Home Exclusive Sense Special ตอนที่ 2 : Film stock

[บทความพิเศษ Interstellar] ตอนที่ 2 : Film stock

1 4016

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงนะครับ…สำหรับการตอบรับที่เกินคาด จากตอนแรกที่เราได้นำเสนอกันไปนั้น…

1 ในเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ที่กำกับโดย Christopher Nolan นั้นก็คือ…การที่เขายังคงยึดมั่นในการถ่ายทำด้วยระบบฟิล์มอยู่นะครับ…และในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง Interstellar ที่เราจะได้ชมกันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ก็ยังคงถ่ายทำด้วยระบบฟิล์มเช่นเคยนะครับ…

วันนี้ Sense on Films ขอพาท่านไปรู้จักกับ ฟิล์มภาพยนตร์ หรือ film stock กันในระดับหนึ่งนะครับ…เพราะว่าถ้าจะพูดถึงกันอย่างละเอียดนั้น…3 วันก็ไม่หมดครับ ^_^


 

อันที่จริงแล้ว ฟิล์มที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์นั้น มันมีมากมายหลากหลายรูปแบบเลยนะครับ…แต่ที่พอจะคุ้นหูคุ้นตากันบ่อยๆ ก็จะเป็นจำพวกที่เรียกกันว่า film stock ล่ะครับ…

Film stock เกิดขึ้นมาจริงๆครั้งแรก คงต้องนับกันที่ปี 1889 ล่ะครับ…ซึ่งเป็นปีที่ Eastman Kodak นั้นได้เริ่มทำตลาดกับฟิล์มแบบนี้กันอย่างจริงๆจังๆ…โดยที่ก่อนหน้านั้น ฟิล์มภาพยนตร์จะยังทำมาจากกระดาษที่เปราะบาง และยากที่จะชมภาพเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง…ก่อนที่จะมีการคิดค้นฟิล์มที่ผลิตจาก celluloid ขึ้นมา…ซึ่งบรรดาผู้ที่เริ่มคิดค้นการนำวัสดุนี้มาทำเป็นฟิล์มก็มีทั้ง John Carbutt ที่เป็นคนแรกที่สร้างฟิล์มจาก celluloid ขายในปี 1888…แต่ฟิล์มของ Carbutt นั้นไม่สะดวกที่จะใช้กับกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวในยุคนั้น…เพราะว่าขนาดฟิล์มของ Carbutt นั้นกว้างถึง 15 นิ้ว เลยทีเดียว!!

จากนั้น…Hannibal Goodwin อดีตบาทหลวง และ George Eastman ต่างก็คิดค้นฟิล์มที่ทำจาก celluloid ที่โปร่งแสง, มีความยืดหยุ่น และ คงทนมากกว่าแบบที่ Carbutt ทำไว้ได้…แต่เหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจให้กับ Goodwin สักเท่าไหร่…เพราะว่ากว่าที่สิทธิบัตรของเขาจะได้รับการยอมรับนั้น…ก็ปาเข้าไปถึงปี 1898 ทั้งๆที่เขายื่นขอจดสิทธิบัตรของการคิดค้นฟิล์มชนิดนี้ไปตั้งแต่ปี 1887 แล้ว!! ซึ่งในปีนั้น Eastman Kodak…บริษัทของ George Eastman ผลิตฟิล์มชนิดนี้ขายไปแล้ว…และพอเขาจะตั้งบริษัท Goodwin Film and Camera Company เพื่อจะทำตลาดนี้บ้าง…เขาก็ดันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในปี 1900 ไปอีกเสียนี่…

กลับมาที่ปี 1889…ปีที่ Eastman Kodak เริ่มต้นขายฟิล์มสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์…ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของฟิล์มชนิดนี้เลยก็ว่าได้…เพราะว่า Eastman Kodak นั้นได้ซื้อสิทธิบัตรการประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มแบบม้วนมาจาก Peter Houston (และน้องชายของเขา David ซึ่งเป็นคนนำเอาสิ่งประดิษฐ์ของ Peter ไปจดสิทธิบัตรในปี 1881) หลังจากที่ทั้งคู่มีเรื่องฟ้องร้องกันในกรณีนี้ (George Eastman คิดค้นฟิล์มม้วนที่ทำจาก celluloid  ได้ในปี 1885)…และ George Eastman ก็ได้นำฟิล์มของเขาไปใช้ในเครื่องฉาย Kinetoscope ในปี 1891…

โดยเครื่องฉาย Kinetoscope มีลักษณะเป็นตู้สูงขนาดเอว เป็นเครื่องฉายในลักษณะ “ถ้ำมอง” (Peep Show machine) ที่ดูได้คราวละหนึ่งคน ภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้อง Kinetograph มีฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที…คิดค้นและสร้างขึ้นมาโดย Thomas Alva Edison และ William Kennedy Dickson…ซึ่งแต่แรกนั้น ฟิล์มที่ Kodak ผลิตนั้น มีความกว้าง 70 mm. แต่ว่าทาง Dickson มองว่ามันมีขนาดใหญ่โตเกินไป และได้เสนอไอเดียมาว่า ถ้าตัดแบ่งครึ่งให้เหลือ 35 mm. มันน่าจะใช้งานได้ง่ายกว่า…และนี่คือจุดเริ่มต้นของ film stock ขนาด 35mm. นั่นเองครับ…

 


 

 

หลังจากที่ร่ายถึงจุดเริ่มต้นของ film stock กันไปแล้วนั้น…มาดูกันดีกว่าครับ ว่าในปัจจุบันนี้ film stock ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีแบบไหนบ้าง…

 

8 mm.

ผลิตขายครั้งแรกโดย Eastman Kodak ในปี 1932…มีจุดประสงค์เพื่อใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ระดับครอบครัว ใช้บันทึกเหตุการณ์ที่ประทับใจ และนำมาใช้เป็นภาพยนตร์เพื่อการสอนและเพื่อการศึกษาเป็นเรื่องราวสั้นๆ ต้นทุนการผลิตถูกกว่าขนาดอื่นๆ…มีความกว้าง 7.90 mm. ขนาดเฟรม 4.8 mm. x 3.5 mm. สัดส่วนภาพอยู่ที่ 1.33:1…ซึ่งความยาวฟิล์ม 1 เมตรจะมีทั้งหมด 264 ภาพ…โดยทั่วไปจะใช้ถ่ายทำด้วยความเร็ว 16 เฟรมต่อวินาที…มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า regular 8 mm. หรือ Double 8 mm.

 

Super 8 mm.

ในปี 1965…Eastman Kodak ได้ปรับปรุงฟิล์มแบบ 8 mm. และนำออกมาขายใหม่ในชื่อ Super 8…มีความกว้าง 7.90 mm. เท่ากับฟิล์ม 8 mm. ปกติ แต่จะมีขนาดเฟรมเป็น 5.79 mm. x 4.01 mm. สัดส่วนภาพอยู่ที่ 1.33:1…ทำให้ขนาดของ รูหนามเตย จะไม่เหมือนกับ 8 mm. ปกติ…และแน่นอน ฟิล์ม Super 8 ไม่สามารถใส่ในกล้องฟิล์ม 8 mm. ปกติได้…ความเร็วถ่ายทำปกติอยู่ที่ 18 และ 24 เฟรมต่อวินาที…ผลิตมาเพื่อนักทำหนังสมัครเล่นเป็นหลัก…

 

 

Eastman Kodak ได้ยุติการผลิตฟิล์มขนาด 8 mm.  ไปในปี 1992…และตอนนี้ผู้ผลิตรายเล็กหลายเจ้าก็เริ่มจะเลิกผลิตฟิล์มชนิดนี้ลงไปแล้วด้วย…ส่วนฟิล์ม Super 8 นั้น…Kodak ก็เริ่มทยอยลดการผลิตลงเรื่อยๆ…

1024px-8mm_and_super8

 

 

16 mm.

1 ในรูปแบบของ film stock ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงนะครับ…ผลิตครั้งแรกโดย…คนที่คุณก็รู้ว่าใคร นะครับ – -”

Eastman Kodak เจ้าเดิม ในปี 1923…ซึ่งเป็น 1 ในฟิล์มแบบแรกๆที่ผลิตมาโดยมีการควบคุมส่วนผสมของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตฟิล์ม เพื่อป้องกันอันตรายจากการติดไฟง่าย ที่เกิดขึ้นกับ film stock ในยุคแรกๆนะครับ…เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ระดับสมัครเล่น…

ในช่วงแรกๆนั้น ฟิล์ม 16 mm. ที่วางจำหน่าย จะเป็นฟิล์มสำหรับถ่ายหนังเงียบนะครับ…ก่อนที่จะมีการพัฒนาให้สามารถใส่เสียงได้ในช่วงยุค 30’s นะครับ…

ขนาดเฟรมอยู่ที่ 10.26 mm. x 7.49 mm. อัตราส่วนภาพ 1.33:1…frame rate อยู่ที่ 24 หรือ 30 เฟรมต่อวินาที…

 

Super 16 mm.

นี่ก็มีเหมือนกันครับ!! พัฒนาขึ้นมาโดยช่างภาพนามว่า Rune Ericson ในปี 1969…มีขนาดเฟรม 12.52 mm. x 7.41 mm. และอัตรส่วนภาพอยู่ที่ 1.67…

สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับฟิล์มแบบ 16 mm. ปกติ คือ มีรูหนามเตยแค่ข้างเดียวนะครับ…ซึ่งภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์มชนิดนี้ สามารถขยายผ่านทางเครื่องฉายในลักษณะ Optical printer ให้เป็นภาพขนาดเดียวกับฟิล์ม 35 mm. ได้ด้วย…ซึ่งตอนนี้ก็ได้พัฒนาจนสามารถขยายภาพได้โดยที่คุณภาพไม่ลดลงได้แล้ว…

 

ปัจจุบันฟิล์มแบบ  16 mm. และ Super 16 mm. ก็ยังคงมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน…และภาพยนตร์ดังๆหลายเรื่อง อย่าง The Hurt Locker (2008) และ Moonrise Kingdom (2012) ต่างก็ใช้ฟิล์มแบบ 16 mm. และ Super 16 ถ่ายทำ…

 

16mm_and_super16

 

(ที่มาภาพ : wikipedia.com)

 

35 mm.

รูปแบบ film stock ที่ใช้กันมากที่สุด ทั้งในวงการภาพยนตร์ และ ภาพนิ่ง…อย่างที่เราบอกไว้ด้านบนแล้ว ว่ากำเนิดมาจาก Thomas Alva Edison และ William Kennedy Dickson…ซึ่งเมื่อแยกย่อยแล้วนั้น มันก็ยังมีหลายรูปแบบนะครับ…

แรกเริ่มนั้น ขนาดเฟรมที่ Edison คิดค้นได้ คือ 24.89 mm. x 18.67 mm. ซึ่งอัตราส่วนภาพจะออกมาที่ 1.33:1…ก่อนที่ต่อมา ค่ายหนังหลายค่ายก็ได้ทำการกำหนดขนาดเฟรมกันเองตามใจชอบ…แต่ก็ยังคงให้อัตราส่วนออกมาที่ 1.33:1 เหมือนเดิม ซึ่งมันทำให้เกิดปัญหาในตอนฉาย…จนกระทั่งปี 1929 ก็ได้มีการกำหนดมาตรฐานออกมาโดย the Society of Motion Pictures Engineers ที่ขนาด 0.800 นิ้ว x 0.600 นิ้ว…ซึ่งเรียกกันในเวลานั้นว่า 1930 standard…

จนมาถึงปี 1932…Academy of Motion Picture Arts and Sciences ก็ได้ออกมาตรฐานใหม่ของขนาดเฟรม ว่าจากกล้องที่ใช้ถ่ายต้องอยู่ที่ขนาด 22 mm. x 16 mm. (หรือ 0.866 นิ้ว x 0.630 นิ้ว) และต้องฉายออกมาผ่าน plate ขนาด 21 mm. x 15 mm. ซึ่งทั้งจากขนาดเฟรมของฟิล์มในกล้องถ่าย และ จาก plate ฉายนี้ ต่างก็มีอัตราส่วนอยู่ที่ 1.375:1…ซึ่งอัตราส่วนนี้ถูกเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า Academy format…

หลังจากปี 1953 เป็นต้นมา…อัตรส่วนของภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงนั้นก็เริ่มมีหลายขนาดมากขึ้น เช่น 1.85:1, 1.66:1 (ในยุโรป) ไปจนถึง anamorphic format ซึ่งในหนัง Hollywood นั้นอาจจะคุ้นกันในชื่อของ CinemaScope หรือ Panavision ที่อัตราส่วน 2.35:1 (2.40:1 หรือ 2.39:1 หลังจากยุค 70’s เป็นต้นมา) ซึ่งเกิดจากการเริ่มเข้ามาของการฉายแบบ widescreen flat (อัตราส่วน 1.85:1) นั่นเอง…

ปัจจุบัน…อัตราส่วนภาพของภาพยนตร์ที่ไม่ได้ใช้อัตราส่วนแบบ widescreen ทั้งหลาย จะอยู่ที่ 1.66:1 ถึง 1.85:1 นะครับ…แต่ภาพยนตร์ยุคหลังๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ 2.40:1 ครับ…

 

Super 35 

มาอีกแล้วกับตระกูล Super…เกิดขึ้นโดยพี่น้องตระกูล Tushinsky ในปี 1954…ซึ่งได้รับความนิยมมากในกลางยุค 90’s…โดย Super 35 นี้เป็นแค่ประเภทของ film stock ที่ใช้ถ่ายทำเท่านั้น เพราะว่าโรงภาพยนตร์นั้นไม่สามารถแปลงฟิล์มแบบนี้ฉายได้โดยตรง…แต่เป็นที่นิยมในการใช้เพื่อแปลงเป็นอัตราส่วนรูปแบบอื่นมากกว่า…

ขนาดเฟรมของฟิล์มของกล้อง Super 35 นั้นจะอยู่ที่ 24.89 mm. x 18.67 mm. ซึ่งเป็นการย้อนกลับไปใช้อัตราส่วนเดียวกันกับที่ Thomas Alva Edison ได้กำหนดไว้…ซึ่งฟิล์มแบบ Super 35 นั้นสามารถแปลงเป็นอัตราส่วนแบบ 1.33:1 (หรือ 4:3), 1.77:1 (หรือ 16:9), 1.85:1, 2.00:1, 2.20:1 (70 mm) หรือแม้แต่ anamorphic 2.39:1 ก็ยังได้…แต่อย่างหลังนั้นเมื่อแปลงแล้วจะสูญเสียคุณภาพลงไปพอสมควร…

แถมยังมีการบีบอัดภาพจากฟิล์มชนิด Super 35 mm. จนเกิดฟิล์มแบบ 2 รูหนามเตย (Techniscope อัตราส่วนภาพ 2.39:1) และแบบ 3 รูหนามเตย (อัตราส่วนภาพ 1.78:1 และแบบ Univisium ที่อัตราส่วน 2:00:1) ขึ้นมานะครับ!! 

 

 

2000px-35mm_film_common_formats.svg

 

(ที่มาภาพ : wikipedia.com)

 

70 mm.

และก็มาถึงพระเอกของเราในคราวนี้นะครับ…กับ film stock ขนาด 70 mm. หรือขนาดของมันจริงๆที่ใช้ถ่ายทำในกล้อง คือ 65 mm. นะครับ…(เหตุที่ต้องขยายเวลาฉายใน projector ถึง 5 mm. จนเป็น 70 mm. นั้น…เพื่อเว้นพื้นที่ไว้สำหรับใส่เสียงประกอบทั้งหลายนั่นเองครับ…^-^)

อย่างที่บอกไว้ด้านบนนะครับ ว่าในยุคแรกเริ่มเลยนั้น Eastman Kodak ได้ผลิตฟิล์มขนาดกว้าง 70 mm. ในช่วงที่ก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ ก่อนที่จะได้รับคำแนะนำให้ไปหั่นครึ่ง เหลือ 35 mm. เพื่อมาทดลองใช้กับเครื่องฉาย Kinetoscope…ฉะนั้น ฟิล์มขนาด 70 mm. มันเลยเป็นฟิล์มที่เกิดมาก่อนเพื่อนเลย ในบรรดา film stock ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันนะครับ…

(ปล. ถ้านับจุดกำเนิดของฟิล์มนี้จริงๆนั้น มันเกิดมานานกว่านี้พอสมควรครับ…เพียงแต่ว่า Eastman Kodak เป็นเจ้าแรกที่ผลิตฟิล์มแบบนี้ขาย เลยต้องให้เครดิตเขาว่าเป็นผู้เริ่มต้นนะครับ ^-^)

โดยที่ฟิล์ม 70 mm. (65 mm.) ขนาดมาตรฐานที่ใช้กันในปัจจุบันนี้ (ชนิด 5/70…หมายความว่า มีรูหนามเตย 5 รูต่อ 1 เฟรม และความกว้างของฟิล์มที่ 70 mm.) นั้น จะมีขนาดเฟรมที่ 52.48 mm. x 23.01 mm. ซึ่งจะฉายผ่านเครื่องฉายที่เฟรมขนาด 48.56 mm. x 20.73 mm. โดยมีอัตราส่วนภาพอยู่ที่ 2.2:1…และ frame rate อยู่ที่ 24 เฟรมต่อวินาที…ซึ่งฟิล์มขนาดนี้คิดค้นขึ้นโดย Mike Todd ในปี 1952…โดยมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า ฟิล์ม Todd-AO นั่นเองครับ…

ก่อนที่ต่อมาจะมี Ultra Panavision 70 ที่ผลิตโดยค่าย MGM ซึ่งมีพื้นฐานเหมือนกันกับฟิล์ม Todd-AO  เลย…แต่ต่างกันที่จะมีการพ่วง anamorphic adapter ไว้ด้านหน้าเลนส์ และบีบอัดภาพ 1.25เท่า จนได้อัตราส่วนที่ 2.76:1…

 

IMAX

1 ในรูปแบบฟิล์มที่แฟนหนังคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนะครับ…ผลิตโดยบริษัท IMAX Corporation และเผยแพร่ออกมาครั้งแรกในปี 1970…ซึ่งฟิล์มชนิดนี้จะมีรูหนามเตยถึง 15 รูต่อเฟรม!! (มันจึงได้ชื่อเรียกว่า 15/70 นะครับ)…

มีขนาดเฟรมที่ถ่ายในกล้อง 70.41 mm. × 52.63 mm. และเมื่อฉายผ่าน projector แล้วนั้น ขนาดจะลดลงจากเดิมเล็กน้อย…โดยแนวตั้งนั้นจะลดลงจากเดิม 2 mm. และแนวนอนจะหายไป 0.41 mm. โดยที่จะมีอัตราส่วนภาพแบบเต็มจอใหญ่ยักษ์ที่ 1.43:1!! ที่ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที…ซึ่งฟิล์ม IMAX ใหญ่กว่าฟิล์มปกติถึง 10 เท่า!!

(แต่ถ้านำเอาฟิล์ม IMAX มาทำการ Digital Re-mastering (DMR)…ก็จะเหลืออัตราส่วนที่ 1.89:1 หรือ 2.39:1 นะครับ)

และอย่างที่หลายๆท่านทราบกันดีนะครับ…ว่าถาดใส่ฟิล์มของเครื่องฉาย IMAX นั้นสามารถรับน้ำหนักฟิล์มได้ 250 กิโลกรัม…ซึ่งจะสามารถฉายหนังได้ยาวสุดชีวิตเลยที่ 2 ชั่วโมง 45 นาที (165 นาที) เท่านั้น!!

แน่นอนครับว่า โรงฉาย IMAX ก็ต้องใหญ่ยักษ์ให้สมกับขนาดภาพนะครับ…โดยขนาดมาตรฐานจะอยู่ที่ 22 เมตร × 16.1 เมตร!! ซึ่งบ้านเรานั้น จอที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ Paragon Cineplex ที่ขนาด 28 เมตร x 21 เมตร นะครับ…

ประเทศไทยของเราในตอนนี้มีโรงภาพยนตร์ที่ฉายด้วยระบบ IMAX ทั้งสิ้น 5 แห่งนะครับ…คือ กรุงศรี IMAX Paragon Cineplex, Major Cineplex รัชโยธิน, Major Cineplex ปิ่นเกล้า, Central Festival หาดใหญ่ และ Central Festival เชียงใหม่…แต่เครื่องฉายระบบฟิล์ม 70 mm. นั้น เหลืออยู่เพียงแห่งเดียว ซึ่งตั้งอยู่ที่ กรุงศรี IMAX Paragon Cineplex นั่นเองครับ…

 

Imax_format_srov_35mm_70mm

 

(ที่มาภาพ : wikipedia.com)