Home Exclusive Sense Special ตอนจบ : ทำไมถึงต้องชมแบบ IMAX 70mm.?

[บทความพิเศษ Interstellar] ตอนจบ : ทำไมถึงต้องชมแบบ IMAX 70mm.?

2 4508

หลังจากที่เราพูดถึงเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่อง Interstellar กันมาถึง 4 ตอนกันแล้วนั้น…

(ตอนที่1, ตอนที่2, ตอนที่3, ตอนที่ 4)

ในตอนสุดท้ายนี้…ผมมีอะไรอยากจะเล่าให้อ่านกันสักเล็กน้อยนะครับ…ถึงเหตุผลที่ผมอยากจะให้ทุกท่านได้ไปลองสัมผัสประสบการณ์ในการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้…โดยเฉพาะในระบบ IMAX 70mm. ซึ่งประเทศไทยนั้นมีโอกาสที่จะได้ชมกันด้วย…

ในตอนนี้…Hollywood ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วนะครับ…

ด้วยวิถีชีวิตของผู้ชมที่นั่น…เทคโนโลยี และ ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้วงการภาพยนตร์นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง…

ถ้าสังเกตุกันดีๆนั้น…สตูดิโอหลายค่าย เริ่มที่จะลดจำนวนของภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาลลงไปบ้างนะครับ…แม้ว่าจำนวนหนัง blockbuster ที่เข้าฉายในแต่ละปี อาจจะยังดูเยอะอยู่ก็ตาม…

แต่ถ้าเจาะลึกลงไปจริงๆนั้น…นอกจากหนังแนว superhero แล้วนั้น ก็ไม่พ้นพวกหนังมหากาพย์ที่สร้างมาจากนิยาย ซึ่งมีกลุ่มแฟนๆที่คอยสนับสนุนกันอยู่แล้ว…

ผมขอย้อนไปที่ปี 2007 นะครับ…

ถ้านับจากปี 2007 เป็นต้นมาถึงปีนี้…ในระยะเวลา 8 ปีนั้น มีภาพยนตร์ที่ทุนสร้างมหาศาลจำนวนมากที่ถูกสร้าง…และก็มีอีกหลายเรื่องเช่นกัน ที่ประสบความล้มเหลวในตาราง box office ของสหรัฐฯ…

ปี 2007…มีภาพยนตร์ที่ทำเงินในบ้านเกิน 100 ล้านเหรียญทั้งหมด 28 เรื่อง…ซึ่งเป็นหนังที่ทุนสร้างเกิน 100 ล้านเหรียญทั้งสิ้น 16 เรื่อง…

และก็มีหนังที่ทุนสร้างเกิน 100 ล้าน…แต่ทำเงินในบ้านไม่ถึงทุนสร้างอีกหลายเรื่องเช่นกัน…ทั้ง Beowulf และ The Golden Compass…

ปีถัดมา…2008 มีหนัง 100 ล้าน 29 เรื่อง…ทุนสร้างเกิน 100 ล้านทั้งหมด 13 เรื่อง…และหนังทุน 100 ล้านอย่าง 10,000 B.C., Australia และ Speed Racer นั้น เจ๊งคาบ้าน…

2009…จากทั้งหมด 32 เรื่องที่ได้เกิน 100 ล้าน…มี 17 เรื่องที่ทุนสร้างเกิน 100 ล้าน…และมีหนังอย่าง Public Enemies และ The Taking of Pelham 1 2 3 ที่ไม่ถึงทุน…แต่ว่าใน 17 เรื่องที่ว่านั้น มีมากกว่าครึ่งที่ทำเงินในบ้านไม่ถึงทุนสร้าง!!

2010…สัญญาณอันตรายเริ่มมาแล้ว…ทุนสร้างระดับ 70-80 ล้านเหรียญ กลายเป็นน้อยไปเสียแล้ว…ขนาดหนังอย่าง Little Fockers ยังทุนสร้างสูงถึง 100 ล้านเลย!! Sex and the City 2, Prince of Persia: The Sands of Time, Unstoppable, The A-Team, Knight & Day, The Tourist, The Sorcerer’s Apprentice, The Wolfman, Gulliver’s Travels และ Green Zone…เหล่านี้คือรายชื่อหนังที่ทุนสร้างเกิน 100 ล้านเหรียญ…แต่ทำได้ไม่เท่าทุน…

2011…ในบรรดาหนังทุน 100 ล้าน…มีเพียงแค่ Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2, Transformers: Dark of the Moon, The Twilight Saga: Breaking Dawn Part 1, Fast Five, Mission: Impossible – Ghost Protocol, Sherlock Holmes: A Game of Shadows, Thor, Captain America: The First Avenger, Kung Fu Panda 2, Puss in Boots และ The Smurfs เท่านั้นที่ได้กำไรในบ้าน…ส่วน The Green Hornet, The Adventures of Tintin, Hugo, Happy Feet Two และ Mars Needs Moms…นี่คือผู้ปราชัย…

2012…หนังฟอร์มยักษ์คว่ำเป็นแถว ทั้ง The Expendables 2, Wrath of the Titans, Dark Shadows, John Carter, Battleship, Total Recall และ Cloud Atlas…ยังดีที่พวกที่เกิน 100 ล้านนั้น ส่วนใหญ่จะคุ้มทุนกัน…

และปีที่แล้ว…2013…หนัง 100 ล้านมากถึง 35 เรื่อง…แต่หนังอย่าง 47 Ronin, R.I.P.D., Elysium, The Lone Ranger, Oblivion, Turbo, White House Down, The Smurfs 2, Jack the Giant Slayer, Ender’s Game และ After Earth…นี่คือความล้มเหลว…

ด้วยความที่หลายครั้ง การลงทุนสร้างหนังด้วยทุนมหาศาล อาจจะไม่สามารถหวังผลได้ดีเท่าไหร่นัก…

จริงอยู่ที่ว่า เมื่อรวมกับรายได้ทั่วโลกแล้ว หนังเรื่องนั้นก็อาจจะไม่ขาดทุน หรือ อาจจะกำไรไปพอสมควร…แต่ด้วยความที่เป้าหมายส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่ สหรัฐฯ…ทำให้รายได้ในบ้านนั้นเป็นตัวชี้วัดถึงอนาคตของหนังเรื่องนั้นๆ…โดยเฉพาะ หนังที่เตรียมสร้างภาคต่อไว้ทั้งหลาย…

แล้วทำไมคนถึงดูหนังน้อยลง?

 


 

ชาวอเมริกันไม่ได้ดูหนังน้อยลงแต่อย่างใดนะครับ…เพียงแต่ว่า เทคโนโลยี ก่อให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น…และก็เพิ่มความขี้เกียจในตัวเองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย…

(บ้านเราเหรอครับ…แผงแผ่นผีนี่ชุมกว่ายุงอีก)

คงต้องเริ่มต้นที่ การพัฒนาความเร็ว internet ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ มีเสถียรภาพที่ดีขึ้น…จนกระทั่ง Netflix เริ่มให้บริการแบบ online streaming video-on-demand (VOD) ขึ้นมาในปี 2008…ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อ Netflix ออกโปรโมชั่น ดูหนังและ TV แบบไม่จำกัด ทั้งรูปแบบ streaming และ แบบส่งแผ่น DVD ถึงบ้าน เพียงเดือนละ 9 เหรียญ!!

ถ้าคิดว่านี่ยังส่งผลกระทบได้ไม่มากพอล่ะก็…เอาง่ายๆเลยนะครับ…หนังบางเรื่องที่มองว่าคงจะทำเงินได้ยากถ้าเข้าฉายในโรง…ก็ปรับกลยุทธ์เป็นแบบ ฉายควบทั้ง 2 ทาง หรือ ฉายเฉพาะแบบ VOD เท่านั้น…และก็เข้าฉายพร้อมๆกัน หรือ ไล่เลี่ยกับทางโรงภาพยนตร์เลยด้วยซ้ำ…

แถมยังทำให้ค่ายใหญ่ๆอย่าง Warner Bros. ต้องทำการสกัดดาวรุ่ง โดยการเบรกให้ Netflix นั้นฉายหนังใหม่หลังจากที่วางแผง DVD ไปแล้ว28 วัน…

ก่อนที่ในภายหลัง Warner Bros., Sony, Universal และ 20th Century Fox จะจับมือกันให้บริการแบบ premium VOD ขึ้นมาเอง…โดยไปร่วมมือกับ DirecTV ซึ่งรวมเป็นแพ็คเกจความบันเทิงทั้งหลายในราคา 30 เหรียญสหรัฐ/เดือน…

Netflix เองก็แก้เกมกับกฏ 28 วันของ Warner Bros. ทันควันนะครับ…โดยไปทำสัญญากับทาง Paramount, Lionsgate และ MGM…เพื่อฉายหนังของค่ายเหล่านี้แบบ VOD นอกเหนือจากข้อตกลงที่ทำไว้กับทาง Warner Bros. นั่นเอง…

ก่อนที่ DirecTV จะแก้เกมกลับด้วยการปรับแผนให้หนังใหม่นั้นเข้าฉายแบบ VOD ก่อนที่จะส่งไปให้ Netflix ตามสัญญาที่เคยทำกันไว้ถึง 1 เดือน!! คือ หนังที่จะให้บริการนั้นจะมาหลังจากที่เข้าฉายในโรงไปแล้วเพียง 2 เดือนเท่านั้น!!

 


 

เห็นไหมครับ ว่าเทคโนโลยี ทำให้ผู้ชมสะดวกสบายมากขึ้นแค่ไหน…จ่ายตังค์เดือนละ 8-30 บาท (ค่าเงินบ้านเขา) ก็ดูหนังได้ไม่จำกัดแล้ว…

ซึ่งแน่นอนครับว่า…การเกิดบริการแบบ VOD ขึ้นนั้น…มีคนเดือดร้อนแน่ๆ…

อย่างแรกสุดเลยก็คือ…ร้านเช่า VDO ทั้งหลายนั่นแหละครับ…

หลายๆท่านคงจะรู้จักร้าน Blockbuster กันเป็นอย่างดีนะครับ…สำหรับร้านเช่น VDO อันดับ 1 ของโลกเจ้านี้…

Blockbuster โดนผลกระทบแบบจังๆ และ ไม่สามารถปรับตัวสู้กับความก้าวหน้าเช่นนี้ได้…สุดท้ายก็เลยเหลือแต่ชื่อในที่สุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา…

และแน่นอนครับ…โรงภาพยนตร์ คืออีกหนึ่งกลุ่มคนที่โดนผลกระทบจาก VOD เข้าจังๆ…

ด้วยความที่หนังหลายๆเรื่องนั้นเผยแพร่ทั้งในแบบฉายโรง และ VOD ไปพร้อมๆกัน…ทำให้ผู้ชมบางส่วนเลือกที่จะนอนกระดิกตีนอยู่บ้าน แทนที่จะออกมาดูในโรง…

และในเมื่อหนังบางเรื่อง (ซึ่งมักจะเป็นหนังฟอร์มยักษ์) จะมีฉายแบบ VOD ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า…เลยทำให้ผู้ชมบางกลุ่มนั้น เลือกที่จะอดใจรอชมแบบ VOD แทน…เพราะว่ามันสะดวกสะบายกว่านั่นเอง…

โรงหนังก็ขาดรายได้กันไปเยอะเลยล่ะครับ ตั้งแต่ที่มี VOD เกิดขึ้นมา…

โรงหนังบางแห่งก็เลยต้องมีการเรียกร้อง เช่น โรงภาพยนตร์ในเครือ Regal Entertainment Group ซึ่งมีกว่า 500 สาขานั้นถึงกับขู่เหล่าสตูดิโอที่สนับสนุนการให้บริการแบบ VOD ว่า…จะไม่ฉายตัวอย่างหนัง และ จะไม่ติดโปสเตอร์โปรโมทหนังในโรงภาพยนตร์ (ซึ่งก็ไม่มีการเปิดเผยต่อนะครับว่า ได้ทำจริงๆหรือไม่)…

รวมทั้งเหล่าผู้กำกับชั้นแนวหน้าของวงการ (แทบจะทั้งวงการเลยล่ะมั้ง) ถึงขึ้นต้องเขียนจดหมายเปิดผนึก เพื่อต่อต้านการให้บริการแบบ VOD นี้กันเลยนะครับ…โดยให้เหตุผลหลักว่า มันทำให้อรรถรสการชมภาพยนตร์ที่แท้จริงค่อยๆหายไป…

แต่มีหรือที่สตูดิโอจะสนใจ นอกจากตัวเลข และ เม็ดเงิน…สุดท้ายตอนนี้ VOD กลายเป็น 1 ในช่องทางการรับชมที่เป็นที่นิยมแพร่หลายในอเมริกา และ หลายๆประเทศทั่วโลกไปแล้ว…

และแน่นอนครับ…โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กจำนวนมาก จึงค่อยๆทยอยปิดตัวลงไป…

 


 

 

แต่สาเหตุที่ทำให้โรงภาพยนตร์ทั้งหลายเริ่มทยอยปิดตัวลงไปนั้น…ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก VOD เท่านั้นนะครับ…

เทคโนโลยีนั้นให้ทั้งคุณ และ โทษ…ขึ้นอยู่กับการปรับใช้ และ ปรับตัวเข้าหามัน…

การกำเนิดของ การถ่ายภาพยนตร์แบบความละะเอียดสูงนั้น ต้องย้อนไปที่ปี 1999 โน่นเลยครับ…ลุง George Lucas แกเริ่มใช้กล้องแบบ digital HD ครั้งแรกกับหนังของแกอย่าง Star Wars Episode I: The Phantom Menace…ซึ่งในเวลานั้น มีเพียงแค่ 4 โรงฉายเท่านั้น ที่ได้ตั้งเครื่องฉายแบบ digital เพื่อฉายหนังเรื่องนี้…แต่ว่ายังคงเป็นแบบ 16 fps อยู่นะครับ…

เรื่องแรกจริงๆที่เข้าฉายแบบ 24 เฟรมต่อวินาทีนั้น คือ Once Upon a Time in Mexico ในปี 2003…

และหลังจากนั้น…ระบบ digital ก็ได้รับความนิยมกันอย่างรวดเร็ว และ แพร่หลาย…รวดเร็วจนเกินกว่าที่หลายๆคนจะคาดคิด…โดยเฉพาะ Kodak และ โรงภาพยนตร์ขนาดเล็กทั้งหลาย…

ปัจจุบัน ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยระบบ digital เพิ่มขึ้นมาก จนแทบไม่มีที่ยืนให้กับภาพยนตร์ระบบฟิล์ม…และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Kodak แทบจะต้องปิดโรงงานผลิต film stock แห่งสุดท้ายของตัวเองเลยทีเดียว…

(ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ…)

นอกจาก Kodak ที่โดนหมัดน็อคจาก VOD แล้วนั้น…อย่างที่บอกไปครับว่า หนังยุคหลังๆนั้นถ่ายทำระบบ digital กันส่วนใหญ่…ฉะนั้น เครื่องฉายระบบฟิล์มที่โรงหนังเล็กๆใช้งานมาตลอด จำต้องเปลี่ยนทดแทนให้เป็น digital projector แทน…

แน่นอนครับว่า โรงหนังเองจำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายไปเป็นแบบ digital กันหมด…ในขณะที่โรงหนังที่ไม่มีเงินทุนมากพอที่จะปรับตัวนั้น…ก็ติดปิดตัวลงไป…

โรงภาพยนตร์จำนวนมากต้องปิดตัวลงไป…บ้างก็ปิดเพราะโดนผลกระทบจาก VOD เป็นหลัก…แต่ส่วนใหญ่นั้น มักจะเป็นโรงหนังที่ฉายด้วยระบบฟิล์มนะครับที่ต้องเจ๊งไป…

และเพื่อเป็นการตอกย้ำความเลวร้ายของสถานการณ์นี้…Paramount ก็ได้ออกมาประกาศเมื่อตอนต้นปีว่า…นับจากนี้ไป ค่ายจะทำการฉายภาพยนตร์ทั้งหมดในรูปแบบ digital เท่านั้น!! โดยเรื่องสุดท้ายของค่ายที่มีฉายในระบบฟิล์ม คือ Anchorman 2: The Legend Continues นั่นเองครับ…และคาดกันว่า ในอนาคต อาจจะมีอีกหลายค่ายที่จะทำตามด้วย…

 


แม้ว่าหลายสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะทำให้แฟนๆภาพยนตร์ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบหนังในรูปแบบของ ฟิล์ม นั้น รู้สึกใจหายไปพอสมควรก็ตาม…

แต่ตัวแปรสำคัญ ที่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้นั้น อยู่ที่ตัวของผู้ชายที่ชื่อว่า Christopher Nolan นะครับ!!

เขาเป็น 1 ในผู้กำกับที่นิยมความเป็น original…และยังคงเป็น 1 ในผู้กำกับไม่กี่คน ที่เลือกถ่ายทำในระบบฟิล์มอยู่…

เขาเป็น 1 ในผู้กำกับที่ร่วมลงชื่อใน จดหมายเปิดผนึก เพื่อต่อต้านการให้บริการ premium VOD ของเหล่าสตูดิโอยักษ์ใหญ่…

และเขาเป็น 1 ในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการไปล็อบบี้กับค่ายหนัง เพื่อให้การช่วยเหลือ Kodak…

ด้วยผลงานที่ผ่านมาของเขานั้น…มีน้ำหนักมากพอที่ค่ายหนังจะต้องสนใจฟังความคิดของเขา…

แม้ว่าตอนนี้หลายๆค่ายจะยื่นมาให้ความช่วยเหลือ Kodak ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม…แต่สถานการณ์ในตอนนี้ ยังไม่อยู่ในจุดที่นิ่งนอนใจได้เท่าไหร่ ว่าอนาคตของ film stock นั้นจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน…

ในปัจจุบันนี้ film stock ที่ทาง Kodak ยังคงผลิตนั้น เหลือเพียงแค่ไม่กี่รุ่นเท่านั้น…โดยเฉพาะฟิล์มขนาด 70mm. (65mm.) นั้น…เหลือเพียงแค่ซีรี่ย์ VISION3 ที่มีอยู่ 4 แบบ เท่านั้น!!

(Interstellar ใช้ฟิล์ม negative รุ่น Vision3 250D 5207 และ Vision3 500T 5219 ในแบบ 65mm. นะครับ…ก่อนที่จะไปขยายเป็น 70mm. ด้วย printed film รุ่น Vision 2383)

และนอกเหนือจาก Christopher Nolan แล้วนั้น…เราก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้อีกนะครับว่า นอกจากเขาแล้วนั้น จะมีใครที่จะถ่ายทำด้วยฟิล์มแบบนี้อีกไหม…เพราะว่าส่วนใหญ่นั้น ใช้ระบบ 35mm. กันแทบทั้งนั้น…

การที่มีข่าวลือออกมาหนาหูว่า Interstellar อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ฟิล์ม 70mm. เรื่องสุดท้ายของโลกนั้น…ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด…

ถึงแม้ว่าฟิล์ม 70mm. นั้นจะยังคงมีการผลิตอยู่(อย่างจำกัด)ก็ตามแต่…แต่เมื่อองค์ประกอบหลายๆอย่างที่ผมได้ร่ายมาข้างต้นนั้น มันก็อาจจะทำให้เป็นเรื่องยาก ที่จะเกิดการสร้างภาพยนตร์สเกลระดับนี้อีก…

ด้านบนนั้นผมเพิ่งจะบอกไปนะครับว่า Paramount ได้ทำการยกเลิกการฉายหนังแบบฟิล์มไปแล้ว…

แต่จากตอนที่ 3…ในข้อตกลงที่ทำไว้กับ Warner Bros. คือ Paramount จะเป็นผู้จัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ…

ฉะนั้นแล้ว…Interstellar จึงเป็นข้อยกเว้นจากที่ค่ายได้ประกาศเอาไว้นะครับ…โดย Paramount จะทำการฉายในระบบฟิล์มทั้งสิ้น 240 โรงฉายทั่วอเมริกาเหนือ…ซึ่งเป็นโรงฉายที่ยังคงมีเครื่องฉายระบบฟิล์มอยู่นะครับ และ ยังรวมถึงโรงฉาย IMAX ที่มีเครื่องฉายฟิล์ม 70mm. อีก 41 โรง นะครับ…

และเพื่อสานต่อแคมเปญการสนับสนุนระบบฟิล์ม…ผู้กำกับ Christopher Nolan จึงตัดสินใจที่จะฉายภาพยนตร์เรื่อง Interstellar นี้ในระบบฟิล์ม ก่อนหน้าที่จะฉายพร้อมกันทุกระบบทั่วอเมริกาถึง 2 วันเต็มๆ!! โดยระบบฟิล์มจะเริ่มฉายในอเมริกา 5 พฤศจิกายนนี้…ส่วนระบบ digital ทั้งหลายเริ่ม 7 พฤศจิกายน…

ในขณะที่ทั่วโลกนั้น เป็นหน้าที่ของ Warner Bros. ในการเผยแพร่ และ จัดจำหน่าย…ซึ่งทางประธานของ IMAX นั้นเคยออกมาแย้มๆว่า…อาจจะมีโรง IMAX ซัก 50 ที่ล่ะมั้งที่จะได้ฉายแบบ 70mm. จึงทำให้เกิดกระแสต่างๆขึ้นมานะครับ…

และก็ขอแสดงความยินดีกับชาวไทยด้วยนะครับ ที่ได้เป็น 1 ใน 2 ประเทศ ร่วมกับ ไต้หวัน ที่จะมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Interstellar นี้กันในระบบ IMAX 70mm. ซึ่งบ้านเรานั้นมีเครื่องฉายระบบนี้เพียงที่ Paragon Cineplex เพียงแห่งเดียวเท่านั้น…

 


 

 

ถ้าถามผมว่า สาเหตุที่ผมจะไปชมภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ในระบบ IMAX 70mm. นั้น คืออะไร?

มันมีหลายปัจจัยเลยนะครับ…ทั้งชื่อชั้นของผู้กำกับ…สเกลหนังที่ใหญ่…พล็อตเรื่องที่น่าสนใจ…นักแสดงชั้นนำจำนวนมาก…รวมทั้งฟิล์ม 70mm. ด้วย

แต่ที่ดึงดูดผมมากที่สุด…คือภาพจากกองถ่ายภาพนี้ครับ…

พี่แกเอากล้องฟิล์ม IMAX ไปติดไว้หน้าเครื่องบิน Learjet!!

ผมล่ะอยากจะเห็นจริงๆว่าภาพมันจะออกมาเป็นอย่างไร…^-^

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกันมาตลอดตั้งแต่ตอนแรก…พบกันได้ใหม่ในโอกาสต่อไปครับ…^-^

 

interstellar-imax-camera-learjet-set-photo-1

  • neizod

    ซึ่งทางประธานของ IMAX มันเคยออกมาแย้มๆว่า

    “มัน” เลยเหรอครับ …..

    • Chalermchai Chaichana

      อ้าวกรรม…ผมจะพิมพ์ว่า นั้น น่ะครับ…Y-Y

      ขอบคุณที่ท้วงติงครับ…