วยซ้ำ!!

เพราะว่ามีตัวแปรสำคัญของเรื่องนี้โผล่มาอีกรายนะครับ!! ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับดีลทั้งหลายที่เราร่ายกันมายาวเหยียดนี้เลย…แต่เขาจะเป็นเหมือน ตัวพลิกเกมส์ หรือ ตัวล้มกระดาน เลยก็ว่าได้ครับ!!

และเขาที่ว่านั้น ก็คือ…

 

ค่าย สี่พี่น้อง Warner Bros. ภายใต้ชายคาของ Time Warner นั่นเองครับ!!

 

ดีจ้า!! ^_^

 

อ้าวเฮ้ย!! Warner มึงโผล่มาจากไหน!!!

 

ต้องย้อนไปที่ปี 2016 นะครับ…ซึ่งตอนนั้น AT&T ซึ่งเป็นอีกหนึ่งค่ายสื่อและโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อีกรายของโลก กำลัง “บิด” แข่งกับทาง Comcast ในการยื่นซื้อ Time Warner นะครับ!! สถานการณ์เดียวกันแบบตอนนี้เปีะเลย!!

และสุดท้าย…AT&T  ก็ได้ประกาศว่า ปิดดีลซื้อ Time Warner ได้สำเร็จ ที่มูลค่า “หนึ่งแสนแปดพันล้านเหรียญ” นะครับ!! และเป็น 1 ในข้อเสนอซื้อขายกิจการด้านบันเทิงที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ!!

แต่ก็ตามคาดครับ…The United States Department of Justice Antitrust Division วิ่งเข้าใส่ในทันที…

แต่ว่าเคสนี้ ทุกอย่างมันไปได้สวยครับ ตรวจสอบแล้วก็ผ่านการรับรองจากประเทศที่มีความเกี่ยวข้องในกิจการแต่ละส่วนที่อยู่ในเงื่อนไขของสัญญานี้…เหลือแค่ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เพียงทีเดียว…

ทว่า…ท่านประธาน่ธิบดี Donald Trump แก “เสือก” เข้ามาประกาศขัดขวางดีลนี้ซะงั้นครับ!!

คือจริงๆแล้ว มันคือ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ สั่งฟ้องหยุดดีลนี้ไว้ก่อนนั่นเอง…เพียงแค่ว่า ตัวของ Donald Trump แกก็ “เสือก” ไม่ถูกกับทางช่อง CNN ของ Time Warner กันมาก่อนอยู่แล้ว…หลายฝ่ายเลยมองว่า นี่อาจจะเป็น เรื่องการเมือง เสียมากกว่า…

ซึ่งจากการโดน รัฐบาล ฟ้องดีลนี้นั้น ทำให้ระยะเวลาที่จะต้องปิดดีลนี้ ถูกขยายออกไปจากเดิม 22 เมษายน ไปสิ้นสุดที่ 21 มิถุนายนนี้ มิเช่นนั้น จะถือว่า ดีลล่ม นะครับ…และทาง AT&T จะต้องจ่ายเงินให้ทาง Time Warner เป็นค่าเสียเวลา 500 ล้านเหรียญ นะครับ!!!

โดยการพิจารณาคดีที่ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ สั่งฟ้องหยุดดีดเขย่าโลกนี้ จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคมนี้นะครับ!!

 

ความสนุกมันจะอยู่ตรงนี้แหละครับ…

 

ถ้าเกิดว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ a.k.a. Donald Trump ฟ้องชนะ สามารถหยุดดีลนี้ได้สำเร็จจริงๆล่ะก็…ดีลล่ม ไงครับ…^_^

ซึ่งถ้า Time Warner ยังอยากจะขายอยู่ ก็ต้องไปหาคนมาซื้อใหม่…ในขณะที่ AT&T นั้น…ถ้ายังอยากจะซื้อต่อ ก็ต้องมองหาช่องทางที่จะเจรจากันใหม่ ในรูปแบบของ Vertical integration แทน…

และก็จะทำให้ Comcast ที่พ่ายแพ้ในดีลนี้ไปก่อนหน้านั้น..หูผึ่งขึ้นมาทันที และอาจจะเลือกกลับไปเจรจาขอซื้อ Time Warner อีกครั้ง แทนที่จะไปดีลซื้อ 21st Century Fox อีกรอบ ก็เป็นได้…

ซึ่งผลลัพท์เช่นนี้ มันจะกระทบชิ่งมาที่ดีล Disney-Fox กันในทันทีนะครับ…เพราะว่าด้วยลักษณะของดีลในแบบที่คล้ายๆกัน ก็เลยอาจจะมีสิทธิ์ที่จะไม่ผ่านการตรวจสอบต่างๆนั่นเอง!!

 

และถ้าเกิดว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ a.k.a. Donald Trump เป็นฝ่ายแพ้…ดีลของ AT&T และ Time Warner ก็จะถือว่าบรรลุโดยสมบูรณ์ แฮปปี้กันไปทุกฝ่าย…ซึ่งรวมไปถึงดีล Disney-Fox  ที่จะกลายเป็นว่า มีโอกาสจะได้รับการรับรอง และ บรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการกันไปโดยปริยาย…

แต่ที่อาจจะแฮปปี้กว่า Disney นั้นก็อาจจะเป็น Comcast…และอาจจะรวมไปถึง Verizon และ Sony ด้วย…เพราะว่าจะสามารถ “เกทับ” ข้อเสนอของ Disney เพื่อที่จะซื้อ 21st Century Fox กันอีกรอบนั่นเอง!!!

 

ซึ่งเท่ากับว่า ผลของวันที่ 19 มีนาคม…และชะตากรรมของ AT&T และ Time Warner  นั้น…จะเหมือนเป็นตัวชี้ชะตาให้กับ ดีลของ Disney-Fox เลยนั่นเองครับ!!

 


 

เรื่องราวมันช่างซับซ้อนอะไรกันถึงเพียงนี้เนี่ย…- -”

และดูท่าแล้ว อาจจะไม่ได้ข้อสรุปกันง่ายๆด้วยนะครับ…

สิ่งที่เราทำได้ ก็คงเหมือนกันที่ Comcast จะต้องทำในตอนนี้แหละครับ…

 

รอดูผลลัพท์ในวันที่ 19 มีนาคม กันก่อน…แล้วเราคงจะเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น (หรือว่าแม่งจะวุ่นวายกว่าเดิมก็ไม่รู้) กันนะครับ…^_^

 

  • Milantha

    ดู American Satan ออนไลน์ได้ง่ายและทุกอย่างก็สมบูรณ์: YESMOVIE4K.BLOGSPOT.COM

  • Lindis

    ดูออนไลน์ Skyscraper ได้ง่ายและทุกอย่างก็สมบูรณ์: BEEMOVIE4K.BLOGSPOT.COM

  • Rossita

    ดู Home Again ออนไลน์ด้วยการปฏิบัติและทุกอย่างก็สมบูรณ์: BEEMOVIETV.BLOGSPOT.COM

  • Choki

    หากคุณต้องการดู “_Lady_Bird_” ด้วยคุณภาพ HD ที่รวดเร็วที่สุดโปรดไปที่ CINEMAMAXIMOVIEHD.BLOGSPOT.COM

  • Sarah

    ตอนนี้มีอะไรใหม่ใน Acts of Violence >>> POPCORNNETFLIX.BLOGSPOT.COM

  • Alisa

    asd

  • Alisa

    Wow now there’s a new one in Logan : STREAMISLAND7.BLOGSPOT.COM

  • Garcia

    ไป Easy A สตรีม: GOSTREAMS2.BLOGSPOT.COM

  • Yasmine

    จำนวนการดู Deadpool 2 เฉพาะในเว็บไซต์นี้: YESMOVIE001.BLOGSPOT.COM

  • Kentot Praktot

    Follow me and give me a vote 🙂

    [Super Troopers 2] EN Most view today 2018

    ==>> [] FELIXFLIX365.BLOGSPOT.COM

  • Pingback: หยุดสงกรานต์กันไป…มีข่าวอะไรเกิดขึ้นกันบ้าง!! | Sense on Films()